- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 117 ดูหนัง
บทที่ 117 ดูหนัง
บทที่ 117 ดูหนัง
รถสปอร์ตซีดานสีชมพูราคาสูงคันหนึ่ง จอดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาล ตัวถังพ่นลวดลายการ์ตูนสไตล์สองมิติเอาไว้
เพราะบริเวณนี้มีผู้คนพลุกพล่าน สายตาของคนรอบข้างจึงอดไม่ได้ที่จะหันมามองรถคันนี้
อวี๋เจ๋อจึงทำได้เพียงพยายามบังใบหน้าเอาไว้ให้มากที่สุด วิ่งเหยาะ ๆ ไปเปิดประตูแล้วรีบนั่งลงบนเบาะผู้โดยสารด้านหน้า สีหน้าที่แสดงออกเต็มไปด้วยความรังเกียจ
คนที่ขับรถก็คือรุ่นน้องผู้หญิงจากเมืองหลวง เธอก็เป็นคนของสำนักงานสอบสวนแห่งเมืองหลวงเช่นกัน อายุยังน้อยกว่าเขาเสียอีก ถึงขั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ
เธอเหยียบคันเร่งมิดทันที อาศัยทักษะการขับขี่ชั้นยอดและสายตาอันเฉียบคม หลบหลีกรถบนถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะขับออกจากเมืองหมิงหวังผ่านเส้นทางพิเศษ
ถนนนอกเมืองกว้างขวางมากและแทบจะไม่มีรถวิ่ง เมื่อหมดความสนุกจากการขับรถด้วยตนเอง รุ่นน้องก็สลับไปใช้โหมดขับขี่อัจฉริยะทันที การเดินทางที่เหลือจึงปล่อยให้ระบบจัดการแทน
เบาะของเธอกับอวี๋เจ๋อเอนลงไปด้านหลังแล้วเลื่อนจมเข้าไปในส่วนของโครงฐานรถ ทำให้พื้นที่ภายในรถกว้างที่สุด พร้อมกันนั้นจอโปรเจกชันก็ลดระดับลงมา
ทั้งห้องโดยสารจึงกลายเป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัว
รุ่นน้องไม่ได้รีบเปิดอนิเมะหรือหนังทันที แต่กลับหยิบชานมไข่มุกออกมาจากตู้เย็นในรถก่อน ดูดไปพลางถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“พี่ชาย คนคนนั้นเป็นยังไงบ้างคะ? แย่มากไหม เพิ่งออกภารกิจก็โดนหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลเลย? หรือสุดท้ายต้องพึ่งพี่ถึงจะหนีออกมาได้?”
“แข็งแกร่งมาก”
เมื่อได้ยินคำประเมินนี้ หูของรุ่นน้องแทบจะตั้งขึ้นทันที
“หืม?! พี่ชาย หนูได้ยินคำว่า ‘แข็งแกร่งมาก’ จากปากพี่จริง ๆ เหรอคะ? ถ้าเก่งขนาดนั้น ทำไมถึงนอนอยู่โรงพยาบาลล่ะ? พี่ก็เพิ่งมาที่นี่ไม่กี่วันเอง เมืองหมิงหวังที่อยู่ชายขอบแบบนี้ ตามเหตุผลแล้วไม่น่าจะมีอะไรอันตรายมากนี่นา”
“เธอที่โตมาอยู่แต่ในเมืองหลวงตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าไม่รู้สถานการณ์ภายนอก
การลุกลามของ ‘มุมมืด’ ตอนนี้ไม่สามารถใช้แนวคิดแบบเดิมมาตัดสินได้อีกแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ทั่วประเทศก็คล้ายกันหมด เพียงแต่เมืองหลวงยุ่งยากกว่านิดหน่อยเท่านั้น
สิ่งที่เจอครั้งนี้ค่อนข้างพิเศษ ต่อให้เป็นฉันผมไปจัดการคนเดียวก็ต้องใช้เวลามากทีเดียว ฉันคาดว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับองค์กรมนุษย์เทียมด้วย แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับฉัน
คนบ้านเดียวกันคนนั้นไม่เลวเลย ทั้งที่เพิ่งกลายเป็น ‘ผู้เชื่อมต่อ’ ได้ไม่ถึงสามเดือน กลับสามารถใช้ความสามารถพื้นฐานได้อย่างชำนาญแล้ว แม้แต่ความสามารถอนุพันธ์บางอย่างที่ไม่ควรจะปรากฏเร็วขนาดนี้ก็ยังใช้ได้”
“พี่ชาย แล้วพี่คิดว่า ‘โลกที่เชื่อมต่อ’ ของเขาน่าจะอยู่ระดับไหนคะ?”
