- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 235 ฉีกร่างหยวนอิง
บทที่ 235 ฉีกร่างหยวนอิง
บทที่ 235 ฉีกร่างหยวนอิง
บทที่ 235 ฉีกร่างหยวนอิง
ทางใต้ของเมืองอวิ๋นหยาง
ลู่หมิงและระดับหยวนอิงแห่งสำนักเทียนเถาเปิดศึกตะลุมบอนกันจนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
บรรพชนสำนักเทียนเถาเมื่อเห็นว่าหนีไม่พ้น จึงกัดฟันตัดสินใจสู้ตายกับลู่หมิง
เมื่อเทียบกับกระบี่บินแล้ว คนสำนักเทียนเถาเชี่ยวชาญการใช้ดาบมากกว่า บรรพชนสำนักเทียนเถาจึงหยิบดาบวิเศษประจำสำนักออกมา ทันใดนั้นอานุภาพทำลายล้างก็พุ่งทะยานขึ้นมหาศาล
ดาบเล่มนี้มีที่มาไม่ธรรมดา เป็นของที่บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเทียนเถาทิ้งไว้ ซึ่งบรรพชนผู้นั้นเคยเป็นผู้ฝึกเซียนระดับแปลงเทพ ดาบเล่มนี้ผ่านการบ่มเพาะจากบรรพชนหลายรุ่นจนก้าวสู่ระดับสมบัติวิเศษชั้นยอด และเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะกลายเป็นอาวุธวิญญาณ
"เคล็ดดาบ... ผ่าสวรรค์!"
บรรพชนสำนักเทียนเถาทุ่มพลังปราณทั้งหมดฟันดาบลงมาที่ลู่หมิง บังเกิดปราณดาบยาวหลายสิบเมตรพุ่งเข้าจู่โจม
"ตูม!"
ร่างของลู่หมิงปรากฏแสงสีทองปกคลุม รับแรงปะทะจากดาบนี้ไปตรงๆ
แสงสีทองแตกสลาย ปราณดาบมลายหายไป ลู่หมิงอาศัยจังหวะนั้นเข้าประชิดตัวอีกครั้ง บรรพชนสำนักเทียนเถาพยายามกวัดแกว่งดาบวิเศษเพื่อสกัดกั้น ทว่ากลับถูกลู่หมิงสลายกระบวนท่าดาบได้ทีละท่าอย่างต่อเนื่อง
"อ๊าก!"
ไม่นานนัก บรรพชนสำนักเทียนเถาก็ส่งเสียงร้องโหยหวน เมื่อแขนของเขาถูกลู่หมิงตะปบเข้าอย่างจังจนเลือดสาดกระจาย และดาบวิเศษก็หลุดมือไป
วิชายุทธ์ของลู่หมิงนั้นล้ำเลิศนัก ในการต่อสู้ระยะประชิด บรรพชนสำนักเทียนเถาไม่ใช่คู่มือเลยแม้แต่น้อย เพียงครู่เดียวเขาก็ต้องพบกับความสูญเสียอย่างหนัก
วิชาพื้นฐานของสำนักเทียนเถานั้นจัดอยู่ในสายคาถา เป็นหลัก วิชาดาบและวิชายุทธ์ส่วนใหญ่ต้องอาศัยการร่ายอาคมประกอบเพื่อแสดงอานุภาพ ดังนั้นในการตะลุมบอนระยะประชิดจึงเสียเปรียบอย่างยิ่ง
"ดาบ จงกลับมา!"
บรรพชนสำนักเทียนเถาเริ่มลนลาน เขากระตุ้นสัมผัสวิญญาณหมายจะเรียกดาบวิเศษกลับมา ทว่าในจังหวะที่ดาบกำลังจะพุ่งขึ้น ลู่หมิงกลับคว้าโอกาสไว้ได้ เขาฟาดฝ่ามือเดียวส่งดาบกระเด็นไปไกล จากนั้นระดมลูกเตะเข้าใส่บรรพชนหยวนอิงอย่างต่อเนื่องจนอีกฝ่ายกระอักเลือดไม่หยุด
"ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!"
