- หน้าแรก
- เป็นเทพสังหารมันเหนื่อย ขอแกล้งกากให้ภรรยาเลี้ยงดีกว่า
- บทที่ 90 - เธอหึงนี่นา
บทที่ 90 - เธอหึงนี่นา
บทที่ 90 - เธอหึงนี่นา
บทที่ 90 - เธอหึงนี่นา
บนรถระหว่างเดินทางกลับบ้านพัก
ต่งอวี่ฉิงขับรถพลางปรายตามองอวิ๋นจื่อฝานด้วยความรู้สึกผิด "ฉันขอโทษแทนแม่ด้วยนะ"
อวิ๋นจื่อฝานเอนพิงเบาะข้างคนขับพลางตอบเสียงเรียบ "จะขอโทษทำไม ขอโทษที่แกไล่ฉันตะเพิดออกจากบ้าน หรือขอโทษที่แกด่าว่าฉันเป็นคางคกอยากขึ้นสวรรค์ล่ะ"
สีหน้าของต่งอวี่ฉิงดูไม่สู้ดีนัก เมื่อกี้ตอนที่อวิ๋นจื่อฝานพูดว่าสามารถหาสมบัติประจำตระกูลต่งเจอ หลี่เฟินแม่ของเธอก็ของขึ้นทันที แกทั้งด่าอวิ๋นจื่อฝานว่าอย่ามาทำตัวเป็นตัวซวยพร้อมกับไล่ตะเพิดเขาออกจากบ้านไป
อันที่จริงหลี่เฟินไม่ใช่คนจิตใจโหดร้ายอะไร ออกจะใจดีกับคนอื่นด้วยซ้ำ แต่พอเป็นเรื่องของอวิ๋นจื่อฝานทีไร แกกลับชอบรังเกียจเดียดฉันท์และกดหัวเขาสารพัด
"ขอโทษจริงๆ นะ" ต่งอวี่ฉิงจ้องมองถนนเบื้องหน้าพลางพูดต่อ "ฉันว่าวันหลังนายอย่าไปเจอแม่ฉันอีกเลยดีกว่า"
อวิ๋นจื่อฝานกลับทำหน้าไม่ยี่หระ "สามปีที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่หรือไง ฉันชินซะแล้วล่ะ ขืนฉันมัวแต่เก็บขี้ปากชาวบ้านมาใส่ใจ ป่านนี้คงอกแตกตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว"
เขาพูดความจริง เพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ เขาถึงยอมสวมบทเป็นไอ้สวะในตระกูลต่งมาตลอดสามปีเต็ม ถ้ามีไอ้ขี้แพ้มาเดินป้วนเปี้ยนให้เห็นหน้าทุกวันตั้งสามปี เขาเองก็คงหงุดหงิดเหมือนกันนั่นแหละ
"ในเมื่อนายบอกว่าสามารถตามหาสมบัติประจำตระกูลต่งได้ แล้วนายมีแผนจะทำยังไงต่อไปล่ะ"
ต่งอวี่ฉิงหยุดรถติดไฟแดง เธอหันไปมองอวิ๋นจื่อฝานด้วยสายตาจริงจัง "ถ้านายหาสมบัติประจำตระกูลต่งเจอจริงๆ ฉันจะตบรางวัลให้อย่างงามเลยล่ะ"
อวิ๋นจื่อฝานเอนหลังหลับตาพักผ่อน พอได้ยินคำพูดนั้นก็ยิ้มออกมาบางๆ "เธอมีอะไรจะให้ฉันเป็นรางวัลล่ะ ไหนลองว่ามาสิ"
สัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้น ต่งอวี่ฉิงเหยียบคันเร่งออกรถพร้อมกับตอบเสียงเรียบ "ขอแค่เป็นสิ่งที่ฉันหาให้ได้ ฉันไม่มีทางงกเด็ดขาด"
อวิ๋นจื่อฝานปรือตาขึ้นข้างหนึ่งมองต่งอวี่ฉิง จะอธิบายผู้หญิงคนนี้ยังไงดีนะ
จะบอกว่าเป็นสาวห้าว บางทีเธอก็แอบมีมุมเด๋อด๋าเหมือนกัน
จะบอกว่าเป็นผู้หญิงอ่อนหวาน แต่ตอนเธอแผ่รังสีอำมหิตออกมาก็ดุซะจนผู้ชายยังหัวหด
จึ๊ๆๆ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์จริงๆ
"ช่างมันเถอะ ถือซะว่านี่เป็นค่าตอบแทนที่ฉันแต่งเข้าบ้านตระกูลต่งแล้วได้รับการดูแลจากพวกเธอก็แล้วกัน"
อวิ๋นจื่อฝานพูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านก่อนจะหลับตาลงตามเดิม
อันที่จริงในใจต่งอวี่ฉิงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย ตลอดสามปีที่ผ่านมาอวิ๋นจื่อฝานต้องทนรับสายตาดูถูกเหยียดหยามจากคนในบ้านตระกูลต่งสารพัด เรียกว่าไม่เคยได้รับการดูแลอะไรเลยด้วยซ้ำ
ส่วนตอนนี้ พวกเขาเริ่มคุยกันมากขึ้น ไม่ได้หมางเมินกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมอวิ๋นจื่อฝานคนนี้ก็ดูพึ่งพาได้ไม่เบา เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียร แถมยังช่วยสะสางปัญหาปวดหัวในบริษัทตั้งมากมาย
