- หน้าแรก
- สัตว์ร้ายหายนะแกร่งงั้นเหรอ โทษที พอดีฉันอัปสเตตัสทะลุหลอด
- บทที่ 140: นายทุนที่แท้จริง
บทที่ 140: นายทุนที่แท้จริง
บทที่ 140: นายทุนที่แท้จริง
"ยินดีต้อนรับครับ ท่านเทพผู้สูงส่ง"
ครั้งนี้กลับเป็นภาษาฮั่น
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฟางสวินก็กวาดสายตามองคนกลุ่มนั้นแล้วถามขึ้นอีกครั้ง
"สรุปแล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ทางที่ดีพวกนายควรให้เหตุผลที่ฟังขึ้นมาสักข้อนะ ว่าทำไมฉันถึงต้องปล่อยพวกนายไป"
ลู่หลีโกรธมาก และเขาก็โกรธมากเช่นกัน
ถ้าหากเขาอ่อนแอกว่านี้สักหน่อยล่ะ? ถ้าหากพวกเขาต้องตายในต่างมิตินั่นจริงๆ ถ้าหากเขาไม่ได้พบเจียงฉินอีก...
ถ้าหาก...
ยังดีที่ไม่มีคำว่า 'ถ้าหาก' เหล่านั้นเกิดขึ้นจริง
"ท่านเทพโปรดระงับโทสะด้วยครับ" ชายผู้เป็นผู้นำกล่าว "เพียงแต่มีบางคนกังขาในเทวานุภาพของท่าน กระผมจึงได้จัดการปราบปรามพวกผู้ลบหลู่เทพเหล่านั้นไปแล้วครับ"
"นายเป็นใคร?" ฟางสวินถามซ้ำ
"กระผมคือไดกูจิแห่งศาลเจ้าจิเซ และเป็นผู้รับใช้ของท่านเช่นกันครับ" ไดกูจิพนมมือตอบ
"แล้วพวกนั้นล่ะเป็นใคร?" ฟางสวินถามต่อ
"องเมียวจิ... กลุ่มผู้ลบหลู่เทพครับ" ไดกูจิปรายตามองกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างแวบหนึ่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผู้ลบหลู่เทพ?" ฟางสวินนึกถึงอุเอซูกิ อากิยูกิมิ หญิงสาวคนนี้น่าจะอยู่สายองเมียวจิเหมือนกัน
ดูเหมือนเธอจะเลื่อมใสศรัทธาในเทพเจ้าเอามากๆ นี่นา
"นายรู้จักอุเอซูกิ อากิยูกิมิไหม? ดูเหมือนเธอจะไม่ใช่แบบที่นายพูดนะ" ฟางสวินหยั่งเชิง
"เมื่อได้ประจักษ์ในเทวานุภาพ ย่อมต้องเลื่อมใสศรัทธาเป็นธรรมดาครับ" ไดกูจิกล่าวถึงตรงนี้ สายตาที่มองฟางสวินก็แฝงความคลั่งไคล้มากขึ้นหลายส่วน
แม้จะอยู่ภายนอกต่างมิติ แต่เขาก็มีวิธีที่จะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในได้บ้าง
อานุภาพของกระบี่นั้น... คือพลังของเทพเจ้าที่แท้จริง
นี่แหละ คือเทพเจ้า!
"แล้วตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน?"
ฟางสวินมองไปรอบๆ อีกครั้ง สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นป้อมปราการใต้ดินเหมือนกัน อย่างน้อยเขาก็มองไม่เห็นจุดเด่นใดๆ ที่พอจะระบุพิกัดได้เลย
"ที่นี่คือใต้ภูเขาลูกหนึ่งใกล้กับเกียวโตครับ เมื่อก่อนที่นี่เคยมีรังแม่ที่เพิ่งฟักตัวอยู่ ก่อนที่มันจะเติบโต พวกเราก็จับมันไว้ได้แล้ว
ตอนนี้ที่นี่อยู่ภายใต้การดูแลร่วมกันของศาลเจ้าจิเซและสำนักองเมียวจิแห่งเฮอันเคียวครับ"
"ขัดแย้งกันเองเหรอ?" ฟางสวินมองภาพตรงหน้า
"ก็ไม่เชิงครับ" ไดกูจิกล่าวอย่างนอบน้อม
"เพียงแต่มีคนบางส่วนไม่เคารพท่าน หวังว่าความผิดพลาดนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อท่านมากนักนะครับ"
"มันก็ส่งผลกระทบอยู่บ้างแหละ" ฟางสวินแค่นเสียงหัวเราะ
"รับทราบครับ" ไดกูจิพยักหน้า เขาโบกมือเบาๆ คนที่คุกเข่าอยู่เหล่านั้นก็ถูกพาตัวออกไปทันที
ส่วนจะจัดการอย่างไรนั้น ไดกูจิย่อมไม่ทำผิดพลาดระดับต่ำในจังหวะสำคัญแบบนี้แน่
"ท่านเทพครับ ไม่ทราบว่าพอจะให้เกียรติไปเยี่ยมชมศาลเจ้าจิเซสักหน่อยได้ไหมครับ?" ไดกูจิโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ไม่ต้องหรอก นี่ก็สว่างแล้ว เหลียนเหลียนยังต้องไปเรียนอีก" ฟางสวินกะเวลาดู ยังไงก็ต้องกลับบ้านแล้ว
เขาไม่ได้สนใจที่จะไปเดินเล่นรอบเกาะซากุระเลยสักนิด
"พี่คะ ความจริงหนูโดด..."
