- หน้าแรก
- อาจารย์ขี้เกียจ แต่ศิษย์โคตรเทพ
- บทที่ 1 เกิดใหม่เป็นเจ้าสำนัก
บทที่ 1 เกิดใหม่เป็นเจ้าสำนัก
บทที่ 1 เกิดใหม่เป็นเจ้าสำนัก
บทที่ 1 เกิดใหม่เป็นเจ้าสำนัก
เปรี้ยง!
ตูม!
สายอัสนีบาตหลายสายแผ่กระจายเต็มท้องนภาและฟาดพวกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่กึ่งกลางวงล้อมได้มีจังหวะหยุดหายใจแม้เพียงชั่วครู่
ความเจ็บปวดที่ยากจะพรรณนาจู่โจมเข้ามา มู่สือเย่ว์ที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและพยายามฝืนทนอย่างสุดกำลังไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป เธอค่อยๆ หลับตาลง
บึ้ม!
มู่สือเย่ว์เบิกตาโพลงอย่างไม่ยินยอม แววตาของเธอคมปลาบถึงขีดสุด
ในวินาทีต่อมา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดวงตาสีทองขนาดยักษ์คู่หนึ่ง
"โฮก"
ฝ่ายตรงข้ามตวัดกรงเล็บเข้าใส่ทันที
"อ๊ะ!"
ด้วยความที่ยังไม่ทันตั้งตัว มู่สือเย่ว์จึงเสียหลักกลิ้งไปบนพื้นหลายตลบ ก่อนจะล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นในสภาพสะบักสะบอมมอมแมมไปด้วยฝุ่นละออง
มู่สือเย่ว์ถึงกับชะงักงัน
ไม่ใช่ว่าเธอกำลังรับทัณฑ์สายฟ้าเพื่อเตรียมบรรลุเซียนหรอกหรือ
ทำไมเพียงพริบตาเดียวถึงได้ถูกสัตว์อสูรตัวจ้อยรังแกเอาได้
เพลิงโทสะในใจของมู่สือเย่ว์ปะทุขึ้นมาทันที
เธอม้วนตัวสปริงกายขึ้นจากพื้น แววตาดุดันขณะเหวี่ยงหมัดออกไป "แกกล้าตีฉันงั้นเหรอ"
กำปั้นของเธอทอประกายรัศมีห้าสี พุ่งเข้ากระแทกศีรษะของสัตว์อสูรอย่างจัง
"เอ๋ง!"
สัตว์อสูรตัวนั้นถูกหมัดของเธอกระเด็นจนตัวหมุนคว้างไปกระแทกพื้น มันใช้กรงเล็บกุมหัวพลางส่งเสียงครางหงิงอย่างน่าเวทนา
หลังจากระเบิดอารมณ์ออกไป ร่างกายของมู่สือเย่ว์ก็โอนเอน พละกำลังในร่างเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว
มู่สือเย่ว์ตกใจเป็นอย่างมาก
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหายานที่น่าเกรงขาม นอกจากเธอจะสังหารสัตว์อสูรตัวจ้อยนี่ไม่ได้ในหมัดเดียวแล้ว พลังในกายยังเกือบจะเหือดแห้งไปอีกหรือ
"ท่านอาจารย์!"
เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น
มู่สือเย่ว์หันไปมองตามเสียงและพบกับใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มคนหนึ่ง
เขาดูเยาว์วัยมาก เครื่องหน้าละเอียดลออจนมองปราดเดียวแทบแยกแยะเพศไม่ได้ รูปร่างสูงโปร่ง
ในยามนี้ เขากำลังเรียกหาเธอด้วยใบหน้าศิษย์ที่เต็มไปด้วยความแตกตื่นและวิตกกังวล
—อาจารย์งั้นหรือ
ดวงตาของมู่สือเย่ว์เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เมื่อกระแสข้อมูลมหาศาลพรั่งพรูเข้ามาในหัว
"โฮก..."
"หุบปาก!"
