- หน้าแรก
- เขี่ยพระเอกขยะทิ้งไป แล้วพวกเรามาเดินเคียงข้างกันเถอะ
- บทที่ 23 ความพึงพอใจหรือความรู้สึกผิด?
บทที่ 23 ความพึงพอใจหรือความรู้สึกผิด?
บทที่ 23 ความพึงพอใจหรือความรู้สึกผิด?
บทที่ 23 ความพึงพอใจหรือความรู้สึกผิด?
"นักศึกษาไป๋เจิ้นอวี่ คาบเรียนต่อไปสำคัญมากนะ แน่ใจนะว่าจะขอลา?"
หลังจากทราบเรื่องที่ไป๋เจิ้นอวี่ขอลา ศาสตราจารย์เถาก็ขมวดคิ้ว
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเหตุผลในการขอลาของเธอ
"เธออยากจะไปดูแลนักศึกษาลู่ที่กำลังป่วยงั้นเหรอ? ครูว่าเธอไม่ต้องไปหรอก"
ศาสตราจารย์เถาไม่ชอบนักศึกษาที่ชอบโกหกพกลมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น คำโกหกของลู่สวี่ในครั้งนั้นยังร้ายแรงมากอีกด้วย!
เด็กหนุ่มคนนี้ช่างหน้าไม่อาย ถึงขั้นกล้าใช้ความมีน้ำใจของตระกูลเจียงและตระกูลเถามาเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง?
เจ้าหนุ่มลู่คนนี้ อายุแค่นี้ยังเป็นถึงขนาดนี้ โตขึ้นไปจะเป็นคนยังไงกัน?
ศาสตราจารย์เถามองออกว่าไป๋เจิ้นอวี่เป็นเด็กสาวจิตใจดีที่ถูกหลอกใช้ได้ง่าย หากปล่อยให้เธอไปขลุกอยู่กับลู่สวี่ ในที่สุดเธอก็จะต้องถูกลู่สวี่ทำร้ายเอาได้
"ลู่สวี่ไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนของเธอนะ เขาเป็นแค่จอมโกหกหลอกลวง" ศาสตราจารย์เถากล่าวอย่างจริงจัง "การทิ้งการเรียนของตัวเองไปเพื่อคนแบบนั้น ครูว่ามันไม่คุ้มกันเลย!"
ไป๋เจิ้นอวี่ก้มหน้าลงด้วยความหดหู่ใจ
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ เธอมักจะไม่กล้าโต้เถียงอยู่แล้ว
หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดเธอก็กลับไปนั่งที่เดิมและไม่พูดเรื่องขอลาอีก
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าแล้วพิมพ์ข้อความส่งหาลู่สวี่ด้วยความยากลำบาก: ขอโทษนะ ฉันติดเรียนน่ะ คาบนี้สำคัญมาก ศาสตราจารย์ไม่ยอมให้ฉันลาเลย
...
ณ โรงพยาบาล
ลู่สวี่ลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ
เขามองไปรอบๆ อย่างงุนงง สงสัยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน จู่ๆ เขาก็เห็นอาจารย์ที่ปรึกษากำลังคุยอยู่กับหมอ
"ฟื้นแล้วเหรอ?"
อาจารย์ที่ปรึกษาของเขามีแซ่ว่า เซี่ย เป็นหญิงสาวอายุยังไม่ถึงสามสิบปี เธอไม่ได้มีหน้าตาสะสวยอะไรนัก แต่เป็นคนใจดีและเคยช่วยเหลือลู่สวี่มาแล้วหลายครั้ง
เมื่อเห็นลู่สวี่ฟื้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็รีบเดินเข้ามาหาและถามด้วยความเป็นห่วง "รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? อยากกินอะไรไหม?"
ริมฝีปากของลู่สวี่แห้งผาก ทันทีที่เขาขยับปากพูด รอยแตกบนริมฝีปากก็ปริออก ทำเอาเขาสูดปากด้วยความเจ็บปวด
"ผมอยู่ที่ไหนครับ?"
อาจารย์ที่ปรึกษายื่นแก้วน้ำเปล่าให้เขาแล้วกล่าวว่า "ที่นี่คือโรงพยาบาลที่สอง! เธอไข้ขึ้นสูงแล้วก็สลบไปในหอพัก โชคดีที่ผู้ดูแลหอพักบังเอิญเดินตรวจห้องพอดี ไม่อย่างนั้นเธอคงแย่แน่ๆ"
ลู่สวี่รับแก้วน้ำมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
เขามองไปรอบๆ อีกครั้ง
แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของไป๋เจิ้นอวี่
เขารีบถามขึ้นทันที "อาจารย์เซี่ยครับ อาจารย์เห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ สูงประมาณร้อยห้าสิบ หน้าตาน่ารักๆ แก้มป่องๆ ตาโตๆ ผิวขาวๆ บ้างไหมครับ?"
อาจารย์ที่ปรึกษายิ้มและส่ายหน้า "นี่เธอไข้ขึ้นจนเพ้อหรือเปล่าเนี่ย? ไม่มีคนลักษณะแบบนั้นมาเยี่ยมเธอเลยนะ"
ไม่มีคนแบบนั้นมางั้นเหรอ?
