- หน้าแรก
- โอเค ฉันนี่แหละคือมหาเศรษฐี
- บทที่ 908 เถ้าธุลี
บทที่ 908 เถ้าธุลี
บทที่ 908 เถ้าธุลี
บทที่ 908 เถ้าธุลี
แสงไฟริมถนนนอกหน้าต่างรถสว่างวาบสลับมืดมิด จิ่งเกานั่งพิงพนักเก้าอี้ในรถ โดยมีเฝิงหว่าน สาวใหญ่สุดสวยแสนอ่อนโยนและเรียบร้อยอิงแอบอยู่ที่หัวไหล่ เขายิ้มและพูดว่า "ก็แค่ตีสุนัขรับใช้ตระกูลหลี่เท่านั้นแหละ!"
ถานชินหัวเราะฮ่าๆ ตอบกลับมาทางโทรศัพท์ "ประธานจิ่งครับ อีกสองวันคุณก็จะกลับบ้านเกิดไปแต่งงานแล้ว ยังมีอารมณ์ไปสนใจคนพวกนี้อีกเหรอครับ"
จิ่งเกายิ้มแล้วบอกว่า "เชือดไก่ให้ลิงดูไงครับ! ขืนปล่อยไว้ เดี๋ยวพวกตัวเล็กตัวน้อยก็เหลิงคิดว่าตัวเองแน่ แวะมาหาเรื่องผมแบบสามวันดีสี่วันไข้อีก"
ถานชินเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะพูดว่า "ประธานจิ่งครับ หลี่เจ๋อไข่ส่งคนมาหาผม อยากจะขอให้ผมช่วยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ให้ คุณอยากจะลองฟังข้อเสนอของเขาดูไหมครับ?"
จิ่งเกาลูบผมสลวยของเฝิงหว่าน สาวงามที่งดงามราวกับหยกเนื้อดีเบาๆ แล้วตอบว่า "ประธานถานครับ ผมคงไม่ขอฟังข้อเสนอแล้วล่ะครับ ฟังไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร"
ถานชินถอนหายใจออกมา "โอเคครับ งั้นเดี๋ยวผมจะตอบกลับทางฝั่งนู้นไป" ใจจริงเขาอยากจะเตือนจิ่งเกาอยู่เหมือนกัน ว่าหลี่เจียเฉิงอาจจะเชิญพวกลูกหลานตระกูลผู้ดีคนอื่นๆ มาเป็นคนช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้ ซึ่งสถานะของคนพวกนั้นย่อมสูงกว่าเขาที่เป็นแค่ลูกหลานตระกูลที่พ่อแม่ด่วนจากไป และต้องอาศัยบารมีลุงป้าน้าอาในการทำธุรกิจอยู่มาก
แต่คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจไม่เตือนดีกว่า ขืนเตือนไปรังแต่จะทำให้จิ่งเกาไม่พอใจเปล่าๆ ไว้รอเจอกันตอนงานแต่งงานของจิ่งเกาที่ไห่โจว ค่อยหาจังหวะเหมาะๆ พูดถึงเรื่องนี้ก็แล้วกัน
ความจริงแล้ว การต่อสู้ระหว่างประธานจิ่งกับตระกูลหลี่ก็นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและแตกหักกันมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องแบบนี้ช้าเร็วก็ต้องเจออยู่ดี
เมื่อวางสาย ถานชินก็นั่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งในห้องนั่งเล่นเล็กบนชั้นสองของวิลล่าหรูเชิงเขา ก่อนจะโทรกลับไปหาหลี่เจ๋อไข่ "คุณหลี่ครับ..."
หลี่เจ๋อไข่กำลังรอโทรศัพท์จากถานชินอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน "คุณถาน สวัสดีครับ เอ่อ... ไม่ทราบว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้างครับ?"
ถานชินตอบว่า "คุณหลี่ครับ ประธานจิ่งปฏิเสธข้อเสนอของคุณครับ"
"โอเคครับ ขอบคุณมากครับ ไว้วันหลังถ้าผมไปเซี่ยงไฮ้ จะขอเชิญคุณถานดื่มชาสักมื้อนะครับ" หลี่เจ๋อไข่วางสาย ทอดสายตามองผืนน้ำทะเล หาดทราย และแสงจันทร์กระจ่างตาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย นี่เป็นคำตอบที่อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว เขาเดาไว้แล้วว่าผลต้องออกมาเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่อยากได้ยินคำตอบนี้อยู่ดี
นั่นหมายความว่าเขาจะต้องรับมือกับเรื่องยุ่งยากนี้ต่อไป!