บรรพชนสำนักเทียนเถาตระหนักได้ว่าลู่หมิงไม่เปิดโอกาสให้เขาเอาดาบคืนแน่ เขาจึงตัดสินใจทุ่มสุดตัวอีกครั้งเพื่อแลกชีวิต
ในพริบตาเดียว บรรพชนสำนักเทียนเถาโคจรวิชาลับ ยกระดับพลังกายและพลังวิญญาณขึ้นสู่จุดสูงสุด เขาเริ่มเดิมพันด้วยชีวิต โดยการใช้มหาเวทเผาผลาญอายุขัย
"หึๆ"
ลู่หมิงแค่นยิ้มเย็น เขาหยิบขวดยาขวดหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของแล้วดื่มลงไปทันที
จากนั้นกลิ่นอายพลังของลู่หมิงก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน อยากแลกชีวิตงั้นหรือ? คิดว่ามีแต่เจ้าที่ทำได้หรืออย่างไร ลู่หมิงในฐานะหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของเมืองเจียง เขาย่อมมียาแปลกๆ สารพัดชนิดอยู่กับตัว ยาที่เขาเพิ่งดื่มลงไปมีอานุภาพคล้ายกับมหาเวทเผาผลาญอายุขัย แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก
"ฆ่า!"
ทั้งคู่เข้าห้ำหั่นกันอีกครั้ง ตั้งแต่บนฟ้าลงมาถึงพื้นดิน และจากพื้นดินพุ่งกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า เจิ้งช่าและพวกทำได้เพียงเฝ้าดูอยู่ไกลๆ มิฉะนั้นคงถูกแรงปะทะจากการต่อสู้ฉีกร่างกระจุยไปนานแล้ว
ลู่หมิงเป็นฝ่ายครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน ทว่าการจะจัดการอีกฝ่ายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่างไรเขาก็เป็นถึงบรรพชนระดับหยวนอิง ย่อมมีวิชาคุ้มครองชีวิตมากมาย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบสมบัติวิเศษออกมาใช้ทีละชิ้น ลู่หมิงถึงกับยอมใจ
เขาเกลียดพวกเศรษฐีแบบนี้ที่สุด นึกถึงตัวเขาเองสิ เวลาสู้มีเพียงมือและเท้าสองข้าง แต่อีกฝ่ายพอกระบี่บินพังก็เอาดาบออกมา พออาวุธหมดก็มีสมบัติป้องกันสารพัดโยนออกมาไม่ขาดสายราวกับของฟรี เห็นแล้วมันน่าเจ็บใจนัก
แน่นอนว่าตอนนี้บรรพชนหยวนอิงเองก็ปวดใจแทบตาย แม้เขาจะเป็นถึงบรรพชนของสำนัก แต่เงินทองย่อมไม่ได้มีไม่จำกัด สมบัติเหล่านี้เขาใช้เวลาสะสมมานับหลายร้อยปี เพียงศึกเดียวกลับต้องมาวอดวายไปเกือบหมด กลับไปคราวนี้เขาคงกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวแน่นอน
"ศิษย์น้อง รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า!"
เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะหมดตัว บรรพชนหยวนอิงจึงยอมลดเกียรติลง หยิบยันต์สื่อสารออกมาแล้วส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังระดับหยวนอิงอีกคนหนึ่งที่กำลังไปสำรวจเมืองเจียง
"สำนักเทียนเถาไม่ได้มีหยวนอิงแค่คนเดียวสินะ"
เมื่อเห็นยันต์สื่อสาร ลู่หมิงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
หยวนอิงคนเดียวเขาพอจะแลกชีวิตได้ แต่ถ้าสองคนเขาคงไม่ไหวแน่ สู้มาถึงขนาดนี้พลังของเขาก็เหือดแห้งไปมากแล้ว
บรรพชนสำนักเทียนเถาไม่ได้คิดจะเอาชนะอีกต่อไป เขาเพียงต้องการยื้อเวลาไว้เท่านั้น ขอเพียงศิษย์น้องมาถึง พวกเขาย่อมชนะแน่นอน ดังนั้นเขาจึงเน้นการตั้งรับเพียงอย่างเดียว
"แลกเป็นแลก!"
