เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140: ไม่ว่าเนี่ยนเหอจะเป็นยังไง พวกคุณก็จะชอบเธอใช่ไหม?

บทที่ 140: ไม่ว่าเนี่ยนเหอจะเป็นยังไง พวกคุณก็จะชอบเธอใช่ไหม?

บทที่ 140: ไม่ว่าเนี่ยนเหอจะเป็นยังไง พวกคุณก็จะชอบเธอใช่ไหม?


"พรืด—" หลินเหยียนหลุดหัวเราะออกมาพลางโบกมือ "คิดอะไรอยู่คะพ่อ ยอดฝีมืออะไรกัน แค่เหยียนเหยียนมีผลการเรียนแบบตอนนี้ได้ก็เกินฝันแล้วค่ะ"

แววตาของหลินมู่กลับมีร่องรอยความครุ่นคิดพาดผ่าน เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าพ่อกับแม่เหมือนมีเรื่องปิดบังเขากับเหยียนเหยียนอยู่

แต่วินาทีต่อมาเขาก็ยิ้มบาง รู้สึกว่าตัวเองขี้ระแวงเกินไป พ่อแม่ของเขาก็แค่คนธรรมดา จะไปมีความลับอะไรได้?

"ไอ้ลูกหมา! แกเหม่ออะไรอยู่อีกเนี่ย?"

เสียงของหลินเหยี่ยขัดจังหวะความคิดของหลินมู่ เขาเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม "ทำไมล่ะ? เพิ่งเคยโดนชมครั้งแรกเลยไม่ชินงั้นสิ?"

หลินมู่เพิ่งจะอ้าปาก ทว่ากลับถูกเจียงซูหว่านพูดแทรกขึ้นมากะทันหัน "ลูก ถ้าลูกไปศาลปราบภัยพิบัติ แล้วเนี่ยนเหอจะทำยังไงล่ะ?"

หลินมู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยความสงสัย "แม่ครับ มันเกี่ยวอะไรกันด้วยเหรอ?"

"เกี่ยวสิ!"

เจียงซูหว่านเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ศาลปราบภัยพิบัติอยู่ที่เมืองเซิ่งจิง แถมยังมีกฎระเบียบเข้มงวด ถึงตอนนั้นถ้าลูกคิดจะลางานง่ายๆ เหมือนตอนอยู่วิทยาลัยล่ะก็ ฝันกลางวันชัดๆ"

เธอชูมือเรียวงามชี้หน้าหลินมู่ พลางเอ่ยในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน "ลูก ลูกจะต้องอยู่ห่างกับเนี่ยนเหอคนละที่แล้วนะ รู้ไหม?"

"คู่รักที่อยู่ห่างกันน่ะ มักจะเกิดปัญหาตามมาได้ง่ายนะ"

"เอ่อ..." หลินมู่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "แม่ครับ ตอนนี้พวกเรายังไม่ถึงขั้นนั้นเลยนะ"

"หืม?" จู่ๆ ดวงตาของเจียงซูหว่านก็เป็นประกาย ก่อนจะซักไซ้ "ถึงขั้นไหนแล้วล่ะ?"

หลินมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาสบตาเธอแล้วตอบอย่างจริงจัง "เธอกำลังรอให้ผมชอบเธออย่างอดทนอยู่ครับ"

เจียงซูหว่าน "?"

หลินเหยี่ย "??"

หลินเหยียน "???"

ทั้งสามคนเบิกตากว้างพร้อมกัน แล้วมองไปที่เขาด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ

เจียงซูหว่านอึกอักอยู่นาน ในที่สุดก็หันไปมองหลินเหยี่ยแล้วถอนหายใจ "ที่รัก การที่ลูกชายเราได้เจอผู้หญิงซื่อๆ แบบเนี่ยนเหอเนี่ย ถือเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาถึงสามชาติจริงๆ"

หลินเหยี่ยพยักหน้าเงียบๆ พลางทอดถอนใจ "ก็แค่ลำบากเนี่ยนเหอแล้ว ที่ต้องมาเจอกับไอ้ลูกชายหัวรั้นของเรา"

หลินเหยียนกลั้นยิ้มแล้วถามเสียงเบา "พี่คะ เหยียนเหยียนไม่ค่อยเข้าใจเลย"

"ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ อะไรคือการให้พี่สะใภ้รอให้พี่ชอบอย่างอดทนล่ะคะ?"