พอคิดถึงเรื่องนี้ หลี่เจ๋อไข่ก็รู้สึกปวดหัวตึบๆ ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้เช้าคงต้องไปขอคำปรึกษาจากแดดดี้ซะแล้ว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาผู้ช่วยของพ่อ เพื่อสอบถามตารางงานของพ่อในวันพรุ่งนี้ จะได้มั่นใจว่าถ้าเขากลับไปที่วิลล่าป้านซาน (เขตมิดเลเวลส์) ในวันพรุ่งนี้ จะได้เจอหน้าแดดดี้แน่นอน
เมื่อรถของจิ่งเกาเดินทางมาถึงวิลล่าอวิ๋นถูตรงถนนวงแหวนรอบที่ห้าฝั่งเหนือของนครจิ่ง ข่าวฉาวบนโลกออนไลน์ก็ถูกปั่นจนร้อนระอุมาได้หนึ่งถึงสองชั่วโมงแล้ว ชาวเน็ตทั้งหลายต่างก็เสพข่าวกันอย่างเมามัน เป็นอันว่าค่ำคืนนี้ก็ผ่านพ้นไปแบบนี้ เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เจ๋อไข่ขับรถมาถึงวิลล่าป้านซานด้วยความกังวลใจ
ภายใต้แสงแดดยามเช้า ถนนหนทางในเขตวิลล่าป้านซานดูสวยงามเป็นพิเศษ ทัศนียภาพของอ่าว ภูเขา และคฤหาสน์หรูหรา ล้วนประกอบกันเป็นภาพที่งดงามจับตา
ภายนอกคฤหาสน์ตระกูลหลี่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา แต่หลี่เจ๋อไข่ย่อมผ่านเข้าไปได้อย่างฉลุย เขาได้พบกับพ่อของตนในห้องอาหาร ชายผู้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจมานานหลายปี ผู้ที่หนังสือพิมพ์ฮ่องกงขนานนามให้ว่าเป็น "ซูเปอร์แมน"
หลี่เจียเฉิงในวัยเก้าสิบเอ็ดปีทานอาหารเช้าไม่ค่อยเยอะ เขากำลังซดข้าวต้มเปล่าๆ อยู่ ก่อนจะกวักมือเรียกลูกชายคนเล็กให้มานั่ง "ริชาร์ด นั่งสิ จะกินอะไรหน่อยไหม?"
"ไม่เป็นไรครับแดดดี้ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับแดดดี้หน่อยครับ"
หลี่เจียเฉิงที่สวมแว่นตา ผมบาง และดูแก่ชราพยักหน้ารับเบาๆ แล้วซดข้าวต้มต่อไป
หลี่เจ๋อไข่จึงเล่าเรื่องราวเมื่อคืนนี้ให้ฟังรอบหนึ่ง พร้อมกับย้ำว่า "แดดดี้ครับ ผมไม่ได้อยากจะเป็นศัตรูกับเขา แต่เขาไม่ยอมตกลงประนีประนอมครับ"
คำพูดนี้มีความหมายแฝงอยู่นะ
หลี่เจียเฉิงนิ่งเงียบจนกระทั่งซดข้าวต้มหมดชาม ซึ่งก็กินเวลาไปกว่าสิบนาทีแล้ว เขาเช็ดปาก แล้วค่อยๆ หันไปมองลูกชายคนเล็ก "ริชาร์ด ในเมื่อเห็นๆ กันอยู่ว่าเมิ่งหยวนจื้อน่ะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว แล้วจะไปรักษามันไว้ทำไมอีกล่ะ? เขามันก็แค่หมากตัวหนึ่ง คนฮ่องกงที่ไปหากินในวงการบันเทิงแผ่นดินใหญ่แบบเขา พวกเราจะหาคนมาแทนที่เมื่อไหร่ก็ได้ อีกอย่าง แกก็แค่ส่งคนกลางไปคุย แล้วแกจะด่วนสรุปได้ยังไงว่าเขาไม่ยอมประนีประนอม?"
