- หน้าแรก
- การปราบวิญาณทั่วโลกฉันมีวิญาณนับล้านอยู่ในตัวฉัน
- บทที่ 49 ความสงสัย
บทที่ 49 ความสงสัย
บทที่ 49 ความสงสัย
"คุณป้าครับ ทำอะไรน่ะ!"
หลินโม่ทิ้งกระเช้าผลไม้แล้วรีบเข้าไปพยุงอันเหยียนทันที
แต่มือที่ผอมแห้งเหี่ยวเฉาของอันเหยียนกลับมีพละกำลังมหาศาลอย่างน่าตกใจ
เธอกุมแขนของหลินโม่ไว้แน่น ดวงตาที่ฝ้าฟางจ้องมองเขาเขม็ง "เธอคือ..."
"ผมเป็นเพื่อนของอันหรานครับ! ผมชื่อหลินโม่!"
หลินโม่รู้สึกเจ็บแปร๊บที่แขนจากแรงบีบ เขาคิดในใจว่า "ยายแก่คนนี้แรงเยอะชะมัด"
"เธอแซ่หลิน! ใช่... ใช่จริงๆ ด้วย!"
อันเหยียนพึมพำกับตัวเอง น้ำตาไหลนองหน้า ริมฝีปากสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
"คุณป้ารู้จักผมเหรอครับ?"
หลินโม่เลิกคิ้วสงสัย
"รู้จัก!"
อันเหยียนตอบเสียงเบา แต่แล้วจู่ๆ เหมือนเธอนึกอะไรบางอย่างได้จึงรีบส่ายหัวรัวๆ!
เธอพูดออกมาด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อยว่า "ไม่รู้จัก! ฉันไม่รู้จักเธอ เราไม่เคยเจอกัน!"
"หือ?"
หลินโม่ทำหน้าไม่อยากเชื่อ
เห็นผมเป็นคนโง่ที่หลอกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?
บรรยากาศซาบซึ้งเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา ใครเห็นท่าทางแบบนี้ก็ต้องรู้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากันทั้งนั้น!
“ฉัน... ฉันได้ยินมาจากอันหรานน่ะ ยัยหนูบอกว่ามีเพื่อนแซ่หลินคนหนึ่ง!”
อันเหยียนพยายามอธิบายอย่างอ่อนแรง “ฉันเลยเดาว่าเป็นเธอ!”
“อ้อ! อย่างนั้นเองเหรอครับ?”
หลินโม่ยังคงระแวงแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
เขาช่วยพยุงอันเหยียนขึ้นพลางบอกว่า “ให้ผมพยุงคุณป้าไปที่เตียงเถอะครับ คุกเข่าแบบนี้มันดูแปลกๆ!”
อันเหยียนพยักหน้าอย่างกระดากอาย ยอมให้หลินโม่พยุงขึ้นเตียง
ทันใดนั้นเธอก็คว้าตัวหลินโม่ไว้อีกครั้ง เหลียวมองไปข้างหลังเขาแล้วกระซิบถาม “ตอนเข้ามา ไม่มีใครตามเธอมาใช่ไหม?”
“ไม่เห็นมีใครนะครับ คุณป้าดูเครียดๆ นะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
หลินโม่ส่ายหัว
ตอนแรกเขาคิดว่าแค่มาเยี่ยมไข้ธรรมดา แต่เห็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนคนเป็นโรคประสาทของอันเหยียนแล้ว เขารู้สึกว่าต้องมีเรื่องใหญ่ซ่อนอยู่แน่ๆ
“ฉันมีเรื่องบาดหมางกับสำนักงานความมั่นคงน่ะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดว่าเราเกี่ยวข้องกันแล้วเธอจะเดือดร้อนไปด้วย!”
อันเหยียนกระซิบ
เสียงของเธอเริ่มแผ่วลงอีกครั้ง ราวกับว่าการพบกันครั้งนี้สูบพลังงานของเธอไปจนหมด
แต่เธอก็ยังจ้องหน้าหลินโม่ไม่วางตา เหมือนว่าสีหน้าของเธอกำลังเล่าเรื่องราวบางอย่างออกมา หลินโม่รู้สึกอึดอัดภายใต้สายตานั้น จึงหยิบแอปเปิลขึ้นมาเริ่มปอกแก้เขิน
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ หลินโม่ก็ยื่นแอปเปิลที่ปอกได้ค่อนข้างเละให้อันเหยียน
อันเหยียนรับไปอย่างเกรงใจแล้วกัดคำเล็กๆ อย่างระมัดระวัง
หลินโม่เล่าอาการบาดเจ็บของอันหรานให้ฟังตามตรง พร้อมเสริมว่าเขาจะดูแลเธออย่างดีและรักษาเธอให้หายแน่นอน
แต่อันเหยียนกลับทำเพียงพยักหน้า
เธอดูเหมือนคนใจลอย
เรื่องนี้ทำให้หลินโม่แปลกใจ ลูกสาวเจ็บหนักขนาดนั้นแต่แม่กลับดูไม่ค่อยเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าที่ควร
เขาเลยลองย้ำอีกครั้งว่า "อาการของอันหรานหนักเอาการเลยนะคร้บ"
"อืม..."
