- หน้าแรก
- เมื่อบริษัทส่งผมไปรับจ้างเป็นศาสดาที่ต่างโลก
- บทที่ 90 - กับดัก
บทที่ 90 - กับดัก
บทที่ 90 - กับดัก
บทที่ 90 - กับดัก
“ก่อนหน้านี้อัศวินทรินิแดดไม่ได้ตอบรับคำสั่งของวาเนสซ่า แม่เลี้ยงของท่าน และไม่ได้เข้าร่วมกับกองทัพที่มาปิดล้อมป้อมปราการถ้วยชา ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพ้นจากความน่าสงสัยไปได้ทั้งหมด”
หลี่อวี๋พูดต่อ “ผมเคยสงสัยว่านี่อาจจะเป็นละครฉากใหญ่ที่เขากับวาเนสซ่าร่วมมือกันแสดง เพื่อเตรียมการเผื่อไว้ ในกรณีที่วาเนสซ่าไม่สามารถยึดป้อมปราการถ้วยชามาได้ ทรินิแดดก็จะได้รับความไว้วางใจจากท่าน และกลายเป็นหนอนบ่อนไส้ของวาเนสซ่าที่แฝงตัวอยู่ข้างกายท่าน
“และนี่ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมหลังจากที่ทรินิแดดออกจากปราสาทไปแล้ว หนอนบ่อนไส้ก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย...ทว่าพวกเราก็รู้กันดีว่าเรื่องราวหลังจากนั้นเป็นอย่างไร การเคลื่อนไหวของพวกมนุษย์กิ้งก่าเป็นเรื่องจริง และการมาที่ปราสาทของอัศวินทรินิแดดก่อนหน้านี้ก็เพื่อขอความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายแอบแฝงอื่นใด
“และก็หลังจากคืนนั้นนั่นแหละ ที่ผมเริ่มพุ่งเป้าความสงสัยมาที่คุณ และเมื่อผมตั้งสมมติฐานว่าคุณคือหนอนบ่อนไส้ ผมก็เริ่มพบจุดน่าสงสัยในตัวคุณมากขึ้นเรื่อยๆ
“อย่างแรกเลยก็คือ จังหวะเวลาที่เราเจอกันมันประจวบเหมาะเกินไป มันคือช่วงเวลาก่อนหน้าที่กลุ่มทหารรับจ้างที่วาเนสซ่าจ้างมาจะหาผมและอีเลเยียเจอพอดี และในตอนนั้นเรากำลังอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ตามหลักแล้วโอกาสที่จะได้เจอคนอื่นมันน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้เจอยอดฝีมืออย่างคุณเลย
“และเมื่อผมนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น หลังจากที่ผมจัดการไปสองคนแล้ว ดูเหมือนหมีน้ำผึ้งก็เริ่มจะมีความคิดที่จะเจรจาสงบศึกกับเราแล้ว แต่คุณกลับไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาได้พูดเลย คุณกลับเป็นฝ่ายลงมือสังหารลูกน้องของเขาโดยตรง ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้หมีน้ำผึ้งโกรธแค้นจนถึงขีดสุด และในท้ายที่สุดคุณก็อาศัยจังหวะชุลมุน ฆ่าพวกที่เหลือรอดทั้งหมดตายเรียบ
“แน่นอนว่าหากพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนั้น ผมอาจจะชื่นชมคุณที่มองเห็นโอกาสในการเอาชนะได้อย่างเฉียบขาดและลงมืออย่างเด็ดเดี่ยว แต่แล้วสองคนที่ผมจงใจไว้ชีวิตเพื่อจะสอบปากคำ กลับไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยจนกระทั่งเรามาถึงทุ่งหญ้าสีเขียว...