หลินมู่อธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง "เหยียนเหยียน เธอไม่เข้าใจหรอก พี่ยังไม่ได้จับเธอกดเลย ก่อนที่จะจับกดน่ะยังนับว่าชอบไม่ได้หรอกนะ"

"พี่!" หลินเหยียนอ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง "นี่มันตรรกะวิบัติอะไรกันเนี่ย?!"

ทว่าเจียงซูหว่านกับหลินเหยี่ยกลับมีสีหน้าดีใจขึ้นมาพร้อมกัน ถึงแม้คำพูดของลูกชายจะมีปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่ได้คัดค้านที่ลูกชายเข้าใจแบบนี้

"เหยียนเหยียน พี่ชายลูกเข้าใจถูกแล้วล่ะ"

หลินเหยี่ยรีบพูดต่อทันที จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจพลางมองไปที่หลินมู่ "ลูก เรื่องจับกดน่ะต้องรีบหน่อยนะ อย่าปล่อยให้ยืดเยื้อรู้ไหม?"

หลินเหยียนมีแววตาสับสนไปชั่วขณะ ทว่าหลินมู่กลับพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ผมจะรีบจับเธอให้เร็วที่สุดครับ พ่อกับแม่วางใจได้เลย"

สิ้นเสียง หลินเหยี่ยกับเจียงซูหว่านก็สบตากัน รอยยิ้มในดวงตายิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีก สิ่งที่มีมากกว่านั้นคือความปีติยินดีที่กำลังจะได้อุ้มหลาน

เจียงซูหว่านถามอย่างอ่อนโยน "ลูก หาเวลาพาเนี่ยนเหอมาที่บ้านอีกสักรอบสิ คราวที่แล้วเวลากระชั้นชิดเกินไป ยังไม่ทันได้คุยกับเนี่ยนเหอให้เยอะๆ เลย"

พูดจบ น้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนเป็นดุดันกะทันหัน "แล้วก็ พวกเราตัดสินใจแล้วว่าเนี่ยนเหอคือลูกสะใภ้ของเรา ถ้าวันข้างหน้าลูกกล้าทำให้เธอเสียใจล่ะก็ ลูกตายแน่!"

หลินมู่ชะงักไป น้ำเสียงพลันจริงจังขึ้นมา "พ่อครับ แม่ครับ ไม่ว่าเนี่ยนเหอจะเป็นยังไง พ่อกับแม่ก็จะชอบเธอใช่ไหมครับ?"

"แน่นอนสิ!" ทั้งสองคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน

วินาทีต่อมาเจียงซูหว่านกลับเปลี่ยนเรื่อง แล้วถามกลับด้วยความสนใจว่า

"แล้วถ้าในอนาคต พ่อกับแม่เกิดไม่ชอบเนี่ยนเหอขึ้นมาเพราะเหตุผลบางอย่าง ลูกจะเลิกกับเธอเพราะพวกเราไหม?"

"ไม่ครับ!" หลินมู่โพล่งออกมา แววตาที่มองไปยังพ่อแม่นั้นแน่วแน่อย่างถึงที่สุด

……

ตึกศาลปราบภัยพิบัติ

ภายในห้องควบคุมกลางชั้น 32

เสิ่นโหรวยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของลวี่ผิง น้ำเสียงแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่อดกลั้นไว้ไม่อยู่ "เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ หัวหน้าลวี่ผิง ครอบครัวของหลินมู่คนนี้... ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ถึงขนาดคิดว่าเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์บัญชาการเราเป็นเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์..."

"ครอบครัวของเขาคงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไปล่ะมั้ง"

ลวี่ผิงยิ้มบาง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเข้าใจ "ก็ลูกหลานตัวเองจู่ๆ ก็ถูกศาลปราบภัยพิบัติรับเข้าทำงานเป็นกรณีพิเศษนี่นา ไม่ว่าใครได้ยินก็คงคิดว่าเป็นนิทานพันหนึ่งราตรีทั้งนั้นแหละ"

เสิ่นโหรวซักไซ้เสียงเบา "แล้วคุณรู้จักคนคนนี้ไหมคะ? นี่เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของศาลปราบภัยพิบัติเลยนะ ที่มีแค่ชื่อน่ะ"

"มีแค่ชื่อ?" ลวี่ผิงเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความประหลาดใจ

เสิ่นโหรวพยักหน้าเบาๆ "ใช่ค่ะ หัวหน้าหนิงโม่บอกว่าไม่ต้องจัดการอะไรให้เขาทั้งนั้น แถมยังบอกอีกว่าห้องของเขาก็ยังอยู่ตลอด... ฉันฟังแล้วมืดแปดด้านไปหมดเลยค่ะ"