"ต้องตั้งใจเรียนสิ" ฟางสวินพูดแทรกฉีเหลียนทันที เด็กที่โดดเรียนไม่ใช่เด็กดีนะ
"ถ้าอย่างนั้นกระผมจะเปิดเส้นทางไปยังเมืองตงเฉิงให้ท่านเองครับ"
เมื่อไดกูจิเห็นฟางสวินพูดเช่นนั้น ก็ยอมทำตามแต่โดยดี
เขาสั่งการลงไป เพียงครู่เดียวก็มีรายงานส่งกลับมา
"เรียบร้อยแล้วครับท่านเทพ ท่านสามารถเดินทางกลับผ่านรอยแยกมิตินี้ได้ทุกเมื่อเลยครับ"
"ไม่เลว" ฟางสวินพยักหน้า พาฉีเหลียนและลู่หลีเดินทางกลับทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ท่านครับ ท่านเทพจากไปแล้วครับ"
ไดกูจิมองคนข้างกาย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วสั่งการ
"ต่อไปนี้ให้พูดภาษาฮั่นกันให้หมด"
"ไฮ่!"
"หืม?"
"ครับ!"
...
เมื่อทั้งสามคนเดินผ่านรอยแยกมิติมา ก็ถูกส่งตัวมายังทางเข้ารอยแยกมิติที่เขตเฉิงหนานของเมืองตงเฉิงทันที
เห็นได้ชัดว่าทางฝั่งเกาะซากุระมีความสามารถในการควบคุมรอยแยกมิติแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่าเป็นการขอยืมพลังมาใช้เฉยๆ หรือมีหลักการทำงานอย่างไร
แต่นี่ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาก
ใครใช้ให้พวกเขาเก็บรังแม่ที่เพิ่งฟักตัวได้กันล่ะ ดวงดีไร้เทียมทานจริงๆ
และทันทีที่ทั้งสามคนก้าวออกมา ก็เห็นเว่ยเหิงที่ยังคงทำหน้าเหวออยู่
แม้ลู่หลีจะยังคงรู้สึกหวาดผวา แต่เมื่อกลับมาถึงอาณาเขตของเมืองตงเฉิงแล้ว ในใจก็ผ่อนคลายลง
เธอเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว มาหยุดอยู่ข้างเว่ยเหิงที่กำลังยืนครุ่นคิด
"เป็นอะไรไปตาแก่ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ? คงไม่ได้เป็นห่วงพวกเรามากไปหรอกนะ?"
"ไปๆๆ" เว่ยเหิงโบกมือไล่ราวกับปัดแมลงวัน
เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมท่าทีของคณะทูตจากสำนักองเมียวจิเมื่อครู่นี้ถึงได้เปลี่ยนไปเร็วขนาดนั้น
วินาทีแรกยังทำตัวหยิ่งยโส แต่วินาทีต่อมาแทบจะหมอบเป็นหมาอยู่แล้ว
ความเร็วในการเปลี่ยนสีหน้านี้ ต่อให้ปรมาจารย์งิ้วเปลี่ยนหน้าเสฉวนมาเห็นก็ยังต้องเรียกอาจารย์
แต่วินาทีต่อมา เว่ยเหิงก็ตั้งสติได้
ลู่หลีกลับมาแล้ว?
งั้นรุ่นพี่ใหญ่... ก็กลับมาแล้วเหมือนกัน?
เขาเงยหน้าขึ้นขวับ ก็เห็นฟางสวินกำลังมองเขาอยู่พอดี
"รุ่นพี่ใหญ่ คุณกลับมาแล้ว" เว่ยเหิงรีบโค้งคำนับทันที "ไม่ทราบว่ารุ่นพี่พบอะไรข้างในนั้นบ้างไหมครับ?"
