- หน้าแรก
- เป็นเทพสังหารมันเหนื่อย ขอแกล้งกากให้ภรรยาเลี้ยงดีกว่า
- บทที่ 60 - ทะลวงขีดจำกัดกลางสนามรบ
บทที่ 60 - ทะลวงขีดจำกัดกลางสนามรบ
บทที่ 60 - ทะลวงขีดจำกัดกลางสนามรบ
บทที่ 60 - ทะลวงขีดจำกัดกลางสนามรบ
"ไอ้ขยะ! คิดว่าลำพังฝีมือแค่นี้จะหยุดกูได้งั้นเหรอ ประเมินตัวเองสูงไปแล้ว!"
เฉินเสียงถลึงตาใส่เฉินสืออย่างเกรี้ยวกราด เขากวัดแกว่งคมมีดคู่ใจแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของน้องชายต่างมารดาทันที
ถึงแม้เฉินสือจะเป็นคนสมองทึบไปสักหน่อยแต่เขาก็ไม่ได้โง่ เขาจำคำสอนของอาจารย์ได้ดีว่าหน้าที่ของเขาคือการถ่วงเวลา ไม่ใช่การพุ่งเข้าไปแลกหมัดกับเฉินเสียงแบบเอาเป็นเอาตาย ดังนั้นเขาจึงอาศัยความรวดเร็วของกายาสายฟ้าประกายแสงพลิ้วตัวหลบหลีกการโจมตีของเฉินเสียงไปมาได้อย่างหวุดหวิดนับครั้งไม่ถ้วน
"เฉินเสียง ฉันว่าแกต่างหากล่ะมั้งที่เป็นขยะ ถึงขนาดกล้ายืมพลังวิญญาณร้ายมาสิงร่างแบบนี้ มิน่าล่ะพักหลังมานี้บารมีของตระกูลเฉินถึงตกต่ำลงทุกปี"
เฉินสือพยายามพูดยั่วยุเพื่อดึงความสนใจของเฉินเสียงในขณะที่กระโดดหลบคมมีดไปด้วย
"ไอ้ลูกเมียน้อยกบในกะลาอย่างแกจะไปรู้อะไร?! สิ่งที่กูทำลงไปทั้งหมดก็เพื่อตระกูลเฉินทั้งนั้น! กูจะทำให้ตระกูลเฉินผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุด เป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จของเมืองนี้ให้ได้!"
นัยน์ตาของเฉินเสียงเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันบ้าคลั่ง ใบมีดที่เกิดจากการควบแน่นของไอหยินพิฆาตขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
"เพื่อที่จะเป็นใหญ่ถึงกับยอมสังเวยชีวิตของพ่อตัวเองเลยงั้นเหรอ?! สิ่งที่แกทำมันก็เพื่อตัวแกเองทั้งนั้นแหละ ไอ้คนทรยศเห็นแก่ตัว แกมันไม่คู่ควรที่จะเป็นคนของตระกูลเฉินด้วยซ้ำ!"
ประโยคสุดท้ายของเฉินสือแทงใจดำเฉินเสียงเข้าอย่างจัง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมโหดอำมหิต ความเร็วในการพุ่งตัวเพิ่มสูงขึ้นจนถึงขีดสุด เขาฉวยจังหวะที่เฉินสือยังไม่ทันตั้งตัวตวัดคมมีดฟันฉับเข้าที่เกราะสายฟ้าบริเวณหัวไหล่ของอีกฝ่ายจนขาดสะบั้น
เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
"อ๊าก!"
แม้จะโดนฟันเข้าเต็มๆ แต่เฉินสือก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เขาเอี้ยวตัวเหวี่ยงหมัดสวนกลับไปอย่างสุดแรงเพื่อผลักระยะห่างระหว่างเขากับเฉินเสียงให้ออกห่างจากกัน
คมมีดไอหยินพิฆาตของเฉินเสียงสูบเลือดที่หยดลงบนพื้นเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง เขามองดูเฉินสือพลางแสยะยิ้มเย็นชา "ยิ่งเป้าหมายยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งต้องเสียสละมากเท่านั้น ตั้งแต่โบราณกาลมา มีทรราชคนไหนบ้างที่ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์โดยไม่เหยียบย่ำซากศพและกองเลือด?! สิ่งที่กูทำก็เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลเฉิน แต่ไอ้แก่หัวรั้นนั่นดันเอาแต่ขัดขวางกูอยู่ได้! ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็โทษกูไม่ได้แล้วล่ะ! วางใจเถอะ พอพวกมึงตายไปแล้ว กูจะสูบเลือดพวกมึงให้หมดตัว พวกมึงจะได้กลายเป็นขุนพลคู่ใจบนเส้นทางสู่อำนาจของกูยังไงล่ะ!"