งานชุมนุมประลองยุทธ์เทียนอู่ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ตระกูลต่งไม่มีตัวแทนลงแข่งเลยสักคน ถ้าหาข้ออ้างรั้งตัวเขาไว้ให้เป็นตัวแทนตระกูลต่งลงแข่งได้ก็คงจะดี
ต่งอวี่ฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เธอเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าที่อยากรั้งอวิ๋นจื่อฝานไว้มันเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเธอเอง หรือเป็นเพราะเห็นแก่อนาคตอันยาวไกลของบริษัทกันแน่
"อวิ๋นจื่อฝาน... ฉันว่าช่วงนี้พวกเราก็เข้ากันได้ดีนะ ถ้างั้น..." เรื่องหย่าเอาไว้ทีหลังดีไหม
ต่งอวี่ฉิงยังไม่ทันได้พูดประโยคครึ่งหลังจบ เสียงโทรศัพท์ของอวิ๋นจื่อฝานก็แผดเสียงดังขึ้นมาเสียก่อน
เขาล้วงมือถือออกมาดูอย่างงัวเงีย หน้าจอปรากฏชื่อถงนีโชว์หราอยู่
หืม ฉันไปเมมเบอร์ยัยนี่ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
อวิ๋นจื่อฝานนึกสงสัยพลางกดรับสาย
"พี่อวิ๋น พี่ยอมรับสายฉันแล้วเหรอ ฉันดีใจจังเลย อ้อ จริงสิ ตอนนี้พี่กำลังทำอะไรอยู่เหรอ" ปลายสายเป็นเสียงถงนีที่ฟังสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
อวิ๋นจื่อฝานตอบหน้าตาย "มีเรื่องอะไร"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงหวานหยดย้อยผิดปกติมาให้ได้ยิน "คือว่านะพี่อวิ๋น ฉัน... อยากจะชวนพี่ไปกินข้าวน่ะ"
กินข้าว กินข้าวอะไร
"ไม่มีเวลา" อวิ๋นจื่อฝานเปิดลำโพงแล้ววางมือถือแหมะไว้บนตัก สองมือประสานรองท้ายทอยแล้วเตรียมจะหลับต่อ
"คราวก่อนพี่อวิ๋นอุตส่าห์ช่วยฉันไว้ มื้อนี้ยังไงฉันก็ต้องเลี้ยงขอบคุณพี่ให้ได้! แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนี้ก็ได้นะ เอาที่พี่อวิ๋นสะดวกเลย พี่ว่างเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น!"
พอต่งอวี่ฉิงได้ยินเสียงหวานเลี่ยนบาดหูดังมาจากปลายสาย สีหน้าของเธอก็หม่นทะมึนลงทันตาเห็น เธอปรายตามองหน้าจอมือถือของอวิ๋นจื่อฝานแวบหนึ่ง
เหอะ ถึงขนาดตั้งชื่อเบอร์โทรไว้ด้วย ดูท่าคงจะแอบติดต่อกันลับหลังบ่อยล่ะสิ
อวิ๋นจื่อฝานกำลังจะอ้าปากปฏิเสธถงนี แต่ต่งอวี่ฉิงกลับชิงพูดขึ้นมาซะก่อน
"ถงนีใช่ไหม เธออยากจะชวนอวิ๋นจื่อฝานไปกินข้าวเหรอ ไม่มีปัญหา ฉันตอบตกลงแทนเขาก็แล้วกัน"
ปลายสายอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามตะกุกตะกัก "ท่านประธานเหรอคะ พี่อวิ๋น... ตอนนี้อยู่กับท่านประธานเหรอคะ"
"ใช่ เขากำลังจะกลับบ้านพร้อมฉันน่ะ"
น้ำเสียงของต่งอวี่ฉิงเจือรอยยิ้ม แต่ใบหน้ากลับบึ้งตึงบอกบุญไม่รับ
"พวกคุณ..." เห็นได้ชัดว่าถงนีไม่เข้าใจความหมายของคำว่า 'กลับบ้าน' ที่ต่งอวี่ฉิงพูดถึง
"เธอยังไม่รู้เรื่องใช่ไหมล่ะ ฉันกับอวิ๋นจื่อฝานจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่เรื่องนี้เธอต้องเหยียบไว้เป็นความลับนะ"
ปลายสายร้องอุทานด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าถงนีไม่ระแคะระคายเรื่องที่อวิ๋นจื่อฝานกับต่งอวี่ฉิงแต่งงานกันมาก่อนเลย ถ้ารู้แต่แรกเธอคงไม่กล้าอ่อยเบอร์แรงขนาดนี้หรอก
ส่วนอวิ๋นจื่อฝานก็มองต่งอวี่ฉิงด้วยสายตาแปลกๆ การกระทำของเธอมันดูเหมือนกำลังประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของยังไงก็ไม่รู้แฮะ
"ท่านประธาน... ฉัน ฉันไม่รู้จริงๆ ค่ะว่าคุณกับพี่อวิ๋น... เอ๊ย ไม่ใช่สิ ว่าคุณกับหัวหน้าเลขาอวิ๋นมีความสัมพันธ์กันแบบนี้..."
