เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 690 - การประชุมผู้สำเร็จราชการในความดูแล (ตอนกลาง)

บทที่ 690 - การประชุมผู้สำเร็จราชการในความดูแล (ตอนกลาง)

บทที่ 690 - การประชุมผู้สำเร็จราชการในความดูแล (ตอนกลาง)


บทที่ 690 - การประชุมผู้สำเร็จราชการในความดูแล (ตอนกลาง)

◉◉◉◉◉

"รองเสนาบดีจางไม่ต้องมากพิธีหรอก" หยวนเข่อลี่โบกมือและกวาดสายตามองไปรอบๆ "หลี่หยวนอี้ที่ท่านเพิ่งจะพูดถึงเมื่อครู่นี้ ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่หรือไม่?" หยวนเข่อลี่คุ้นๆ ชื่อนี้ ตอนที่ถามประโยคนี้เขายังนึกย้อนไปถึงตอนที่ทูตวันเฉลิมพระชนมพรรษาอู๋อวิ่นเชียนพูดถึงชายผู้นี้ให้เขาฟังเป็นครั้งแรกได้เลย

จางหวั่นหันไปมองหลี่เอ่อร์จานตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าหลี่เอ่อร์จานที่กำลังก้มหน้าอยู่ก็กำลังปรายตามองเขาอยู่เช่นกัน ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือดไร้สีเลือด

"ทูลนายท่านผู้ตรวจการ" จางหวั่นสูดลมหายใจเข้าเบาๆ และพูดอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ใต้เท้าหลี่ไม่ได้อยู่ที่นี่ขอรับ"

"แล้วเขาอยู่ที่ไหนล่ะ?" หยวนเข่อลี่ถามต่อ

"อยู่ในเมืองหลวงนี่แหละขอรับ" จางหวั่นตอบ

"เขาทำงานอยู่กรมไหน แล้วทำไมถึงไม่ได้มาร่วมประชุมล่ะ?" หยวนเข่อลี่คิดไปเองว่าหลี่หยวนอี้น่าจะเป็นขุนนางที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่แถมยังมีตำแหน่งไม่เล็กด้วย จึงมีสิทธิ์ที่จะมาร่วมการประชุมนี้

"ทูลนายท่านผู้ตรวจการ ใต้เท้าหลี่เพิ่งจะถูกเรียกตัวกลับมาฮันยางได้ไม่นาน ตอนนี้ยังไม่มีตำแหน่งขุนนางอย่างเป็นทางการเลยขอรับ" ทันทีที่จางหวั่นพูดจบ สีหน้าของหลี่เอ่อร์จานก็ยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก

นั่นเป็นเพราะสาเหตุที่หลี่หยวนอี้ถูกพรรคพวกของหลี่เอ่อร์จานขับไล่ออกจากเมืองหลวง ก็เป็นเพราะเขายืนกรานที่จะไม่ยอมผสมโรงกับกระแส "การถวายฎีการ้องเรียนให้ปลดพระราชมารดา" ที่หลี่เอ่อร์จานเป็นคนปลุกปั่นขึ้นมานั่นเอง ก่อนที่หลี่เอ่อร์จานและเจิ้งเหรินหงจะหมดอำนาจ หลี่หยวนอี้ถึงขั้นเคยถูกเนรเทศด้วยซ้ำไป

"เรียกตัวกลับมา" หยวนเข่อลี่ซักไซ้ต่อตามคาด "เขาเป็นอะไรไปล่ะ?"

"ปีนี้ท่านอายุเจ็ดสิบสี่แล้วขอรับ" การทำอะไรควรเผื่อทางถอยให้ตัวเอง จางหวั่นจึงตัดสินใจที่จะไม่เป็นฝ่ายแฉเรื่องราวของหลี่เอ่อร์จานออกมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เตรียมพร้อมที่จะแฉเรื่องของหลี่เอ่อร์จานออกมาหากถูกซักไซ้ไล่เลียงเช่นกัน

แต่ทว่าหยวนเข่อลี่ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เขาเพียงแต่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "เขาน่าจะมีส่วนร่วมอย่างมากในสงครามกับพวกวอโค่วทั้งสองครั้งเลยสินะ?"