อันเหยียนกัดแอปเปิลเงียบๆ เหมือนไม่สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่
เธอก้มหน้าลงราวกับมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าอาการบาดเจ็บของลูกสาวให้ต้องคิด
หลังจากเงียบไปนาน ในที่สุดเธอก็เอ่ยปาก "พ่อแม่ของเธอสบายดีไหม?"
"สบายดีมาก! เพิ่งปลูกข้าวเสร็จไปหลายสิบไร่แป๊บเดียวเอง!"
"อ้อ จะว่าไป คุณป้ากับแม่ของผมก็แซ่อันเหมือนกันเลยนะครับ!"
หลินโม่ตอบพร้อมยิ้มบางๆ
"เธอ... แม่ของเธอแซ่อันเหมือนกันเหรอ? ท่านชื่ออะไร?"
อันเหยียนโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนจะมีแรงขึ้นมาทันที
“แม่ชื่ออันซวงครับ!”
หลินโม่ตอบ
“อันซวง!”
ดวงตาที่ฝ้าฟางของอันเหยียนสั่นไหวเล็กน้อย
แต่วินาทีต่อมาก็กลับคืนสู่ความสงบ
การเปลี่ยนสีหน้าของเธอนั้นรวดเร็วมาก คนทั่วไปยากจะสังเกตเห็น
แต่หลินโม่ที่มีเนตรโลหิตมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างชัดเจน
“คุณป้ารู้จักแม่ของผมเหรอครับ?”
หลินโม่ลองหยั่งเชิงถาม
“ไม่รู้จัก! ฉันแค่รู้สึกว่าคนแซ่อันมีไม่เยอะ พอรู้ว่าแม่เธอแซ่อันเหมือนกัน เลยรู้สึกเหมือนเป็นญาติสนิทน่ะ!”
อันเหยียนฝืนยิ้ม
แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หลินโม่รู้สึกไม่สบายใจ
ทว่าในเมื่อเธอไม่ยอมพูด เขาก็ไม่สามารถไปคาดคั้นเอากับคนป่วยได้ จึงไม่ได้ถามอะไรต่อ
...
ในขณะเดียวกัน เกาซือซือและเพื่อนอีกสองคนมาถึงโรงพยาบาลแล้ว
พวกเขาโชว์ตราสัญลักษณ์สำนักงานความมั่นคงและหาห้องที่หลินโม่มาเยี่ยมเจอได้อย่างรวดเร็ว
เกาซือซือรีบรายงานเรื่องนี้ไปยังหน่วยเหนือทันที
เกาหลงเฉินที่กำลังสอบปากคำนักโทษอยู่ที่สำนักงานใหญ่ถึงกับนั่งไม่ติด
"โรงพยาบาลซีหัว! อันเหยียน!"
"ในที่สุดมันก็หลุดพิรุธออกมาจนได้!"
เกาหลงเฉินร้อนรนรีบนำคนบึ่งรถไปที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง
...
ทางด้านหลินโม่เยี่ยมไข้เสร็จพอดี
เขาออกไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ค้างอยู่ของอันเหยียน และจ่ายล่วงหน้าให้อีกสามเดือน
เมื่อจัดการเสร็จเขาก็เดินออกจากโรงพยาบาลด้วยความโล่งอก ตั้งใจจะกลับมหาวิทยาลัย
คืนนี้เขาจะไปที่ป่าช้าต้องสาปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อหาเรื่องตายอีกรอบ
แต่พอพ้นประตูโรงพยาบาล พ่อก็โทรเข้ามาพอดี
"ลูก พ่อถึงเมืองปินไห่แล้วนะ มารับหน่อยสิ!"
เสียงตื่นเต้นดังมาจากปลายสาย
"โธ่พ่อ ผมบอกแล้วไงว่าอย่ามา! ที่นี่มันไม่ปลอดภัย!"
หลินโม่พูดอย่างพูดไม่ออก
"ไม่ปลอดภัยอะไรกัน? ใครจะมาทำอะไรชาวนาอย่างพ่อได้!"
"เฮ้ยไอ้ลูกชาย รีบมาสถานีรถไฟเลย พ่อหิ้ววอลนัทมาสองตะกร้าหนักจะแย่อยู่แล้ว!"
หลินหลานบ่นกระปอดกระแปด
"ก็ได้ๆ ครับ!"