“A”
“หา?!!”
ร่างของรุ่นน้องสั่นสะท้านทันที ไข่มุกหลายเม็ดแทบพุ่งออกมาจากปาก
“อย่างน้อยก็ระดับ A ล่ะนะ ส่วนจะเป็นระดับไหนแน่ ต้องรอให้เขาไปถึงเมืองหลวงก่อนถึงจะรู้”
“พี่ชาย พี่ประเมินจากอะไรเหรอคะ? เล่าให้หนูฟังหน่อยได้ไหม? เขาเก่งขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ!”
อวี๋เจ๋อล้วงของบางอย่างที่ห่อไว้ด้วยยันต์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ภายในเหมือนจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่
แม้รุ่นน้องจะค่อย ๆ แกะยันต์อย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังถูกของข้างในทิ่มเข้าเล็กน้อย…
โอ๊ย! ความเจ็บปวดรุนแรงกับความร้อนแผดเผาทำให้เธอร้องออกมาทันที
ลวดเหล็กมีหนามเส้นหนึ่งยังคาอยู่ข้างใน แค่แตะโดนเบา ๆ ก็ทำให้เกิดความเจ็บปวดราวกับถูกแทงทวีคูณ และไม่สามารถระงับได้ผ่านประสาทสัมผัส
“นี่มัน…ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเจอมาก่อนเลย โลกแบบไหนกันแน่คะ พี่ชายเคยสัมผัสมาก่อนไหม?”
“ไม่ เคยรู้แค่ว่ามันไม่ใช่โลกที่ดีอะไร”
“แล้วนิสัยของเขาเป็นยังไงคะ?”
“เกลียดทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ‘มุมมืด’ อย่างสุดขั้ว เสพติดการฆ่า แต่บนพื้นฐานนั้น เขาก็มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองที่ยอดเยี่ยม ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และใส่ใจเพื่อนร่วมทีม
ความสามารถในการสำรวจสิ่งที่ไม่รู้จัก ตอนนี้น่าจะได้คะแนนประมาณระดับ C ถึง B
แต่ฉันเชื่อว่าเขายังเติบโตได้อีก
ตอนนี้คนบ้านเดียวกันขอฉันยังมีพันธะมากเกินไป ยังไม่เหมาะจะไปเมืองหลวงโดยตรง
ต้องให้เวลาส่วนตัวเขาอีกสักหน่อย ถึงเวลานั้นเขาก็จะไปเอง
เฮ้อ…ยังหนุ่มจริง ๆ เพิ่งอายุครบสิบแปดก็ทำได้ขนาดนี้แล้ว จู่ ๆ ฉันก็เริ่มกลัวว่าถ้าเขามาเมืองหลวงจริง ๆ จะมาแย่งความโดดเด่นของฉันไป”
ดวงตาของรุ่นน้องเบิกกว้างกลมโต ราวกับกำลังเปล่งประกาย
“พี่ชาย ทำยังไงดีคะ? จู่ ๆ หนูอยากหันรถกลับไปโรงพยาบาลเพื่อไปดูคนนั้นเลย”
“อย่าไปรบกวนการพักผ่อนของคนอื่น”
“อ้อ งั้นเราดูอนิเมะกันเถอะ ช่วงนี้มีเรื่องใหม่ที่ดีมากเลยนะ”
“เธอดูเองเถอะ ฉันขอนอนสักหน่อย…รู้สึกค่อนข้างเหนื่อย”
อวี๋เจ๋อแปะยันต์สงบจิตลงบนหน้าผาก จากนั้นก็เอนตัวหลับทันที ต่อให้เปิดเสียงดังแค่ไหนก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่หูของเขาได้เลยเลย แถมยังช่วยให้สมองฟื้นตัวได้รวดเร็วและยืดเวลาการหลับลึกอีกด้วย
รุ่นน้องแลบลิ้นเล็กน้อย สุดท้ายก็เลือกเปิดการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่มีแกะเป็นธีมหลัก
……
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป
หลัวตี้ทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลในเวลาหกโมงเย็น ส่วนเรื่องไปรายงานตัวที่สำนักงานสอบสวนจะเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้
เพราะคืนนี้เขามีแผนอย่างอื่น