"นายท่านพูดถูกต้องแล้วขอรับ" จางหวั่นพยักหน้ารับ "ในสงครามกับพวกวอโค่วทั้งสองครั้ง ใต้เท้าหลี่เคยเป็นผู้นำในการรวบรวมกองกำลังอาสาสมัครเพื่อสนับสนุนกองทัพสวรรค์หลายต่อหลายครั้ง แถมยังเคยเข้าร่วมในศึกเปียงยางและศึกจิกซานด้วยตัวเองอีกด้วย ในอดีตเหตุผลที่กษัตริย์ซอนโจทรงแต่งตั้งใต้เท้าหลี่ให้เป็นหวานผิงฝูหยวนจวิน ก็เป็นเพราะคุณงามความดีที่เขาสร้างเอาไว้ในสงครามกับพวกวอโค่วเช่นกันขอรับ"

"อืม" หยวนเข่อลี่พยักหน้า จากนั้นก็หันไปมององค์รัชทายาทผู้สำเร็จราชการหลี่จื้อ "ท่านผู้สำเร็จราชการ"

"ขอรับ!" หลี่จื้อรีบลุกขึ้นยืนทันที ความเร็วของเขาราวกับนักเรียนที่ถูกอาจารย์เรียกชื่อก็ไม่ปาน

อันที่จริงหลี่จื้อนั่งไม่ติดที่มาตลอด เขาคิดว่าตัวเองควรจะนั่งฟังเพื่อแสดงความน่าเกรงขามของ "ว่าที่กษัตริย์" แต่ก็กลัวว่าหยวนเข่อลี่จะไม่พอใจที่เขาเอาแต่นั่งอยู่ตลอดเวลา และสาเหตุหลักที่ทำให้เขาเอาแต่นั่งอยู่แบบนั้น ก็เป็นเพราะเสิ่นโหย่วหรงและลั่วหยั่งซิ่งไม่ได้ลุกขึ้นยืนหลังจากที่หยวนเข่อลี่ลุกจากที่นั่งนั่นเอง

หยวนเข่อลี่ไม่รู้ว่าหลี่จื้อกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเพียงแค่ยิ้มและเสนอแนะว่า "ดังคำกล่าวที่ว่าม้าชราหมอบในคอกแต่ใจทะยานไปพันหลี่ บัดนี้พวกโจรป่ากำลังจับจ้องอย่างหิวกระหาย โชซอนก็กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะหาตำแหน่งหน้าที่ให้หวานผิงฝูหยวนจวินผู้นี้ทำดูนะ ท่านผู้สำเร็จราชการมีความเห็นว่าอย่างไรล่ะ?"

"นายท่านผู้ตรวจการเชิญจัดการตามความเหมาะสมได้เลยขอรับ!" หลี่จื้อรีบแสดงจุดยืนทันที

"อืม" หยวนเข่อลี่ส่ายหน้า "อย่างไรเสียเขาก็เป็นขุนนางของโชซอน ให้ท่านผู้สำเร็จราชการเป็นคนจัดการน่าจะเหมาะสมกว่า เมื่อท่านผู้สำเร็จราชการจัดการเรียบร้อยแล้ว ข้าก็แค่ประทับตราและลงนามรับรองให้ก็พอ"

"ถ้าเช่นนั้น" หลี่จื้อยิ้มและคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก็ให้หวานผิงฝูหยวนจวินมารับตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมที่ว่างอยู่ แล้วก็ให้ควบตำแหน่งขุนนางระดับสูงแห่งพิบยอนซาไปด้วย ท่านเห็นว่าอย่างไรขอรับ?"