ลวี่ผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง "ความจริงแล้ว... ฉันก็มืดแปดด้านเหมือนกับเธอนั่นแหละ เธอไปเถอะ การที่หัวหน้าหนิงโม่ทำแบบนี้คงมีเหตุผลของเขาอยู่แล้ว"

หลังจากเสิ่นโหรวออกไป ลวี่ผิงก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขามองขึ้นไปบนเพดานด้วยสีหน้างุนงง พลางพึมพำเสียงเบา "ต่อให้เขาจะเป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของพี่กู้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เส้นสายให้เขาแบบนี้นี่นา"

"นี่มันศาลปราบภัยพิบัติเลยนะ... หัวหน้าหนิงโม่คิดอะไรอยู่กันแน่?"

เวลา 19:00 น. ภายในลานบ้านของเถี่ยเชียว

เขานั่งตัวตรงอยู่บนม้านั่งหินเพียงลำพัง คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นระยะ และมองออกไปนอกลานบ้านเป็นพักๆ บางครั้งก็มีเสียงสบถด่าอู้อี้ดังตามมาด้วย

ตอนนั้นเอง เสียง "ตึกๆ" กังวานของรองเท้าส้นสูงที่เหยียบลงบนพื้นปูนก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ และค่อยๆ ใกล้เข้ามา

ไม่กี่วินาทีต่อมา หญิงสาวในชุดกระโปรงสีดำสวมรองเท้าส้นสูงสีดำพื้นแดง ก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของเถี่ยเชียว

ชายกระโปรงของเธอแกว่งไกวเบาๆ ตามจังหวะก้าวเดิน เผยให้เห็นน่องขาวเนียนแบบวับๆ แวมๆ

หญิงสาวไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา เธอเดินตรงเข้าไปในลานบ้าน มุ่งหน้าไปยังม้านั่งหินที่ตัวเองนั่งเป็นประจำซึ่งอยู่ห่างจากเถี่ยเชียวไปสองเมตร

จนกระทั่งเธอนั่งลงอย่างสง่างาม เถี่ยเชียวถึงได้เอ่ยปากอย่างราบเรียบ "โย่ว หายไปทั้งคืนนึกว่าจะไม่กลับมาซะแล้ว ถ้าเธอกลับมาช้ากว่านี้อีกนิด ฉันคงจุดประทัดฉลองไปแล้ว"

อันซูเหยาหันหน้าไป แววตาที่มองไปยังเขานั้นราบเรียบ "เวลาป่านนี้ ทำไมนายถึงมานั่งอยู่ในลานบ้านล่ะ? หรือว่ากำลังรอฉันอยู่?"

เถี่ยเชียวชะงักไป ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาทันที "รอเธอเนี่ยนะ? นี่เป็นเรื่องตลกที่ขำที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาในชีวิตเลย"

"วันที่เธอไม่อยู่เนี่ย อารมณ์ฉันปลอดโปร่งขึ้นตั้งเยอะ แต่เธอกลับมาอีกแล้ว น่ารำคาญชะมัด"

สิ้นเสียง อันซูเหยาก็ไม่ได้สนใจเขา เธอเพียงแค่มองไปยังเส้นขอบฟ้าแล้วเหม่อลอยอย่างเงียบๆ

เมื่อเถี่ยเชียวเห็นว่าเธอไม่ตอบโต้ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องโดยไม่หันกลับมามอง "คราวหน้าถ้าฉันเก็บเธอมาได้ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายอีกล่ะก็ ฉันจะแทงซ้ำให้ตายไปเลยคอยดู"

ในจังหวะที่ผลักประตูห้องเปิดออก เสียงเย็นชาก็ดังขึ้นจากด้านหลังกะทันหัน "ฉันไปเจอคนรู้จักเก่ามา แล้วก็ ห้องของนายห้องนี้ถูกฉันยึดอย่างถาวรแล้ว ถ้ามีปัญหา นายก็ไสหัวออกไปอยู่ที่อื่นซะ"

เถี่ยเชียวชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย วินาทีต่อมาก็กระแทกประตูห้องปิดเสียงดัง "ปัง" พลางสบถด่าเสียงเบา

"เธอจะไปเจอใครก็ไปเจอสิ เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย? นี่มันบ้านของฉัน คนที่ต้องไสหัวไปคือเธอต่างหาก ยัยผู้หญิงบ้า!"

จบบทที่ บทที่ 140: ไม่ว่าเนี่ยนเหอจะเป็นยังไง พวกคุณก็จะชอบเธอใช่ไหม?

คัดลอกลิงก์แล้ว