พูดง่ายๆ ก็คือ เจิ้นอวี่ไม่ได้มางั้นสิ?
เป็นไปไม่ได้น่า
สีหน้าของลู่สวี่ฉายแววร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด
"แล้วอาจารย์เห็นผู้หญิงสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบ หน้าตาดุๆ ไว้ผมยาวประมาณนี้ ผิวค่อนข้างขาวบ้างไหมครับ?"
"ไม่เห็นนะ"
สายตาที่อาจารย์ที่ปรึกษามองเขาเริ่มเปลี่ยนไป
เด็กหนุ่มคนนี้เป็นอะไรไปเนี่ย? พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่ถามไถ่อาการตัวเอง เอาแต่ถามหาผู้หญิง?
"เสี่ยวลู่ ตอนนี้เธอมีสติครบถ้วนดีไหม? ดูสิ นี่นิ้วอะไร?"
พูดจบ อาจารย์ที่ปรึกษาก็ชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้วแล้วแกว่งไปมาตรงหน้าเขา
ลู่สวี่แทบจะกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ "อาจารย์ครับ ผมแค่เป็นไข้ ไม่ได้ปัญญาอ่อนนะครับ"
พูดจบ เขาก็พยายามลุกขึ้นจากเตียง
เขาอยากจะหาโทรศัพท์ของตัวเอง
หลังจากควานหาอยู่พักหนึ่งที่หัวเตียง ในที่สุดเขาก็เจอโทรศัพท์ของตัวเองจนได้
เขาเห็นข้อความที่ไป๋เจิ้นอวี่ส่งมาให้
และข้อความที่บอกว่า "ขอโทษนะ ฉันติดเรียนน่ะ" ก็ถูกส่งมาตั้งแต่สามชั่วโมงที่แล้ว
"พวกคุณได้โทรหาคู่หมั้นของผมหรือเปล่า? ไม่ได้บอกเธอเหรอว่าผมเข้าโรงพยาบาลเพราะไข้ขึ้นสูงน่ะ?" สีหน้าของลู่สวี่บิดเบี้ยวเล็กน้อย "นี่มันเป็นความหละหลวมของโรงพยาบาลชัดๆ!"
อาจารย์ที่ปรึกษาเพิ่งเคยเห็นเขาในสภาพแบบนี้เป็นครั้งแรก จึงชะงักไปครู่หนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เธอตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เธอรีบก้าวเข้าไปหาและกล่าวเตือน "เสี่ยวลู่ เธอจะมาพูดจาซี้ซั้วแบบนี้ไม่ได้นะ หมอโทรหาทุกคนที่มีเบอร์ในเครื่องเธอแล้วนะ ยังไงซะ ค่ารักษาพยาบาลกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ยังไม่ได้จ่ายเลย"
"ก็แค่..."
พูดถึงตรงนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาก็มีท่าทีอึกอัก
เธอไม่รู้ว่าควรจะบอกลู่สวี่เรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่เขาสลบไปดีหรือไม่
ลู่สวี่กำหมัดแน่น กัดฟันกรอด "อาจารย์เซี่ย มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ"
"เบอร์โทรศัพท์สองเบอร์ที่เธอเมมไว้ว่าเป็นพ่อกับแม่น่ะ พอพวกเขาได้ยินว่าเธอเข้าโรงพยาบาล ก็วางสายใส่ทันทีเลย พอโทรกลับไปอีกทีก็ปิดเครื่องไปซะแล้ว"
"ส่วนเบอร์ที่เธอเมมไว้ว่าเป็นคู่หมั้น โทรติดนะ แต่เธอก็ไม่ได้บอกว่าจะมาหรือเปล่า"
"แล้วก็เบอร์เพื่อนๆ ของเธออีกหลายเบอร์ บางคนก็โทรไม่ติด ส่วนสองคนที่รับสายก็บอกว่ายุ่งมาก มาไม่ได้ แล้วก็วางสายไปเลย"
เมื่อได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาพูดเช่นนี้ ลู่สวี่ก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียน ราวกับจะเป็นลมล้มพับไปอีกรอบ
ไม่มีใครมาสนใจไยดีความเป็นตายของเขาเลยงั้นเหรอ?
ไม่ต้องพูดถึงพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวพวกนั้นหรอก แต่เจิ้นอวี่กับเจียงหนิงจะใจจืดใจดำไม่มาเยี่ยมเขาจริงๆ น่ะเหรอ?
โดยเฉพาะเจียงหนิง ยัยนั่นรักเขาจะตายชัก จะทนดูเขานอนรอความตายได้ลงคอจริงๆ เหรอ?
ลู่สวี่รับความจริงข้อนี้ไม่ได้!
ในชั่ววินาทีนั้น เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกทอดทิ้งจากคนทั้งโลก
เขารู้ดีว่าพ่อแม่ของเขาเป็นคนยังไง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แต่ไป๋เจิ้นอวี่กับเจียงหนิงล่ะ... พวกเธอทำแบบนี้กับเขาได้ยังไง?