หลัวตี้กับแอนนามาถึงย่านการค้าของเมืองหมิงหวัง แล้วแยกย้ายกันไปคนละทาง ต่างคนต่างเข้าไปสั่งอาหารในร้านต่าง ๆ จากนั้นก็บรรจุใส่กล่องใส่อาหารแบบรักษาอุณหภูมิ ดูเหมือนตั้งใจจะซื้อกลับไปกินที่บ้าน
พิซซ่าหลากหลายแบบ ออมเล็ต ข้าวปั้นทอด ลูกชิ้น เนื้อ สปาเกตตีซีฟู้ด และของกินเล่นอีกหลายชนิด ถูกซื้อมาอย่างละเล็กอย่างละน้อย
หลังจากนั้น ทั้งสองก็หาอยู่พักใหญ่ กว่าจะเจอร้านขายแผ่นภาพยนตร์ที่เดี๋ยวนี้หาได้ยาก
เพราะประสบการณ์จากเหตุการณ์ครั้งนี้ หลัวตี้จึงตั้งใจมาซื้อแผ่นลิขสิทธิ์แท้โดยเฉพาะ และในโซนภาพยนตร์คลาสสิก เขาก็พบกับสิ่งที่เรียกว่า “Saw ชุดเกมตัดต่อตาย” อย่างรวดเร็ว
“หลัวตี้ ฉันว่าดูแค่ภาค 1 กับ 2 ก็พอแล้วนะ ภาคต่อหลัง ๆ เหมือนจะหลุดโทนไป กลายเป็นหนังเลือดสาดมากกว่า”
“งั้นก็ยิ่งต้องดู”
หลัวตี้หยิบ ตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 10 ใส่ตะกร้าทันที
เรื่องราคานั้นไม่จำเป็นต้องกังวล ต่อให้ใช้เงินที่มีอยู่กับตัวจนหมดก็ไม่เป็นไร เพราะพรุ่งนี้แค่ไปสรุปผลเหตุการณ์ครั้งนี้ที่สำนักงานสอบสวน ก็ต้องได้เงินรางวัลไม่น้อยแน่นอน
ระหว่างทางกลับไปยังไชน่าทาวน์ ทั้งสองยังแวะซื้อบาร์บีคิวชุดใหญ่จากร้านชั้นล่าง ก่อนจะหิ้วอาหารทั้งหมดพร้อมแผ่นหนังกลับมาที่อพาร์ตเมนต์คนโสดที่คุ้นเคย
ปิดประตู
รูดม่าน
ถ้ามียันต์ของอวี๋เจ๋อก็คงจะดีกว่านี้ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็น เพราะหากมีความเคลื่อนไหวที่ไม่ประสงค์ดีอยู่หน้าประตู ลิ้นของหลัวตี้ก็จะรับรู้ได้ทันที
“แอนนา ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ รอฉันออกมาดูหนังด้วยกัน”
“ไม่ต้องห่วง! ก่อนนายออกมา ฉันรับรองว่าจะไม่เปิดอาหารกินก่อน ถึงจะหิวอยู่หน่อยก็เถอะ”
วันนี้เพิ่งถอดเฝือกและออกจากโรงพยาบาล ร่างกายของหลัวตี้จึงมีกลิ่นติดตัว การอาบน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เขาถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด ยืนอยู่หน้ากระจก แล้วมองสำรวจร่างกายของตัวเองอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนหันข้างเพื่อมอง “กระดูกสันหลัง”
กระดูกสันหลังที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังนั้นสงบนิ่ง ราวกับกำลังหลับใหล
เมื่อย้อนคิดถึงตอน “เปิดสันหลัง” ที่บ้านพักคนชรา มุมปากของหลัวตี้ก็ขยับเล็กน้อย
ความรู้สึกในตอนนั้นมันยอดเยี่ยมจริง ๆ
“ดูเหมือนต้องหาเวลาไปที่ ‘โรงพยาบาลที่ห้า’ อีกครั้งแล้ว เรื่องเกี่ยวกับการเปิดสันหลังต้องไปคุยกับฮุคให้ละเอียดหน่อย
ความเจ็บปวดที่เรียนรู้มาจากเขา สามารถเพิ่มความทนทานให้ร่างกายเราได้จริง ๆ และช่วยยืดเวลาการเปิดสันหลังได้ ต่อไปต้องหาเวลาฝึกด้านนี้ให้มากขึ้น
แล้วคุณฮอว์กก็เคยพูดไว้ด้วยว่า ถ้าเราเปิดสันหลังสำเร็จ ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับนรกได้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ เรายังไม่มีสัญญาณของการเชื่อมต่อเลยแม้แต่นิดเดียว
หรือว่าการเปิดสันหลังของเราจะมีปัญหา? กระดูกสันหลังยังพัฒนาไม่เต็มที่งั้นเหรอ?