"เอาล่ะ ไม่ต้องเกร็งแล้ว เดี๋ยวค่อยถามฉันก็แล้วกัน เขายังต้องไปส่งเหลียนเหลียนไปโรงเรียนอีก" ลู่หลีพูดแทรก
"หา?" สมองของเว่ยเหิงแทบจะประมวลผลไม่ทัน
ฉีเหลียน... ไปโรงเรียนเนี่ยนะ?
"ใช่ ถามลู่หลีเอาก็แล้วกัน ฉันไปส่งเธอที่โรงเรียนก่อนนะ ไว้เจอกัน" ฟางสวินไม่อยากทักทายอะไรให้มากความ
เว่ยเหิงเอาแต่ทำตัวเกร็งตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกอึดอัดนิดหน่อยเวลาคุยด้วย
ก็เลยโยนเรื่องทั้งหมดให้ลู่หลีจัดการไปเลย
หลังจากเก็บยันต์กลับมาแล้ว เขาก็พาฉีเหลียนไปซ้อนท้ายเสี่ยวหลานที่จอดอยู่ตรงประตูทันที
เงาลวงตาของตี้หวงจวีปรากฏขึ้น พาทั้งสองคนกลายเป็นแสงสีทองพุ่งทะยานออกไป
"สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
เว่ยเหิงถามด้วยความร้อนใจ
คืนนี้ทั้งคืนเขาไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาเลยด้วยซ้ำ แถมตอนเช้าตรู่ยังโดนไอ้พวกงี่เง่าจากเกาะซากุระทำเอาสะอิดสะเอียนอีก
"เรื่องนั้น... คงต้องเล่ากันยาวเลยล่ะ" ลู่หลีพูดพลางกระแอมไอ
"ทำไมที่นี่ถึงไม่มีแม้แต่ที่นั่งเลยเนี่ย"
เว่ยเหิงรีบยกเก้าอี้มาให้ลู่หลีทันที
"คอแห้งนิดหน่อยแฮะ"
เว่ยเหิงรีบรินชาให้ลู่หลีอย่างรู้หน้าที่
"ปวดไหล่นิดหน่อยแฮะ..."
เว่ยเหิงรีบ...
"ช่างเถอะ อันนี้ไม่ต้องรบกวนนายแล้ว" ลู่หลีพูดพลางขยับไหล่ตัวเอง
เว่ยเหิง "?"
"ตกลงเธอจะเล่าไหมเนี่ย"
"อะแฮ่ม เล่าสิ ฉันจะเล่าเดี๋ยวนี้แหละ โธ่เอ๊ย ตาแก่โมโหง่ายระวังอกแตกตายนะ"
เว่ยเหิง "?"
...
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง ฟางสวินพาฉีเหลียนไปลงจอดยังมุมลับตาคนแห่งหนึ่งนอกมหาวิทยาลัยตงเฉิง
จากนั้นถึงได้เข็นเสี่ยวหลานออกมา พอมาถึงหน้าประตูก็เนียนเอาเสี่ยวหลานไปจอดรวมกับกองจักรยานสาธารณะสีฟ้าพวกนั้น
"จะว่าไป ตอนนี้พวกสัตว์ร้ายหายนะยังทำตัวว่านอนสอนง่ายกันอยู่ไหม?"
ระหว่างทางเดินไปห้องเรียน ฟางสวินชวนฉีเหลียนคุยเล่น
"อืม ก็ว่านอนสอนง่ายกันดีค่ะ ทำงานก็ตั้งใจมากด้วย" ฉีเหลียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
"ยังมีอีกสองสามตัวที่อยากเปิดโรงงานเอง แล้วใช้สัตว์ร้ายตกค้างที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเป็นคนงานโดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนด้วย พวกมันบอกว่าถ้าเปิดโรงงานเอง ก็สามารถตัดราคาคู่แข่งจนตายแล้วทำเงินก้อนโตได้เลย"
ฟางสวิน "?"
โรงงานนรกสัตว์ร้ายตกค้างงั้นเหรอ? นี่พวกแกกล้าไม่จ่ายเงินเดือนให้สัตว์ร้ายตกค้างจริงๆ สินะ
นี่เพิ่งจะผ่านไปกี่วันเอง มีแนวคิดแบบนายทุนกันซะแล้ว!
"แล้วผลลัพธ์ล่ะ?" ฟางสวินถามด้วยความอยากรู้
เมื่อฉีเหลียนได้ยินดังนั้นก็ตอบด้วยท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
"เว่ยเหิงไม่อนุมัติค่ะ"