"ท่านผู้สำเร็จราชการเป็นคนจัดการก็พอแล้วล่ะ" แม้จะพูดเช่นนั้นแต่หยวนเข่อลี่ก็พยักหน้ารับอยู่ดี

"ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้นะ!" ใบหน้าของหลี่จื้อแดงระเรื่อ ดูตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย "อัครเสนาบดีผู่"

"กระหม่อมอยู่นี่ขอรับ!" ผู่เฉิงจงก้าวออกมารับคำสั่งอย่างขึงขัง เขาประสานมือคารวะหยวนเข่อลี่และหลี่จื้อตามลำดับ

"วันนี้ให้หวานผิงฝูหยวนจวินมารับตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมที่ว่างอยู่ แล้วก็ให้เขาควบตำแหน่งขุนนางระดับสูงแห่งพิบยอนซาด้วย" ตอนที่หลี่จื้อสั่งการเสียงดัง เขาก็แอบปรายตามองจางหวั่นที่เดิมทีมีกำหนดจะได้เลื่อนขั้นเป็นเสนาบดีกรมกลาโหมแวบหนึ่งตามสัญชาตญาณ แต่ทว่าจางหวั่นกลับไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างที่เขาคิด ในทางกลับกันเขากลับดูเหมือนจะแอบอมยิ้มอยู่เสียด้วยซ้ำ

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้" หัวใจของผู่เฉิงจงยังคงแขวนต่องแต่ง น้ำเสียงของเขาก็สั่นเครือเล็กน้อย อย่าเห็นว่าหยวนเข่อลี่เอาแต่พูดเรื่องกิจการบ้านเมือง แต่ตราบใดที่เขายังไม่สะสางบัญชีบ้าๆ พวกนั้นให้จบสิ้นและตัดสินอย่างชัดเจน หัวใจของคนจำนวนมากซึ่งรวมถึงผู่เฉิงจงก็ไม่มีทางสงบลงได้หรอก

"เมื่อเขียนราชโองการเสร็จแล้ว ต้องนำไปให้นายท่านผู้ตรวจการตรวจสอบดูก่อนนะ!" หลี่จื้อกำชับราวกับต้องการจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ

"พ่ะย่ะค่ะ!" ผู่เฉิงจงรับคำเสียงดัง

หยวนเข่อลี่เป็นคนฉลาดหลักแหลมขนาดไหน เขามองออกทันทีว่าบทสนทนานี้มีความจงใจแสดงละครแฝงอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร "ท่านผู้สำเร็จราชการยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่? หากไม่มีแล้วข้าจะได้พูดต่อ"

สัญชาตญาณแรกของหลี่จื้อคืออยากให้หยวนเข่อลี่พูดต่อ แต่ความมีน้ำใจที่หยวนเข่อลี่แสดงออกมาก็ราวกับเป็นการให้กำลังใจเขา "ว่าที่กษัตริย์" หนุ่มผู้นี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็รวบรวมความกล้าและเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า "นายท่านผู้ตรวจการ เมื่อครู่นี้ท่านบอกว่าพวกโจรป่าเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ที่เจิ้นเจียง ทังจ้าน และเฟิ่งหวงพร้อมกัน ข้าอยากทราบว่าสถานการณ์การสู้รบที่แนวหน้าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"

"รายงานทางการทหารเขียนมาค่อนข้างคลุมเครือ ไม่ได้ระบุทั้งจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตายของทั้งสองฝ่าย รวมถึงปริมาณกระสุนที่ใช้ไปเลย น่าจะยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ดังนั้นจึงยากที่จะอธิบายสถานการณ์การสู้รบได้อย่างละเอียด แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกโจรป่าก็ถูกตีถอยร่นกลับไปได้แล้วล่ะ..." หยวนเข่อลี่นึกอะไรขึ้นมาได้จึงอธิบายต่อ "นี่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ก่อนที่ข้าจะลงใต้มายังฮันยาง กองหนุนจากทางฝั่งเหลียวหยางก็เดินทางมาถึงพื้นที่ต่างๆ ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเหลียวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพวกโจรป่าแล้ว ดังนั้นต่อให้ข้าจะดึงกองกำลังสองค่ายเข้ามาในโชซอนเพื่อป้องกันพื้นที่พยองอันเอาไว้ กองกำลังทหารทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยาลู่ก็ไม่ได้อ่อนแอลงเลยแม้แต่น้อย"