พูดจบเฉินเสียงก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พริบตาเดียวไอหยินพิฆาตก็แผ่กระจายพุ่งทะลักไปทั่วทั้งคฤหาสน์ ใครก็ตามที่ยังอพยพหนีออกไปไม่ทันต่างก็ถูกไอหยินสูบพลังชีวิตจนล้มพับหมดสติไปตามๆ กัน
เฉินสือกัดฟันข่มความเจ็บปวด เขากระชากผ้าม่านที่ตกอยู่บนพื้นมาฉีกเป็นริ้วๆ แล้วพันแผลห้ามเลือดให้ตัวเองอย่างลวกๆ
กายาสายฟ้าประกายแสงขั้นที่หนึ่ง... เปิดขีดจำกัด!
"เฉินเสียง! ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจอยู่ ฉันจะไม่มีวันยอมให้แกก้าวผ่านไปได้แม้แต่ก้าวเดียว!"
เฉินสือรีดเร้นพลังกายาสายฟ้าประกายแสงออกมาจนถึงขีดสุดแล้วพุ่งตัวเข้าปะทะกับเฉินเสียงอีกครั้ง
หลังจากได้สูบเลือดของผู้บำเพ็ญเพียรเข้าไป พลังของเฉินเสียงก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล การเคลื่อนไหวของเฉินสือในสายตาของเขาตอนนี้เชื่องช้าราวกับภาพสโลว์โมชั่นก็ไม่ปาน
เขาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ในเมื่ออยากตายนัก กูก็จะสงเคราะห์ให้"
สิ้นคำราม คมมีดไอหยินก็พุ่งแหวกอากาศเข้าใส่เฉินสืออย่างรุนแรง
เฉินสือรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีกระโดดหลบคมมีดนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าเขาหารู้ไม่ว่าเฉินเสียงได้ไปโผล่ที่ด้านหลังของเขาพร้อมกับเงื้อคมมีดมรณะรอไว้แล้ว
ฉึบ—
แผ่นหลังของเฉินสือถูกฟันจนเหวอะหวะ บาดแผลลึกน่ากลัวมีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด เขาก้าวเท้าโซเซไปมาแล้วเหวี่ยงหมัดกลับหลังเพื่อตอบโต้ ทว่าเฉินเสียงก็เคลื่อนที่พริบตามาโผล่ที่ด้านหน้าของเขาเสียแล้ว
คมมีดฟันลงมาอีกครั้ง ฉึบ—
คราวนี้โดนเข้าที่สีข้าง
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เฉินสือพยายามจะสวนหมัดกลับ เฉินเสียงก็จะฝากแผลฉกรรจ์เอาไว้บนร่างของเขาเสมอ และในที่สุดเรี่ยวแรงของเฉินสือก็เหือดหาย เขาทรุดเข่าลงกับพื้นไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้อีก
ทั่วทั้งร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือดซึ่งกำลังถูกไอหยินสูบกลืนเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม ลมปราณของเขาถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยง พลังกายาสายฟ้าประกายแสงมอดดับลง แม้แต่จะเอาชีวิตรอดจากดงไอหยินพิฆาตนี้ได้หรือไม่ก็ยังยากจะคาดเดา
"เมื่อกี้ยังปากเก่งอยู่เลยไม่ใช่หรือไง ทำไม ลมปราณหมดจนวิ่งไม่ไหวแล้วล่ะสิ ขยะยังไงก็เป็นขยะอยู่วันยังค่ำ ต่อให้มีลมปราณก็ยังเป็นได้แค่สวะ!"
เฉินเสียงมองเฉินสือด้วยสายตาเหยียดหยาม คมมีดทุกดาบที่เขาฟันลงไปก่อนหน้านี้ล้วนหลีกเลี่ยงจุดตายทั้งสิ้น เขาจงใจทรมานเฉินสือเล่นราวกับแมวหยอกหนู
"ไม่ต้องห่วง ตอนนี้กูยังไม่ฆ่ามึงหรอก กูจะปล่อยให้มึงมีชีวิตอยู่ดูไอ้แก่นั่นขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา"
เฉินเสียงหัวเราะร่าอย่างอหังการก่อนจะหันหลังเตรียมลอยตัวขึ้นไปบนชั้นสอง
"ฉันบอกแกแล้วไง ว่าตราบใดที่ฉันยังไม่ตาย แกก็อย่าหวังจะได้เหยียบเข้าไปในห้องนั้น!!"
สิ้นเสียงคำราม ซากรูปปั้นหินก็ถูกเขวี้ยงแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่เฉินเสียงอย่างจัง
เฉินเสียงเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย เขาหันขวับกลับมาขบกรามแน่น "ในเมื่อมึงรนหาที่ตายนัก กูก็จะจัดให้!"
ใบมีดแหลมคมหลายเล่มพุ่งทะยานเข้าถล่มตำแหน่งที่เฉินสือนั่งอยู่ทันที
ตูมมม!