“ตอนนั้นผมก็รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน ยังคิดอยู่เลยว่าตัวเองอาจจะลงมือหนักมือไปหน่อย แต่พอลองคิดดูดีๆ แล้ว มันน่าจะเป็นฝีมือของคุณต่างหาก และก็คงตั้งแต่ตอนนั้นแหละ ที่คุณเริ่มยุยงให้เกิดความแตกแยกวุ่นวายภายในตระกูลอาเรียส”
“ทั้งหมดนี่ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของเจ้าทั้งนั้น” จู๊ดกล่าว
“ถูกต้อง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผม ผมไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลยสักนิด
“ผมจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อบีบให้คุณเผยพิรุธออกมา ดังนั้นก่อนที่จะจากไปในครั้งก่อน ผมจึงตั้งใจรับปากต่อหน้าทุกคนว่าจะหาตัวหนอนบ่อนไส้ให้พบภายในสามวัน”
“ตอนที่ได้ยินคำพูดของเจ้า ข้าก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาจริงๆ นั่นแหละ” จู๊ดยอมรับ
“แต่นั่นมันก็ยังไม่พอ” หลี่อวี๋พูดต่อ “หลังจากผมกลับมา ผมก็นั่งดูภาพจากกล้องวงจรปิดของสองวันนี้ คุณก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย ช่างใจเย็นผิดปกติจริงๆ”
“ถ้าไม่มีความใจเย็นแบบนี้ สายเลือดของตระกูลเอ็นริเก้อย่างข้า คงไม่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้หรอก” จู๊ดแสยะยิ้ม
“ดังนั้นผมจึงตัดสินใจผลักคุณไปอีกก้าวหนึ่ง ตอนกินข้าวกลางวันผมถึงส่งสายตาให้คุณ เพื่อให้คุณมาหาผมที่ห้อง”
เรื่องราวหลังจากนั้นจู๊ดเองก็รู้ดี เขาจึงพูดต่อจากหลี่อวี๋ว่า “เจ้าโกหกข้าว่าเจ้าเจอตัวหนอนบ่อนไส้แล้ว และคนคนนั้นก็คือโทมัส ผู้ติดตามของอัศวินอัลเฟรด ซึ่งเป็นชื่อที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก”
“ก็เพราะมีแค่ชื่อนี้เท่านั้น ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมผมถึงไม่ไปหาคนอื่น แต่กลับมาหาคุณ ภายนอกคุณดูสงบนิ่ง ทว่าในใจคงจะดีใจจนเนื้อเต้นแล้วสิ”
“พวกเราตกลงราคากันอย่างรวดเร็ว ข้าเรียกเงินไปสิบห้าเหรียญทอง แต่เจ้ากลับใจป้ำเพิ่มให้เป็นยี่สิบเหรียญทอง แถมยังยอมจ่ายล่วงหน้าให้ครึ่งหนึ่งก่อนด้วย รู้อย่างนี้ว่าเงินก้อนนี้เจ้าจะเอามาซื้อชีวิตข้า ข้าน่าจะเรียกเงินให้เยอะกว่านี้หน่อย”
จู๊ดหัวเราะเยาะตัวเอง “หัวของข้าอย่างน้อยก็น่าจะเอาไปแลกเงินได้สักร้อยเหรียญทอง ขายให้เจ้าแค่สิบเหรียญทองนี่มันขาดทุนย่อยยับจริงๆ เป็นการค้าที่ขาดทุนที่สุดเท่าที่ข้าเคยทำมาเลย”
“คุณอาจจะไม่เชื่อนะ” หลี่อวี๋พูด “แต่ความจริงแล้วผมหวังว่าเมื่อกี้ตอนอยู่ในห้องเก็บไวน์ คุณจะไม่ลงมือกับโทมัสนะ”
“จะเป็นไปได้ยังไง? กับดักที่เจ้าจงใจวางเอาไว้ ก็เพื่อรอให้ข้ากระโดดลงไปไม่ใช่หรือไง ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรเจ้าถึงได้ยืนกรานนักหนาว่าโทมัสคือหนอนบ่อนไส้ แต่ขอแค่ข้าแกล้ง ‘พลั้งมือ’ ฆ่าเขาตายในระหว่างที่เข้าจับกุม เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นความจริงที่ดิ้นไม่หลุดทันที
“และหลังจากนั้น ถ้าอัลเฟรดมาคิดบัญชีกับข้า ข้าก็สามารถซัดทอดเจ้า เพื่อเบี่ยงเบนความโกรธแค้นของเขาไปที่เจ้าซึ่งเป็นผู้บงการได้ โอกาสดีๆ ที่จะลบล้างความน่าสงสัยของตัวเองได้อย่างหมดจดแบบนี้ ข้าจะปล่อยไปได้ยังไง”
จากนั้นจู๊ดก็ถอนหายใจยาว “ข้าเคยได้ยินเรื่องที่เจ้าทำในเมืองหิมะศิลามาแล้ว และตลอดการเดินทางนี้ข้าก็ได้เห็นวิธีการต่างๆ นานาของเจ้า ข้าจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับเจ้าอย่างสุดความสามารถ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายข้าก็ยังตกอยู่ในกำมือของเจ้าจนได้”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ตอนนี้ข้ารู้แล้วล่ะว่าเจ้าจับตัวข้าได้ยังไง แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าเจ้าดูฐานะของข้าออกได้ยังไง?”