"ท่านดึงกองกำลังสองค่ายเข้ามาในพื้นที่พยองอันอย่างนั้นหรือ?" หลี่จื้อให้ความสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาทันที

"ถูกต้อง" หยวนเข่อลี่พยักหน้า

"ขอบังอาจถาม ว่าเป็นกองกำลังค่ายไหนหรือขอรับ?" หลี่จื้อถาม

"กองทัพของเหมาเหวินหลงและกองทัพของจางชางอิ้น ทั้งสองกองทัพล้วนเป็นกองกำลังทหารที่ประจำการอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเหลียวอยู่แล้ว" หยวนเข่อลี่กล่าว

"แล้วพวกเขาได้ปะทะกับพวกโจรป่าด้วยหรือไม่ขอรับ? ตอนนี้พื้นที่พยองอันเป็นอย่างไรบ้าง? อึยจูยังปลอดภัยดีอยู่ไหมขอรับ?" หลี่จื้อรีบซักไซ้ สีหน้าของเขาแฝงไปด้วยความร้อนรน ช่างน่าเวทนาเสียจริงที่เขาเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของโชซอน แต่กลับต้องมาสอบถามเรื่องราวของประเทศตัวเองจากปากคนอื่น

"พื้นที่พยองอันยังคงสงบสุขดี กองทัพของเหมาเหวินหลงและกองทัพของจางชางอิ้นก็ยังไม่ได้ปะทะกับพวกโจรป่า" หยวนเข่อลี่มองหลี่จื้อและเหยียดยิ้มที่มุมปากเบาๆ "ท่านผู้สำเร็จราชการรู้หรือไม่ว่านี่เป็นเพราะอะไร?"

"..." หัวใจของหลี่จื้อกระตุกวูบ เขาคิดคำตอบหนึ่งขึ้นมาได้ในทันที แต่มันก็เป็นคำตอบที่เขาไม่อาจพูดออกไปได้

หยวนเข่อลี่ก็ไม่ได้บังคับให้หลี่จื้อต้องตอบ เขาถือไม้ชี้และเคาะเบาๆ ที่ขอบของโครงไม้แผนที่ รอจนกระทั่งทุกคนหันมามองที่เขา เขาก็ชูไม้ชี้ขึ้นสูงและแทงลงไปที่ตำแหน่งของอึยจูอย่างแรง "พวกโจรป่าเปิดฉากโจมตีเฟิ่งหวง ทังจ้าน และเจิ้นเจียงพร้อมกัน แต่กลับปล่อยอึยจูที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่แม่น้ำกั้นเอาไว้ จุดประสงค์ของพวกมันก็คือการตีกำลังหลักและสร้างแรงกดดัน เพื่อโดดเดี่ยวโชซอนยังไงล่ะ"

"โดดเดี่ยวโชซอนงั้นหรือ?" คำพูดของหยวนเข่อลี่ทำให้หลี่จื้อรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย

"ถูกต้อง" หยวนเข่อลี่ยื่นแขนออกไปและวาดวงกลมแนวยาวตรงพื้นที่ว่างเปล่าทางทิศตะวันตกของเจิ้นเจียง "ขอเพียงแค่สามารถยึดครองและควบคุมพื้นที่บริเวณเฟิ่งหวงและเจิ้นเจียงเอาไว้ได้ ก็จะสามารถตัดขาดกองกำลังเสริมจากเหลียวตงได้สำเร็จ เมื่อถึงเวลานั้นโชซอนก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่โดดเดี่ยวและไร้การช่วยเหลือใดๆ"

"แต่ว่า..." จู่ๆ หลี่จื้อก็นึกถึงเหตุการณ์ที่กองทัพต้าหมิงยกทัพมาทั้งทางบกและทางน้ำจนมาถึงฮันยางอย่างกะทันหัน เขาจึงถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า "กองกำลังเสริมของราชวงศ์สวรรค์ยังสามารถเดินทางเข้ามาในโชซอนทางทะเลได้ไม่ใช่หรือขอรับ?"