ใบมีดกระแทกพื้นจนแหลกละเอียด ฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ภายใต้การโจมตีอันรุนแรงขนาดนี้ เฉินสือไม่มีทางรอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน
"ไอ้สวะไม่เจียมตัว"
เฉินเสียงแค่นเสียงเย็นชา ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินเข้าห้องนั้น จู่ๆ เฉินสือก็โผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้าแล้วประเคนหมัดเข้ายอดหน้าเขาอย่างจัง
เฉินเสียงพยายามจะหลบแต่หมัดนั้นพุ่งมาด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่ามาก ใบหน้าของเขาปะทะเข้ากับกำปั้นลุ่นๆ อย่างจัง แรงกระแทกส่งผลให้ร่างของเฉินเสียงลอยละลิ่วไปกระแทกกับพื้นห้องโถงจนเกิดเป็นรอยลากยาวลึก ฝุ่นควันลอยฟุ้งขึ้นมาอีกระลอก
เฉินเสียงยันกายลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันจะได้เช็ดเลือดที่มุมปาก เฉินสือก็เคลื่อนที่พริบตามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
หมัดที่หลบไม่พ้นกระหน่ำซัดเข้าใส่ รัวหมัดที่หนึ่ง สอง สาม...
ครืนนน!
หมัดทั้งสิบหกหมัดกระแทกเข้าเป้าอย่างแม่นยำ กระดูกและอวัยวะภายในของเฉินเสียงแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี หากไม่ได้พลังของวิญญาณร้ายช่วยพยุงร่างเอาไว้ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว
"เป็นไป... ไม่ได้..."
เฉินเสียงเบิกตากว้างมองเฉินสือด้วยความตกตะลึงสุดขีด เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้สวะนี่จะสามารถทะลวงขีดจำกัดจากกายาสายฟ้าประกายแสงขั้นที่หนึ่งขึ้นสู่ขั้นที่สองได้ในสถานการณ์ความเป็นความตายแบบนี้!
เฉินสือที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขามีกล้ามเนื้อที่ปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทั่วทั้งร่างมีประกายสายฟ้าสีม่วงอมฟ้าแลบแปลบปลาบ แววตาที่จ้องมองมานั้นราวกับสายฟ้าที่พร้อมจะผ่าทะลวงเมฆหมอกอันมืดมิดให้แหลกสลาย
เฉินเสียงขบกรามกรอด เขากำลังจะอ้าปากพูด ทว่าจู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ไอหยินพิฆาตทั้งหมดในคฤหาสน์พากันไหลย้อนกลับเข้ามาในร่างของเขา พวกมันราวกับมีชีวิตและมีสติสัมปชัญญะเป็นของตัวเอง พวกมันอ้าปากกว้างโชว์เขี้ยวแหลมคมแล้วเริ่มกัดกินผิวหนังของเฉินเสียงอย่างตะกละตะกลาม
เฉินเสียงอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ชะ... ช่วยด้วย..."
ทว่าความเร็วในการกัดกินของไอหยินนั้นรวดเร็วเกินจินตนาการ เพียงไม่กี่อึดใจ เลือดเนื้อและกระดูกของเฉินเสียงก็ถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่ซาก
เฉินสือเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวพลางจ้องมองกลุ่มก้อนไอหยินนั้นเขม็ง
พริบตาต่อมา ใบหน้าของภูตผีก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันสีดำ มันใช้ไอหยินพิฆาตประกอบสร้างเป็นเสื้อคลุมยาว และในที่สุดมันก็กลายร่างเป็นวิญญาณร้ายขั้นสมบูรณ์
สภาวะวิญญาณร้ายสิงสู่ร่วมร่าง หากไม่เป็นฝ่ายกลืนกินก็ต้องถูกกลืนกินเสียเอง และจุดจบของการใช้วิชานี้ ส่วนใหญ่ผู้ใช้มักจะไม่ได้ตายดีเสมอ
"ไอ้สวะชั้นต่ำ... สุดท้ายมึงก็ต้องพึ่งพาพลังของข้าอยู่ดี... วางใจเถอะ ร่างกายที่มึงอุทิศให้ ข้าขอรับไว้ด้วยความเต็มใจ ส่วนความปรารถนาของมึง ข้าจะเป็นคนทำให้มันเป็นจริงเอง"
สิ้นเสียงสะท้อนอันน่าขนลุก ใบหน้าภูตผีก็สะบัดชายเสื้อคลุมเบาๆ
พริบตาเดียว กลุ่มควันไอหยินที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวก็กรีดร้องเสียงแหลมแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่เฉินสืออย่างบ้าคลั่ง
"ต่อให้แกจะเป็นตัวบ้าอะไร ฉันก็จะอัดแกให้น่วมอยู่ดี!"
เฉินสือกำหมัดแน่นแล้วพุ่งตัวเข้าปะทะกับกลุ่มไอหยินนั้นตรงๆ
"ค่ายกลหลีหั่ว... พิทักษ์"
เสียงใสกระจ่างดังขึ้นพร้อมกับม่านพลังแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเฉินสือ กลุ่มควันไอหยินที่พุ่งเข้ามาปะทะถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา
"ทำได้ดีมาก ที่เหลือตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง"
"อาจารย์!"
เฉินสือยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจเมื่อได้รับคำชม เขาหันขวับกลับไปมอง ทว่ากลับเห็นเพียงชายเสื้อของอวิ๋นจื่อฝานที่สะบัดพลิ้วไหว
วินาทีนั้นอวิ๋นจื่อฝานได้เหินร่างทะยานขึ้นสู่กลางอากาศและพุ่งตรงเข้าไปหาวิญญาณร้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
[จบแล้ว]