“ก็เพราะมังกรในหนองน้ำนั่นไงล่ะ” หลี่อวี๋ไม่ได้ปิดบัง “ผมเคยถามเรื่องเกี่ยวกับมังกรจากฟอสตัสและโอน่ามาบ้างแล้ว พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่าเคยมีตระกูลหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมังกร ถึงขั้นมีข่าวลือว่าพวกเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากมังกรตัวหนึ่ง
“และเมื่อตระกูลนั้นหยั่งรากฐานในพรมแดนตะวันตกได้อย่างมั่นคงแล้ว เพื่อเป็นการระลึกถึงมังกรตัวนั้น พวกเขาจึงตั้งชื่อปราสาทของตระกูลว่าป้อมปราการเพลิงมังกร และเมื่ออำนาจของตระกูลขยายใหญ่ขึ้น ป้อมปราการเพลิงมังกรก็กลายเป็นเมืองเพลิงมังกร จากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นผู้ปกครองทั่วทั้งพรมแดนตะวันตก”
หลี่อวี๋มองไปที่จู๊ด “การที่คุณพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะแฝงตัวเข้ามาในป้อมปราการถ้วยชา และสร้างความวุ่นวายให้กับตระกูลอาเรียส ก็เพื่อต้องการปกป้องมังกรตัวนั้นใช่ไหมล่ะ คุณคงไม่อยากให้ตระกูลอาเรียสมีเวลาและกำลังมากพอที่จะไปรับมือกับมันสินะ”
“เฮ้อ เจ้าฉลาดขนาดนี้ ทำไมถึงมองไม่ออกล่ะว่าข้าเองก็ถูกคนอื่นหลอกใช้มาเหมือนกัน?” จู๊ดถอนหายใจ
“เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่ใช่หนอนบ่อนไส้งั้นเหรอ?” อีเลเยียถาม “มีคนหลอกใช้เจ้า ใครกัน?”
“ข้าเป็นหนอนบ่อนไส้จริงๆ ข้ายอมรับว่าตั้งแต่แรกที่ข้าเข้าหาเจ้า ข้าก็มีเป้าหมายแอบแฝงอยู่แล้ว ข้าเป็นคนฆ่าคนของแม่เลี้ยงเจ้า และเป็นคนทิ้งโน้ตนั่นไว้ แต่...ไอ้ตัวที่อยู่ในหนองน้ำนั่น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้าเลยแม้แต่นิดเดียว
“ถ้าข้ารู้ตั้งแต่แรกว่ามีตัวประหลาดแบบนั้นอยู่ ต่อให้ให้เงินข้ามากแค่ไหน ข้าก็คงไม่เอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องพรรค์นี้หรอก” จู๊ดกล่าว “ข้าขอสาบานเลย”
“เจ้าเข้าหาข้าไม่ใช่เพื่อจะล้างแค้นให้ตระกูลของเจ้าหรอกเหรอ? หรือว่าตั้งใจจะรอมังกรตัวนั้นโต แล้วฝึกให้มันเชื่อง เพื่อให้มันช่วยเจ้าชิงพรมแดนตะวันตกกลับคืนมาล่ะ” คุณหนูกระต่ายมองชายที่มีแผลเป็นบนใบหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง
“ทำไมพวกเจ้าถึงได้ทำเป็นอวดฉลาด คิดว่าข้าจะแคร์กับไอ้ฐานะบ้าบอของตัวเองนักล่ะ? ตระกูลเอ็นริเก้ล่มสลายไปเก้าร้อยกว่าปีแล้ว ข้าไม่ได้สนใจเรื่องราวเมื่อเก้าร้อยปีก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
“ตั้งแต่วันแรกที่ข้าลืมตาดูโลก สายเลือดต้องคำสาปนี้ นอกจากจะนำพาปัญหามาให้ข้าอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ทำให้ข้าไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ มันก็ไม่เคยให้อะไรดีๆ กับข้าเลย
“ส่วนเหตุผลที่ข้ามาอยู่ที่นี่ ก็เพราะมีคนมาหาข้า เสนอเงินก้อนโตที่ข้าปฏิเสธไม่ได้ เพื่อให้ข้าหาทางแฝงตัวอยู่ข้างกายเจ้า คอยสร้างความวุ่นวายให้ตระกูลอาเรียส ข้าก็เลยตอบตกลงไป มันก็แค่นั้นแหละ”
“ใครเป็นคนมาหาเจ้า?”
“เขาให้เงินคุณเท่าไหร่?”
หลี่อวี๋และอีเลเยียแทบจะโพล่งถามขึ้นมาพร้อมกัน
“............”
“คนที่มาหาข้าเป็นนายหน้าคนหนึ่ง มีฉายาว่า ‘หงส์เทา’ ข้าเคยทำธุระกับหมอนั่นแค่ไม่กี่ครั้ง ทว่าชื่อเสียงของหมอนั่นก็ถือว่าเชื่อถือได้ เขาจ่ายเงินล่วงหน้าให้ข้ามาแล้วหนึ่งร้อยหกสิบเหรียญทอง แถมยังสัญญาว่าถ้าข้าทำให้ตระกูลอาเรียสปั่นป่วนได้ เขาจะจ่ายเพิ่มให้อีกสามร้อยเหรียญทอง ซึ่งมันเป็นจำนวนเงินที่ข้าปฏิเสธไม่ลงจริงๆ” จู๊ดกล่าว
[จบแล้ว]