หยวนเข่อลี่ไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ แต่เขากลับถามกลับด้วยน้ำเสียงลึกล้ำว่า "ท่านผู้สำเร็จราชการคิดว่า ทำไมพวกโจรป่าถึงได้ยอมปล่อยตัวเจียงหงลี่และจินจิ่งรุ่ยที่ถูกจับตัวไปตั้งนานกลับมาด้วยความสุภาพในช่วงเวลาแบบนี้ล่ะ?"

"นี่..." ทันทีที่คำถามนี้หลุดออกมา หัวใจของหลี่จื้อก็กลับมาแขวนต่องแต่งอีกครั้ง เขาไม่อยากตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับเจียงหงลี่และจินจิ่งรุ่ยเลยจริงๆ เพราะไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็หนีไม่พ้นเรื่องที่เสด็จพ่อหลี่ฮุยเป็นคนบงการให้พวกเขารอดูสถานการณ์และแปรพักตร์อยู่ดี

ในขณะที่หลี่จื้อทนรับสายตาของหยวนเข่อลี่ไม่ไหวและกำลังจะหันหน้าหนี จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในฝูงชน "ยุแยง! นี่คือการยุแยงให้แตกแยกอย่างโจ่งแจ้งเลยขอรับ!"

เสียงนี้ดังกะทันหันเกินไป ชั่วขณะนั้นสายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องไปที่ต้นตอของเสียงนั้น

"เจ้าคือ... หลี่เอ่อร์จานอย่างนั้นหรือ?" หยวนเข่อลี่มองหลี่เอ่อร์จานที่จู่ๆ ก็เปิดปากพูดขึ้นมา แววตาของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนบางอย่าง

ระหว่างทางที่เดินทางลงใต้มายังฮันยาง หยวนเข่อลี่ได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับหลี่เอ่อร์จานและเจิ้งเหรินหงอดีตอัครเสนาบดีซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของเขา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลี่เอ่อร์จานและเจิ้งเหรินหงสองสหายร่วมแก๊งนี้ก็คือบุคคลประเภทเดียวกับเหยียนซง ประจบสอพลอกษัตริย์ รวมหัวกันกีดกันผู้เห็นต่าง และผูกขาดอำนาจ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแล้วพวกเขาสามารถทำได้ทุกวิถีทาง ตั้งแต่มณฑลพยองอันไปจนถึงมณฑลคยองกี ตั้งแต่เมืองอึยจูไปจนถึงเมืองฮันยาง แทบจะทุกสถานที่ที่มีชื่อเสียง ล้วนแต่ต้องมีขุนนางตกอับที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงหรือถึงขั้นถูกเนรเทศเพราะไปล่วงเกินหลี่เอ่อร์จานหรือเจิ้งเหรินหงด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ในทางกลับกัน หลี่เอ่อร์จานและเจิ้งเหรินหงก็เป็นกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนการทำสงครามและยกย่องต้าหมิงอย่างแน่วแน่ที่สุดเช่นกัน พวกเขาแน่วแน่ถึงขั้นกล้าทำผิดปกติวิสัยและเปิดฉากโต้เถียงกับกษัตริย์อย่างเปิดเผย หยวนเข่อลี่รู้มาว่าเจิ้งเหรินหงที่มักจะเป็นผู้นำในการบริหารบ้านเมืองมาโดยตลอด ก็เป็นเพราะเขายืนกรานในแนวคิดที่ว่า "เมื่อประเทศแม่มีภัย ก็สมควรทุ่มเทกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ" เขาจึงหมดความโปรดปรานอย่างรวดเร็วและถูกปลดออกจากตำแหน่งจนต้องกระเด็นออกจากเมืองหลวงในที่สุด