ช่างเถอะ คืนนี้เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
ระหว่างที่หลัวตี้เดินไปยังห้องอาบน้ำ เขาก็อาศัยกระจกตรวจดูสภาพภายในห้องน้ำไปด้วย เมื่อแน่ใจแล้วว่ามีเพียงตัวเขาอยู่คนเดียว จึงเริ่มเปิดน้ำอาบ
เพราะรีบอยากไปดูหนัง อีกทั้งในหัวก็มีเรื่องให้คิดมากมาย พออาบไปได้ครึ่งทาง หลัวตี้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมหยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน
แต่เมื่อเขาผลักประตูกระจกของห้องอาบน้ำออกมา ก็พบว่าเสื้อผ้าชุดใหม่ถูกพับวางไว้เรียบร้อยบนฝาชักโครกแล้ว
ทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำ เสียงจากโทรทัศน์ก็ลอยเข้ามา
หลัวตี้ไม่ชอบอย่างมากที่มีใครเริ่มดูหนังก่อนเขา แม้แต่โลโก้บริษัทผู้สร้างที่ขึ้นตอนต้นเรื่องก็ไม่ควรพลาด สำหรับเขาแล้ว นั่นคือการให้ความเคารพพื้นฐานที่สุดต่อภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง
พร้อมกันนั้น กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาเป็นระยะ ดูเหมือนแม้แต่อาหารที่ซื้อกลับมาก็ถูกเปิดกินก่อนแล้ว
ตอนที่หลัวตี้ขมวดคิ้ว เตรียมจะถามแอนนาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขากลับพบว่า บนโซฟาในห้องนั่งเล่นมีคนนั่งอยู่แล้ว สองคน
ตรงตำแหน่งที่หลัวตี้เคยใช้วางกล่องทิชชูเป็นประจำ ตอนนี้มี “คนที่สอง” นั่งอยู่ เธอสวมเสื้อยืดผู้ชายไซซ์ใหญ่กับกางเกงกีฬาขาสั้น ซึ่งพูดให้ชัดก็คือ เสื้อผ้าของหลัวตี้
ในมือของเธอถือไม้เสียบเนื้อย่างที่ซื้อจากร้านชั้นล่าง กำลังกัดซี่โครงย่างไปพลาง คุยกับแอนนาอย่างอารมณ์ดี
เมื่อหลัวตี้เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น แอนนาก็ส่งสัญญาณด้วยสายตาและนิ้วมือไม่หยุด บอกเป็นนัยว่าทั้งหมดนี้เป็นความต้องการของผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ ไม่เกี่ยวกับตัวเธอเลย
หลัวตี้เพียงยิ้มอย่างจนปัญญา เขาไม่ได้ย้อนหนังกลับไปตั้งแต่ต้น แต่เดินไปนั่งลงข้างผู้หญิงคนนั้น แล้วตั้งใจดูหนังที่เพิ่งเริ่มฉาย
ทันใดนั้น
ซี่โครงย่างชิ้นหนึ่งที่ถูกแยกออกมาจากไม้เสียบ ถูกคีบด้วยนิ้วสองนิ้ว แล้วยื่นมาที่ปากของเขา
แต่ดูเหมือนหลัวตี้จะถูกฉากเปิดเรื่องดึงความสนใจเอาไว้ จึงไม่มีท่าทีจะอ้าปากเลย
“เฮ้! นายยังเหมือนเดิมเลยนะ… รีบอ้าปากสิ มือฉันยกค้างจนเมื่อยแล้ว”
“อืม”