หลี่เจ๋อไข่อยากจะแก้ตัว "แดดดี้..." เขาอุตส่าห์รับปากเมิ่งหยวนจื้อไว้แล้วว่าจะให้คำตอบก่อนแปดโมงเช้านะ
หลี่เจียเฉิงโบกมือขัดจังหวะลูกชายคนเล็ก "ริชาร์ด เรื่องเจรจาสงบศึกน่ะ มันต้องคุยกันต่อหน้า เย็นนี้ที่นครจิ่งจะมีการจัดประชุม วิคเตอร์ก็เตรียมตัวจะเดินทางไปกับคณะผู้แทนแล้ว เดี๋ยวฉันจะโทรหาเขาสักหน่อย ให้เขาเอาเรื่องเมิ่งหยวนจื้อไปใช้เป็นข้อต่อรองก็แล้วกัน"
หลี่เจ๋อไข่ถึงกับอึ้งกิมกี่ สัมผัสได้ถึงความเก๋าเกมและความโหดเหี้ยมเลือดเย็นของพ่อตัวเอง
โปรดิวเซอร์ที่เคยสร้างผลงานชื่อดังก้องโลกอย่าง "สลับหน้าล่าล้างนรก" (Face/Off), "ฝ่าปฏิบัติการสะท้านโลก 2" (Mission: Impossible 2) และ "ตีแสกตะวัน" (Once a Thief) อย่างเมิ่งหยวนจื้อ กลับต้องกลายมาเป็นแค่เศษสวะในสงครามธุรกิจไปแบบนี้เองเหรอเนี่ย
หลี่เจียเฉิงตบไหล่ลูกชายคนเล็กเบาๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินช้าๆ ไปทางประตูห้องอาหาร
เวลานั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์มือถือของหลี่เจ๋อไข่ที่ถูกตั้งเป็นระบบสั่นก็สว่างวาบขึ้นมา หลี่เจ๋อไข่มองดูเบอร์ที่โทรเข้ามา เป็นเบอร์ของเมิ่งหยวนจื้อนั่นเอง เขาจ้องมองโทรศัพท์อยู่นาน ในที่สุดก็ไม่ได้กดรับสายนั้น
ณ บ้านพักแห่งหนึ่งในเกาะฮ่องกง เมิ่งหยวนจื้อนั่งมองโทรศัพท์มือถือของตัวเอง หลี่เจ๋อไข่ไม่ยอมรับสายเขา ความจริงข้อนี้ทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เมิ่งหยวนจื้อเข่าอ่อน ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาในห้องรับแขก ท้ายที่สุดเขาก็เป็นคนแก่ในวัย 70 ปีแล้ว ความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งพลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำไมเขาถึงได้หน้ามืดตามัว คิดว่าแค่รูปถ่ายใบเดียวก็สามารถทำให้จิ่งเกาคลื่นไส้ และใช้มันไปเป็นผลงานเอาหน้ากับตระกูลหลี่ได้นะ?
หน้ามืดตามัวไปแล้วจริงๆ!
เมิ่งหยวนจื้อนั่งอยู่บนโซฟานานกว่าชั่วโมง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดขึ้นมาเสียบสายชาร์จ กัดฟันกรอด แล้วกดโทรออกหาเบอร์ของจิ่งเกาโดยตรง
ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด
รอสายอยู่สามครั้ง โทรศัพท์ก็มีคนรับสาย มีเสียงผู้หญิงที่ไพเราะน่าฟังดังแว่วมา "สวัสดีค่ะ"
หัวใจของเมิ่งหยวนจื้อเย็นวาบไปกว่าครึ่ง เบอร์โทรส่วนตัวของประธานจิ่งที่เขาอุตส่าห์เก็บรักษาไว้อย่างดี กลับกลายเป็นว่าผู้ช่วยเป็นคนรับสายซะงั้น
เมิ่งหยวนจื้อพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม "สวัสดีครับ ผมเมิ่งหยวนจื้อครับ ผมอยากจะขอโทษประธานจิ่งครับ"
"คุณเองเหรอ!" เฝิงหว่านที่เป็นคนรับสายเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นขึงขังทันที แล้วพูดว่า "เรื่องขอโทษน่ะไม่ต้องหรอก มีธุระอะไรก็ว่ามาเลย"
เมิ่งหยวนจื้อเริ่มพูดตามคำพูดที่ได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี "ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ล่วงเกินประธานจิ่ง ผมขอสำนึกผิดต่อประธานจิ่งด้วยความจริงใจ ผมยินดีที่จะยกบริษัทซู่กวงให้ประธานจิ่งแบบฟรีๆ ซึ่งในนั้นก็รวมถึงสัญญานักแสดงในสังกัด ทรัพย์สินที่ไปลงทุนในสตูดิโอดารา ฯลฯ ผมเองก็จะถอนตัวออกจากวงการบันเทิงอย่างเด็ดขาด และจะไม่ไปเหยียบที่นครจิ่งอีกเลยครับ"
เฝิงหว่านพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "สินทรัพย์สุทธิทั้งหมดของซู่กวงรวมกันถึง 500 ล้านไหม?"