"เป็นข้าน้อยเองขอรับ!" หลี่เอ่อร์จานแอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างแนบเนียน

"ถ้าเช่นนั้นก็ลองแสดงความคิดเห็นอันสูงส่งของเจ้ามาให้ฟังหน่อยสิ" หยวนเข่อลี่ผายมือเชิญ

หลี่เอ่อร์จานประสานมือคารวะและกล่าวว่า "ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน หรือก็คือหลังจากที่พ่ายแพ้ในศึกปราบปรามทางตะวันออกปีจี่เว่ยได้ไม่นาน ทั้งในและนอกราชสำนักรวมถึงประเทศต่างๆ ทั่วสารทิศ ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วแล้วว่าโชซอนของพวกเราทรยศต่อราชวงศ์สวรรค์และแอบสมคบคิดกับพวกโจรป่า สถานการณ์ในตอนนั้นเหมือนกับสถานการณ์ในช่วงแรกของสงครามกับพวกวอโค่ว ที่มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งในและนอกประเทศว่าพวกวอโค่วสมคบคิดกับโชซอนเพื่อขอยืมทางไปตีต้าหมิงไม่มีผิด ข่าวลือเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ล้วนแต่ทำให้ราชวงศ์สวรรค์เกิดความสงสัยในตัวโชซอนของพวกเราทั้งสิ้นขอรับ"

"ข้าน้อยยังจำได้ดี ในตอนที่มณฑลทั้งเจ็ดถูกยึดครองและกษัตริย์ซอนโจต้องลี้ภัยไปทางตะวันตกของพยองอัน กองบัญชาการทหารเหลียวตงก็เคยส่งขุนนางที่ชื่อหลินซื่อลู่มาเพื่อตรวจสอบความจริง โชคดีที่อดีตจักรพรรดิทรงปรีชาญาณ ตัดสินใจส่งกองทัพสวรรค์นับหมื่นมาช่วยเหลือโชซอนของพวกเรา โชซอนของพวกเราถึงไม่ต้องสิ้นชาติสิ้นเผ่าพันธุ์" เมื่อพูดถึงจักรพรรดิว่านลี่ หลี่เอ่อร์จานก็โค้งคำนับไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ น้ำเสียงของเขาก็ค่อยๆ แฝงไปด้วยเสียงสะอื้นที่กึ่งจริงกึ่งเท็จ

"ในตอนนี้ ก่อนที่พวกโจรป่าจะยกทัพลงใต้ไปโจมตีเฟิ่งหวง เจิ้นเจียง และสถานที่อื่นๆ พวกมันได้ส่งตัวขุนนางที่ยอมจำนนซึ่งถูกคุมตัวไว้หลายวันกลับประเทศอย่างสุภาพ จุดประสงค์ของพวกมันย่อมต้องเป็นการยุยงให้ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งดั่งพ่อลูกระหว่างราชวงศ์สวรรค์กับโชซอนต้องร้าวฉานอย่างแน่นอนขอรับ"

"หากพวกโจรป่าสามารถยึดครองเฟิ่งหวงและเจิ้นเจียงได้สำเร็จ ตัดขาดกองกำลังเสริมจากเหลียวตง แล้วปล่อยข่าวลือไปทั่วว่าโชซอนยินดีต้อนรับแม่ทัพที่พ่ายแพ้และยอมจำนน ต่อให้องค์จักรพรรดิของพวกเราจะทรงปรีชาญาณเพียงใด ก็ต้องเกิดความแคลงใจเหมือนดั่งมารดาเจิงจื่อที่หลงเชื่อข่าวลือจนโยนกระสวยทิ้งและเกิดความลังเลใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อถึงเวลานั้น พวกโจรป่าก็จะสามารถฉวยโอกาสในตอนที่ราชวงศ์สวรรค์กำลังสงสัยโชซอนอยู่นี้ยกทัพลงใต้ขนานใหญ่ ทำให้ดินแดนแห่งจริยธรรมของชาวซานหานของพวกเราต้องตกเป็นทาสของพวกคนเถื่อนไปอย่างน่าอนาถขอรับ"