ข้อมูลที่สับสนปนเปทำเอามู่สือเย่ว์ปวดหัวแทบระเบิด แต่สัตว์อสูรตัวนั้นยังคงส่งเสียงน่ารำคาญ เธอจึงกำหมัดชกมันซ้ำอีกรอบด้วยความโมโห
"อุ๊ย!"
สัตว์อสูรร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
แม้ความเจ็บจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก แต่มันก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาอีกแม้แต่แอะเดียว
เมื่อเห็นดังนั้น ชายหนุ่มนามว่า ฉู่จิงจั๋ว ก็ได้แต่จ้องมองตาค้าง
"ท่านอาจารย์?!"
นั่นคือสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าระดับถอดกายทิพย์เลยนะ
ไม่ใช่ว่าท่านอาจารย์มีระดับการบำเพ็ญเพียรเพียงแค่ขั้นสร้างแกนลมปราณหรอกหรือ
นี่มันข้ามขั้นถึงสองระดับใหญ่เลยทีเดียว
มู่สือเย่ว์ไม่มีเวลามาสนใจอาการตกตะลึงของฉู่จิงจั๋ว เธอวุ่นอยู่กับการย่อยข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
—นี่เธอมาเกิดใหม่เข้าจริงๆ หรือเนี่ย
ใช่แล้ว เกิดใหม่อีกครั้ง
ในชาติแรก มู่สือเย่ว์เป็นเด็กกำพร้าที่ต้องทำงานรับจ้างสารพัดเพื่อเลี้ยงชีพ
ในวัยยี่สิบกว่าๆ เธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะพยายามช่วยเด็กคนหนึ่ง
จากนั้นเธอก็มาเกิดใหม่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
ในชาตินั้น เธอมีทั้งครอบครัวและพรสวรรค์ที่ใครต่อใครต่างอิจฉา
ท่ามกลางโลกแห่งการฝึกตนที่ยกย่องว่ารากปราณเดี่ยวดีที่สุด แม้เธอจะมีรากปราณห้าธาตุที่ใครๆ ต่างมองว่าไร้ค่า แต่ความเร็วในการฝึกฝนของเธอกลับรวดเร็วปานกามนิตหนุ่มจนทุกคนต้องสั่นสะเทือน
เพียงร้อยปี เธอก็ทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับมหายานได้อย่างรวดเร็ว
เธอคือตำนานที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยการบรรลุเซียนของเธอ
กระทั่งสุ้มเสียงลึกลับในหัวยังคอยเร่งเร้าให้เธอออกไปรับทัณฑ์สายฟ้า โดยบอกว่าเธอจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
แต่ทว่า
ทัณฑ์สายฟ้าที่ถาโถมลงมาอย่างบ้าคลั่งกลับไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ก้าวหน้าหรือถอยหลัง และสุดท้ายมันก็เหวี่ยงเธอข้ามกาลเวลามาไกลถึงหนึ่งพันปีในอนาคต
ครั้งนี้เธอกลับชาติมาเกิดในร่างของหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกับเธอ
เจ้าของร่างเดิมเองก็มีรากปราณห้าธาตุเช่นกัน แต่กลับเทียบกับมู่สือเย่ว์คนก่อนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนพรสวรรค์นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
บิดามารดาของเจ้าของร่างเดิมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อเกิดวิญญาณที่รักและตามใจลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างมาก พวกเขายอมทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างเพื่อส่งเสริมลูกสาวที่ไร้พรสวรรค์ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสร้างแกนลมปราณได้สำเร็จ