ต่งอวี่ฉิงขับรถด้วยท่าทีนิ่งสงบพลางเอ่ยต่อ "ไม่เป็นไรหรอก เรื่องนี้มันก็เป็นความลับอยู่แล้วนี่นา อ้อ จริงสิ เมื่อกี้เธอชวนอวิ๋นจื่อฝานไปกินข้าวใช่ไหม เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจองร้านอาหารเองก็แล้วกัน พรุ่งนี้ตอนเย็นหลังเลิกงานเจอกันนะ"
พูดจบเธอก็คว้ามือถือมากดตัดสายทิ้งดื้อๆ ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธเลยสักนิด
อวิ๋นจื่อฝานมองต่งอวี่ฉิงราวกับเห็นตัวประหลาด เขานิ่งอึ้งอยู่นานกว่าจะกระตุกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยแซว "เธอหึงนี่นา"
ต่งอวี่ฉิงขมวดคิ้วมุ่น การที่เธอเปิดโปงความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนแถมยังนัดเจอถงนีด้วย มันก็มีส่วนผสมของความหึงหวงอยู่จริงๆ นั่นแหละ พอตั้งสติได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป เธอก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาตงิดๆ
เธอแค่นหัวเราะเสียงเย็นแล้วโกหกคำโตออกไป "นายหลงตัวเองเกินไปหน่อยมั้ง ประวัติของถงนีคนนี้มีจุดน่าสงสัยอยู่ พอดีเลยที่ยัยนั่นชวนนายกินข้าว โอกาสสืบข้อมูลดีๆ แบบนี้จะปล่อยหลุดมือไปได้ยังไงล่ะ"
อวิ๋นจื่อฝานมองเสี้ยวหน้าเย็นชาของต่งอวี่ฉิงแล้วยักไหล่ "ในเมื่อรู้ว่ายัยนั่นมีปัญหา ก็ไล่ออกไปซะก็สิ้นเรื่อง จะมัวมาเสียเวลาสืบหาความจริงให้วุ่นวายทำไม"
ต่งอวี่ฉิงนิ่งเงียบไม่ตอบคำ เธอเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถชั้นใต้ดินแล้วเอ่ยเสียงเย็น "ในเมื่อนายเป็นเลขาของฉัน หน้าที่ของนายก็คือต้องเชื่อฟังคำสั่งเท่านั้น"
พูดจบเธอก็ก้าวลงจากรถแล้วกระแทกประตูปิดดังปัง
อวิ๋นจื่อฝานมองแผ่นหลังของต่งอวี่ฉิงที่เดินจากไปพลางส่ายหน้าเบาๆ จิตใจผู้หญิงนี่มันยากแท้หยั่งถึงจริงๆ แฮะ!
วันต่อมา หลังเลิกงาน
หลังจากต่งอวี่ฉิงจัดการเอกสารในมือเสร็จเรียบร้อยก็หันไปถามผู้ช่วย "เลขาอวิ๋นล่ะ"
ผู้ช่วยจัดเก็บเอกสารบนโต๊ะพลางตอบคำถาม "เมื่อตอนเที่ยงคุณผู้ชายบอกว่ามีธุระเลยขอตัวกลับไปก่อนค่ะ แถมยังฝากบอกไว้ด้วยนะคะว่างานเลี้ยงคืนนี้จะไปหรือไม่ไปก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์เขาค่ะ"
พอรู้ว่าอวิ๋นจื่อฝานชิ่งหนีกลับไปแล้ว สีหน้าของต่งอวี่ฉิงก็มืดครึ้มลงทันที "โทรหาเขาสิ"
ผู้ช่วยรีบล้วงมือถือออกมากดโทรหาอวิ๋นจื่อฝานทันที
อึดใจต่อมาผู้ช่วยก็ทำหน้าเจื่อน "ท่านประธานคะ มือถือของเลขาอวิ๋นปิดเครื่องไปแล้วค่ะ"
เธอไม่รู้ว่าต่งอวี่ฉิงมีนัดกับใคร จึงรีบเสนอตัว "ให้ฉันไปเป็นเพื่อนท่านประธานดีไหมคะ"
ต่งอวี่ฉิงลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเดินออกจากห้องทำงานพลางเอ่ยเสียงเย็น "ไม่ต้อง ฉันไปเอง"
[จบแล้ว]