"อืม" หยวนเข่อลี่มองหลี่เอ่อร์จานพลางพยักหน้าเบาๆ แววตาของเขาแฝงไปด้วยความชื่นชมมากขึ้นอีกนิด

"องค์รัชทายาท" หลี่เอ่อร์จานหันไปมองหลี่จื้อและอธิบายปิดท้ายว่า "หากพวกโจรป่าใช้กำลังพลห้าหมื่นนายยกทัพลงใต้มายังโชซอน พวกมันจะใช้เวลาเพียงแค่เดือนกว่าๆ ก็สามารถตีฝ่าจากอึยจูไปจนถึงเชจูได้อย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เกรงว่าต่อให้ราชวงศ์สวรรค์จะมีใจอยากจะส่งกำลังพลข้ามทะเลมาช่วยเหลือ ก็คงทำได้เพียงส่งคนมารับตัวเชื้อพระวงศ์ออกไปก่อนแล้วค่อยวางแผนหาทางในภายหลังเท่านั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ"

หลังจากพูดจบ หลี่เอ่อร์จานก็ละสายตากลับมาและก้มหน้าลง ท่าทางเหมือนกำลังพึมพำกับตัวเองแต่กลับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนมากว่า "ก่อนหน้านี้ รองเสนาบดีจางคาดการณ์สถานการณ์นี้เอาไว้แล้ว จึงชวนข้าน้อยร่วมกันถวายฎีกา เพื่อกราบทูลให้พระองค์ทรงตระหนักถึงผลดีผลเสีย และขอร้องให้พระองค์ประหารชีวิตทูตและเผาจดหมายทิ้งเพื่อแสดงจุดยืนความจงรักภักดีของประเทศราช พร้อมกับขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์สวรรค์ แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง..."

มุมปากของหยวนเข่อลี่ขยับเล็กน้อย คนที่เจนจัดในวงราชการอย่างเขา มีหรือจะฟังไม่ออกว่า "ความในใจ" ประโยคสุดท้ายของหลี่เอ่อร์จานนั้นแฝงไปด้วยเจตนาที่จะทำตัวให้โดดเด่นและทวงความดีความชอบ แต่หยวนเข่อลี่ก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เพราะการจะเป็นฝ่ายเสนอหน้าทวงความดีความชอบก็ควรจะเอาตัวเองขึ้นหน้าสิ เขาปรายตามองจางหวั่นแวบหนึ่งและแอบจัดให้สองคนนี้เป็นพวกเดียวกันในใจอย่างเงียบๆ

สายตาที่จ้องมองมาเพียงชั่วพริบตาของหยวนเข่อลี่ทำให้จางหวั่นรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาทันที ตั้งแต่ตอนที่หลี่เอ่อร์จานเริ่มพูด จางหวั่นก็คาดเดาได้แล้วว่าการที่หลี่เอ่อร์จานจู่ๆ ก็เปิดปากพูดขึ้นมานั้นต้องมีแผนการอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน แต่เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหลี่เอ่อร์จานจะยกตัวเขาขึ้นมาบังหน้าแบบนี้...