ด้วยเหตุที่ทรัพยากรทั้งหมดถูกประเคนให้ลูกสาวจนสิ้น "สำนักบานเย็น" ที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นจึงทำได้เพียงตั้งรากฐานอยู่บริเวณชายป่าหมื่นอสูร
ป่าหมื่นอสูรแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยสัตว์อสูรและปีศาจมากมาย อีกทั้งยังมีปรากฏการณ์คลื่นสัตว์อสูรเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
การอาศัยอยู่แถวนี้จึงเสี่ยงต่อการถูกพวกมันจับกินจนไม่เหลือแม้แต่ซากได้ง่ายๆ
แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะสำนักบานเย็นนั้นยากจนข้นแค้นเหลือเกิน
เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าของร่างเดิมบังอาจบุกเข้าไปในป่าหมื่นอสูร และหลังจากผ่านความยากลำบากมาสารพัด เธอก็ได้ไข่ใบหนึ่งกลับมา
เธอไม่รู้ว่ามันคือไข่ของสัตว์อสูรชนิดใด แต่รู้เพียงว่าหากนำไปขาย ก็น่าจะแลกหินวิญญาณกลับมาได้ไม่น้อย
แต่เธอกลับคาดไม่ถึงว่านั่นจะเป็นไข่ของเสือกลืนวิญญาณ
และที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าคือ ทันทีที่เธอกลับมาถึงสำนัก เธอก็พบว่าตะเกียงชีวิตของพ่อแม่ดับวูบลงเสียแล้ว
—พวกเขาที่ออกไปสำรวจดินแดนเร้นลับ ได้สิ้นชีพลงแล้ว
เจ้าของร่างเดิมใจสลาย และในตอนนั้นเองเธอก็พบว่าเสือกลืนวิญญาณที่ตามมาทวงไข่มีระดับการฝึกตนสูงกว่าพ่อแม่ของเธอเสียอีก ความหวาดกลัวทำให้วิญญาณของเธอแทบหลุดออกจากร่าง
หากพ่อแม่ยังอยู่ เธอยังพอจะมีโอกาสสู้
แต่ตอนนี้พ่อแม่จากไปแล้ว
ถึงเธอจะเย่อหยิ่งเพียงใด แต่เธอก็ไม่ได้โง่เขลา
หากปราศจากพ่อแม่ เธอก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง
ดังนั้น ก่อนที่สัตว์อสูรจะทันได้ลงมือทำอะไร เธอก็หมดสิ้นแรงใจที่จะดิ้นรนและสิ้นใจไปดื้อๆ เสียอย่างนั้น
แล้วมู่สือเย่ว์ก็ได้เข้ามาสวมร่างแทน
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ใบหน้าของมู่สือเย่ว์ก็กระตุกดูเหมือนจะร้องไห้ก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่เชิง เป็นการแสดงออกที่ยากจะบรรยาย
"ท่านอาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ" ฉู่จิงจั๋อมองมู่สือเย่ว์ด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ ฉันไม่เป็นไร แค่เหนื่อยนิหน่อยน่ะ"
มู่สือเย่ว์สูดลมหายใจเข้าลึกครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามเค้นยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
นี่เธอมีลูกศิษย์กับเขาด้วยเหรอเนี่ย
แถมไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มีถึงหกคน
เจ้าของร่างเดิมเป็นผู้บำเพ็ญรากปราณห้าธาตุที่ไร้ฝีมือ แต่พ่อแม่ที่ตามใจกลับช่วยรับลูกศิษย์มาให้หลายคน
เพราะการมีลูกศิษย์หมายความว่าเธอจะได้แสดงบารมีในฐานะอาจารย์อย่างไรเล่า
เจ้าของร่างเดิมชอบคำเยินยอ เพราะยิ่งขาดสิ่งใดก็ยิ่งโหยหาสิ่งนั้น
—ไม่สำคัญว่าลูกศิษย์จะมีคุณภาพแค่ไหน หรือตัวเองจะเก่งหรือไม่ ขอแค่ได้ชื่อว่าเป็นท่านอาจารย์ผู้ทรงเกียรติก็พอแล้ว