"ไม่ถึงครับ"
เฝิงหว่านพูดอย่างไม่ไว้หน้า "งั้นคุณคิดว่าหน้าของประธานจิ่งของพวกเรามีค่าแค่ 500 ล้านงั้นเหรอ? เมิ่งหยวนจื้อ นี่สมองคุณมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย? ไม่ต้องโทรมาอีกแล้วนะ คุณควรจะต้องทำยังไงก็ไปทำแบบนั้นเถอะ" พูดจบ เธอก็วางสายไปทันที
"..." เมิ่งหยวนจื้อรู้สึกได้เลยว่าความดันเลือดพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเป็นระลอก ไอ้เวรเอ๊ย ฉันขอแช่งแกให้ตาย!
ช่วงสาย จิ่งเกากำลังพาหน้ากัวซือเยว่มาดูการแสดงตลกเซี่ยงเซิงในห้องบันเทิงบนชั้นสอง ล้วนเป็นมุกตลกที่คัดมาแล้วทั้งนั้น
อย่างเช่นผลงานชิ้นเอกของคู่พ่อลูก หยางเส้าหัวและหยางอี้ เรื่อง "เนื้อเปื่อยในหม้อ" นี่เป็นผลงานที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดเซี่ยงเซิงระดับประเทศในอดีตเชียวนะ และเพราะผลงานชิ้นนี้นี่แหละ หยางอี้ถึงได้ถูกย้ายไปทำงานที่นครจิ่ง ส่วนไอ้อ้วนดำตัวเตี้ยที่ถูกเบียดกระเด็นตกกระป๋องไปก็คือ กัวเต๋อกัง นั่นเอง
ตอนนั้นเอง เฝิงหว่านก็สวมรองเท้าส้นสูงเดินเข้ามา จิ่งเกากับกัวซือเยว่กำลังหัวเราะร่วนไปกับคลิปวิดีโอเซี่ยงเซิง พอเห็นเธอทำท่าจะลุกเดินออกไป กัวซือเยว่ก็กดปุ่มหยุดชั่วคราวอย่างรู้ใจ เฝิงหว่านจึงรายงานสถานการณ์ทางโทรศัพท์ให้ฟัง "ประธานจิ่งคะ เมิ่งหยวนจื้อโทรมา เขาอยากจะขอโทษคุณ แล้วก็บอกว่าจะยกบริษัทซู่กวงให้คุณฟรีๆ ด้วย ฉันปฏิเสธเขาไปแล้วค่ะ"
กัวซือเยว่สวมชุดเดรสยาวที่ทั้งประณีตและสง่างาม สวมทับด้วยเสื้อคลุมบางๆ ผมสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างเป็นระเบียบ สมกับเป็นสาวใหญ่ที่สวยสง่าและดูมีระดับ คิ้วสวยของเธอขมวดเข้าหากันทันที คนในวงการบันเทิงอย่างเมิ่งหยวนจื้อ สำหรับประธานกลุ่มทุนอย่างเธอก็เป็นแค่ตัวละครเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น ดวงตาคู่สวยตวัดมองไปที่จิ่งเกา
จิ่งเกาอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะออกมา "หว่านหว่าน ดูเหมือนเขาจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์เลยนะ สุนัขรับใช้ตระกูลหลี่ตัวไหนก็กล้ามาเห่าใส่ผมงั้นเหรอ แค่ขอโทษแล้วมันจะจบได้ไง? แล้วต่อไปผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ?"
จิ่งเกาถามต่อ "ฟางเส้าฝานไปร้องเรียนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยัง?"
"ไปแล้วค่ะ"
จิ่งเกาพยักหน้า "อืม" เขายิ้มและทำมือเป็นสัญญาณบอกกัวซือเยว่ว่า ไม่ต้องให้ซือเยว่เป็นคนออกหน้าช่วยเขาหรอก
เฝิงหว่านจึงยิ้มแล้วเดินออกไป เมิ่งหยวนจื้อกลายเป็นอดีตไปแล้ว