เมื่อนึกถึงเรื่องที่ก่อนหน้านี้ตัวเองไม่ได้ซ้ำเติมหลี่เอ่อร์จาน แต่กลับใช้วิธีอ้อมค้อมบอกใบ้ว่าหลี่หยวนอี้ไม่ได้อยู่ในราชสำนักเพราะอายุมากและเกษียณอายุราชการไปแล้ว จางหวั่นก็เดาเอาเองว่าหลี่เอ่อร์จานกำลังตอบแทนน้ำใจของเขาอยู่

ทว่าจางหวั่นนั้นคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป เรื่องการตอบแทนน้ำใจน่ะหลี่เอ่อร์จานย่อมต้องทำอยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่ในเวลานี้และในสถานการณ์แบบนี้แน่นอน การที่หลี่เอ่อร์จานจู่ๆ ก็ส่งเสียงพูดขึ้นมา ก็เพราะเขามองเห็นแล้วว่าหยวนเข่อลี่มีใจอยากจะสนทนากับพวกเขา เขาจึงอยากจะชิงโอกาสในการพูดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่เขามีต่อราชวงศ์สวรรค์ และเป็นการแยกตัวออกจากกษัตริย์ที่ถูกปลดอย่างเหมาะสมไปด้วยในตัว

การที่เขาดันจางหวั่นออกรับหน้าแทน ก็แค่เพื่อทำให้ตัวเองดูไม่จงใจมากจนเกินไป และเมื่อมีจางหวั่นคอยบังหน้าอยู่ เขาก็ไม่ถึงขั้นไปล่วงเกินองค์รัชทายาทผู้สำเร็จราชการจนถึงขั้นแตกหักในตอนที่พูดถึงเรื่องแย่ๆ ของกษัตริย์นั่นเอง

"เฮ้อ" ความในใจของหลี่เอ่อร์จานทำให้หลี่จื้อถอนหายใจออกมา แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองถูกล่วงเกินเลยแม้แต่น้อย

ในทางกลับกัน หลี่จื้อยังรู้สึกขอบคุณหลี่เอ่อร์จานด้วยซ้ำ เพราะเขารู้สึกว่าการที่หลี่เอ่อร์จานจู่ๆ ก็เปิดปากพูดขึ้นมานั้นเป็นการช่วยกู้สถานการณ์ให้กับเขา ในเมื่อคำถามของหยวนเข่อลี่ย่อมต้องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปพาดพิงถึงพ่อของเขา ดังนั้นการให้คนอื่นเป็นคนเปิดเผยย่อมดีกว่าการที่เขาเป็นคนพูดเอง ยิ่งไปกว่านั้นคำว่า "ยุแยง" ยังสามารถช่วยลบล้างความผิดของหลี่ฮุยไปได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

หากมีใครสักคนยอมเป็นแพะรับบาปในข้อหาขุนนางกังฉินที่คอยหลอกลวงกษัตริย์ก็คงจะดีไม่น้อย จู่ๆ หลี่จื้อก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

"เสนาบดีหลี่พูดได้ถูกต้อง การที่พวกโจรป่าจัดกำลังทหารไว้ที่ควนเตี้ยน โจมตีเฟิ่งหวงและเจิ้นเจียง แต่กลับไม่โจมตีอึยจูที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่แม่น้ำกั้น แถมยังส่งตัวขุนนางที่ทรยศชาติและยอมจำนนกลับประเทศอย่างสุภาพ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยุยงให้ราชวงศ์สวรรค์เกิดความแตกแยกและโดดเดี่ยวโชซอน เพื่อเตรียมจะยกทัพใหญ่มานั่นเอง" หยวนเข่อลี่ละสายตากลับมาและขยับไม้ชี้ไปมาตามแนวชายแดนของมณฑลพยองอันหลายครั้ง "ในตอนนี้เมื่อเฟิ่งหวงและเจิ้นเจียงยังไม่แตกพ่าย พวกโจรป่าก็ย่อมต้องหันปลายหอกมาโจมตีโชซอนโดยตรงอย่างแน่นอน!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 690 - การประชุมผู้สำเร็จราชการในความดูแล (ตอนกลาง)

คัดลอกลิงก์แล้ว