มู่สือเย่ว์มองไปยังศิษย์คนที่สี่ตรงหน้า สีหน้าของเธอแข็งค้างไปชั่วขณะ
ชาติที่แล้วเธอเก่งกาจถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่เคยรับศิษย์แม้แต่คนเดียว ทว่าตอนนี้อยู่ๆ ก็มีลูกศิษย์โผล่มาถึงหกคน
ทั้งหมดนี้มันช่างเหนือความคาดหมายของเธอจริงๆ
"ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นท่านไปพักผ่อนก่อนดีไหมครับ"
ฉู่จิงจั๋วรู้สึกว่าสายตาที่อาจารย์มองเขามันแปลกไป แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร เพราะเขาสังเกตเห็นว่าก่อนหน้านี้อาจารย์เองก็ดูเศร้าเสียใจมากเมื่อเห็นตะเกียงชีวิตของท่านบรรพบุรุษทั้งสองดับลง
ศิษย์ทั้งหกต่างรู้ดีว่ามู่สือเย่ว์เป็นเพียงอาจารย์แค่ในนามเท่านั้น คนที่พร่ำสอนพวกเขาสั่งสอนจริงๆ คือท่านบรรพบุรุษทั้งสองต่างหาก
แต่พวกเขาก็ไม่คาดคิดว่าท่านบรรพบุรุษจะมาจากไปเช่นนี้
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดคือ อาจารย์ที่ปกติแล้วมักจะไม่ได้ความ กลับสามารถซ้อมสัตว์อสูรระดับถอดกายทิพย์จนหมอบราบไม่กล้าขยับเขยื้อน
ที่แท้ท่านอาจารย์ก็มีฝีมือถึงขั้นนี้เลยหรือ
เธอนี่ช่างซ่อนคมไว้ได้ลึกซึ้งจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น สายตาที่ฉู่จิงจั๋อมองมู่สือเย่ว์ก็เปลี่ยนไป
มู่สือเย่ว์รู้สึกปวดหัวกับสายตาของศิษย์คนที่สี่ และในหัวของเธอก็ยุ่งเหยิงไปหมด
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แม้จะอยู่ในร่างใหม่และพลังจะถดถอยลงไปอย่างมาก แต่เธอก็จัดระเบียบความคิดและทำความเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มมีแผนการสำหรับสิ่งที่จะทำต่อไป
—นั่นก็คือการไม่วางแผนอะไรเลย
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตแบบขี้เกียจ
ในชาติก่อน เธอแทบไม่เคยมีเวลาหาความสุขใส่ตัวเลย ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อครอบครัวและเพื่อความก้าวหน้าสู่สวรรค์
ที่เธอสามารถบรรลุระดับสูงได้ในเวลาเพียงร้อยปี นอกจากจะมีพรสวรรค์ดุจเทพเจ้าแล้ว เธอยังมีความทะเยอทะยานและชอบเอาชนะมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่านัก
เธอฟาดฟันแข่งขันกับพวกตาแก่รุ่นราวคราวพันปีจนพวกนั้นพ่ายแพ้ราบคาบ
แล้วผลลัพธ์คืออะไรล่ะ
เธอก็ยังโดนฟ้าผ่าตายอยู่ดี
ถ้าอย่างนั้นจะแข่งขันไปเพื่ออะไรอีก
เพื่อจะกลับไปโดนฟ้าผ่าซ้ำสองงั้นเหรอ
เธอตัดสินใจแล้วว่า ในชาตินี้เธอจะไม่กลับไปฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่งอีกเด็ดขาด
ใครอยากจะแข่งดีแข่งเด่นอะไรก็เชิญตามสบาย
เมื่อคิดได้ดังนี้ มู่สือเย่ว์จึงหันไปมองฉู่จิงจั๋วและกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "เจ้าสี่ เจ้าอยากออกจากสำนักบานเย็นไหม"
ฉู่จิงจั๋วรู้สึกขนลุกซู่กับคำเรียกเจ้าสี่ และพอได้ยินประโยคต่อมาเขาก็ตกใจแทบสิ้นสติ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ ท่านอาจารย์ ทำไมท่านถึงต้องการจะไล่ผมออกไปล่ะ"