หลินโม่วางสายอย่างจนปัญญา
เขารีบจากไปเพียงไม่กี่นาที รถของสำนักงานความมั่นคงก็มาถึง
เกาหลงเฉินวิ่งขึ้นบันไดไป
เขาถีบประตูห้องพักของอันเหยียนจนกระเด็น
ภายในห้อง อันเหยียนกำลังใช้ทิชชู่เช็ดหน้าเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา
"แกเจอหลินโม่แล้วใช่ไหม? มันคือไอ้ลูกนอกสมรสของสำนักปิดผนึกมารใช่ไหม!"
เกาหลงเฉินคว้าคอเสื้ออันเหยียนกระชากตัวเธอขึ้นมา
"พูดเรื่องบ้าอะไรของแก!"
"ฉันว่าแกมันเป็นบ้าไปแล้ว เจอใครก็ยัดข้อหาว่าเป็นคนของสำนักปิดผนึกมารไปหมด!"
อันเหยียนสีหน้าไม่เปลี่ยน เธอถ่มน้ำลายใส่หน้าเกาหลงเฉินเต็มแรง
"นังแพศยา!"
เกาหลงเฉินคำรามด้วยโทสะ ตบหน้าอันเหยียนฉาดใหญ่
แรงตบทำให้หน้าอันเหยียนกระแทกผนัง เลือดกำเดาไหลออกมาทันที
"ถ้ามันไม่ใช่ลูกหลานสำนักปิดผนึกมาร แล้วแกจะร้องไห้ทำไมตอนเจอหน้ามัน!"
"พวกแกติดต่อกันมาตลอดเลยใช่ไหม! บอกมาเดี๋ยวนี้!"
เกาหลงเฉินกระชากอันเหยียนลงจากเตียง แล้วใช้รองเท้าหนังหนาๆ เหยียบลงบนหน้าอกเธอ
"มันมาบอกฉันว่าแกซ้อมลูกสาวฉันปางตาย ฉันจะร้องไห้ไม่ได้เลยหรือไง?"
"ไอ้สารเลว แกทำร้ายได้แม้กระทั่งลูกสาวตัวเอง! แกมันยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!"
อันเหยียนกรีดร้องเสียงแหบพร่า
"ลูกที่เกิดจากนังแพศยาอย่างแกน่ะเหรอจะคู่ควรเป็นลูกสาวของฉัน!"
"บอกมาเดี๋ยวนี้! ไอ้คนนั้นคือทายาทสำนักปิดผนึกมารใช่ไหม?"
เมื่อเห็นอันเหยียนเงียบ เกาหลงเฉินก็แค่นยิ้มเยาะ "แกคิดจะปกป้องพวกมันงั้นเหรอ? ถ้างั้นตอนแรกแกจะหักหลังมกุฎราชกุมารของอาณาจักรเฟิงหมอไปทำไมล่ะ?"
เขาออกแรงเหยียบลงไปอีกจนอันเหยียนแทบจะหายใจไม่ออก
เขามองดูอันเหยียนที่นอนพะงาบๆ เหมือนหมาตายแล้วเย้ยหยันว่า "แกคงไม่รู้สินะว่าไอ้มกุฎราชกุมารนั่นมันทรมานแค่ไหนก่อนตาย มันไม่เชื่อจนวินาทีสุดท้ายเลยนะว่าแกเป็นคนหักหลังมัน!"
อันเหยียนที่ฝืนทนมาตลอด ในที่สุดก็สติแตกเมื่อได้ยินคำนั้น
น้ำตาผสมเลือดไหลออกจากดวงตา เธอร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้น
"หลินโม่นั่นคือลูกชายของมกุฎราชกุมารใช่ไหม?"
"แค่บอกมา แล้วฉันจะดูแลแกเหมือนเมื่อก่อน!"
เกาหลงเฉินกระชากร่างที่พังทลายของอันเหยียนขึ้นมาถามด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
"ตอนนั้นพระมเหสีพามกุฎราชกุมารกับองค์หญิงเผาตัวตายไปแล้ว แกไม่ได้เบิ่งตาดูหรือไง?!"
"ถ้าแกอยากจะฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อปั้นผลงาน ก็ไม่ต้องหาข้ออ้างเยอะหรอก!"
"แคก! ถุย!"
เลือดผสมน้ำลายพุ่งออกจากปากอันเหยียนใส่หน้าเกาหลงเฉินอีกครั้ง
"นังแพศยา!"
เกาหลงเฉินเช็ดหน้าอย่างเย็นชาแล้วเริ่มลงมือซ้อมอันเหยียนต่อ
ในตอนนั้นเอง หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตู
"พ่อคะ ผู้หญิงคนนี้บอกว่าพ่อมีลูกสาวอีกคน เป็นเรื่องจริงเหรอ?"
เกาซือซือที่ยืนฟังอยู่หน้าห้องเดินเข้ามา ดวงตาที่เย็นชาจ้องเขม็งไปที่เกาหลงเฉิน
ได้ยินดังนั้น เกาหลงเฉินก็ชะงักมือแล้วหันกลับมามองด้วยความตกใจ