"ไม่จริง ผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อ!"
ลู่สวี่กระชากสายน้ำเกลือออกจากหลังมือทันที และพยายามดิ้นรนจะออกจากโรงพยาบาลให้ได้
"ผมจะไปหาพวกเธอ ผมจะไปถามพวกเธอให้รู้เรื่อง!"
เมื่อเห็นเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากหลังมือของเขา ใบหน้าของอาจารย์ที่ปรึกษาก็ซีดเผือดด้วยความตกใจ เธอรีบจับตัวเขากดลงกับเตียงแล้วเอ่ยปลอบประโลม "ใจเย็นๆ ก่อนเสี่ยวลู่ สุขภาพของเธอสำคัญที่สุดนะ นอนลงก่อนแล้วตั้งสติให้ดี"
เธอตัวคนเดียวจับลู่สวี่ไม่อยู่ จึงต้องกดกริ่งเรียกพยาบาลให้มาช่วย
ต้องใช้แรงคนหลายคนช่วยกัน กว่าจะจับลู่สวี่ให้นอนนิ่งๆ ได้อย่างทุลักทุเล
ลู่สวี่นอนหงายอยู่บนเตียงคนไข้ จ้องมองเพดานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ทว่าหลังจากจมดิ่งอยู่กับความสงสัยในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่เพียงชั่วครู่ เขาก็สามารถดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เขาตระหนักได้ว่า บางสิ่งบางอย่างที่เขาเคยคิดว่าเป็นของตาย กำลังค่อยๆ หลุดลอยไปจากการควบคุมของเขาแล้ว
เขาต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อทวงสิ่งเหล่านั้นคืนมาให้จงได้
อาจารย์ที่ปรึกษากลัวว่าเขาจะทำอะไรวู่วาม จึงไม่กล้ากลับไปที่โรงเรียน เธอทำได้เพียงนั่งเฝ้าเขาอยู่ข้างเตียง คอยรินน้ำรินชาให้ และถือโอกาสพูดคุยเรื่องปรัชญาชีวิตเพื่อปลุกระดมให้เขามีกำลังใจขึ้นมาบ้าง
ตั้งแต่กลางวันยันดึกดื่น
ลู่สวี่ยังคงเอาแต่นิ่งเงียบ
เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาทนง่วงไม่ไหวและฟุบหลับไปข้างเตียง ลู่สวี่ก็ค่อยๆ เลิกผ้าห่มออกแล้วลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ
เขาเปลี่ยนไปใส่ชุดของตัวเอง และอาศัยความมืดมิดในยามราตรี ลอบหนีออกจากโรงพยาบาลไปอย่างเงียบๆ
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงพยาบาล เขาก็โบกเรียกแท็กซี่และมุ่งหน้าตรงไปยังที่พักของไป๋เจิ้นอวี่ทันที
เขาดักรออยู่ที่บันไดทางขึ้นตึกของไป๋เจิ้นอวี่อย่างดื้อรั้น จ้องมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยสายตาที่มืดมน จนกระทั่งเงาร่างของไป๋เจิ้นอวี่ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ
เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
ไป๋เจิ้นอวี่ที่เนื้อตัวมีกลิ่นครีมอาบน้ำยี่ห้อเดียวกับเจียงหนิง บนคอมีสร้อยคอทับทิมของเจียงหนิงสวมอยู่ ซึ่งเจียงหนิงเป็นคนบังคับสวมให้เธอในคืนนี้ แถมบนใบหน้ายังมีรอยยิ้มเขินอายที่ดูผิดปกติประดับอยู่อีกด้วย!
ใช่แล้ว
ทันทีที่เลิกเรียนวันนี้ เธอก็ถูกเจียงหนิงล่อลวงกลับบ้านไปอีกครั้ง
เหตุการณ์เมื่อวาน เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้งในวันนี้!
เจียงหนิงชอบขัดสีฉวีวรรณให้เธอเป็นพิเศษ ขัดจนผิวทั่วทั้งตัวของเธอแดงเถือก บางจุดก็บวมแดงขึ้นมาเล็กน้อย อย่างเช่นเนื้ออ่อนๆ บริเวณต้นขาของเธอ!
ไป๋เจิ้นอวี่เกลียดความเอาแต่ใจและความรุนแรงของเจียงหนิง เธอสาปแช่งเจียงหนิงในใจนับครั้งไม่ถ้วน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกบังคับให้รับสร้อยคอทับทิมเส้นนี้ที่เธอใฝ่ฝันมานาน เธอก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความพึงพอใจในใจของเธอนั้นมีมากกว่าความอับอายและความโกรธเคืองเสียอีก
สิ่งนี้ทำให้ไป๋เจิ้นอวี่รู้สึกผิดอยู่ในใจไม่น้อย
และตอนนี้ เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสายตาที่มืดมนและจ้องจับผิดของลู่สวี่อย่างจัง เธอก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
"เจิ้นอวี่ เธอไปไหนมา? ทำไมถึงกลับบ้านดึกป่านนี้?"