ลู่หมิงตัดสินใจเด็ดขาด ลังเลไม่ถึงสิบวินาทีเขาก็หยิบขวดยาอีกขวดออกมาดื่มลงไป
ทันทีที่ยาลูกนี้เข้าปาก กลิ่นอายพลังของลู่หมิงก็เปลี่ยนเป็นประหลาดล้ำ แม้แต่แสงสีทองที่แผ่ออกมาก็กลายเป็นสีดำสนิท กลิ่นอายแห่งความคลุ้มคลั่งพวยพุ่งออกมาจากตัวเขา
ร่างกายของลู่หมิงเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากชายที่มีรูปร่างมาตรฐานสูงประมาณ 180 เซนติเมตร กลับกลายเป็นยักษ์ปักหลั่นสูงถึง 3 เมตร กล้ามเนื้อทั่วร่างเบ่งบานจนแทบจะระเบิดออกมา
"อ๊าก..."
ลู่หมิงส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมาน ตอนนี้เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว เจ็บยิ่งกว่าการถูกเตะจุดยุทธศาสตร์เสียอีก
ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นโทสะ บัดนี้ลู่หมิงเต็มไปด้วยพละกำลังอันมหาศาล
"จงตายเสีย!"
ลู่หมิงคำรามลั่น ผลข้างเคียงของยาชนิดนี้รุนแรงมหาศาลและมีผลเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เขาต้องรีบสังหารศัตรูเบื้องหน้าให้เร็วที่สุด
"ตูม!"
โล่วิเศษระดับสูงถูกซัดจนแตกพลายด้วยมือเปล่า ลู่หมิงใช้มือข้างหนึ่งทะลวงผ่านโล่เข้าไปคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ได้ จากนั้นก็ยกขึ้นแล้วทุ่มลงพื้นอย่างแรง
เพียงการโจมตีเดียวนี้ บรรพชนหยวนอิงก็ถูกทุ่มจนมึนงงไปหมด ตาพร่าพรายไปสลัวๆ
"ตาย!"
พริบตาต่อมา ลู่หมิงใช้มือข้างหนึ่งจับแขน และอีกข้างหนึ่งจับขาของบรรพชนหยวนอิงไว้ แล้วชูขึ้นเหนือหัว หมายจะฉีกร่างออกเป็นสองซีก
"อ๊าก..."
บรรพชนหยวนอิงส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความสยดสยอง เขาพยายามโคจรพลังปราณอย่างสุดชีวิตเพื่อไม่ให้ร่างกายถูกฉีกกระชากออกไป
........
หอการค้าเป่าหลิง สำนักปี้ไห่โหย่วกง
ใช้เวลาไม่นานนัก หอการค้าเป่าหลิงของเฉินหยางก็เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองปี้ไห่
นั่นเป็นเพราะสินค้าของหอการค้าเป่าหลิงนั้นมีความเสถียรมาก แม้จะไม่มีสินค้าเกรดพรีเมียมออกมาจำหน่าย แต่ก็โดดเด่นด้วยปริมาณสินค้ามหาศาล
แน่นอนว่าที่เฉินหยางสามารถส่งสินค้าได้สม่ำเสมอ เป็นเพราะผีทหารกำลังถูกกดขี่อย่างหนักยิ่งกว่าระบบ 996 เสียอีก แถมยังไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเลยแม้แต่เหรียญเดียว หอการค้าอื่นจะเอาอะไรมาสู้กับเฉินหยางได้
ด้วยเหตุนี้ หอการค้าเป่าหลิงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าราคาถูกและคุณภาพดีในเมืองปี้ไห่
หลังจากที่หอการค้าอื่นส่งคนมาสืบข่าวหลายครั้ง เฉินหยางก็เริ่มลดความโอหังลง และให้ความร่วมมือด้วยการขยับราคาขายขึ้นเล็กน้อย แม้เฉินหยางจะไม่เคยทำธุรกิจ แต่เขาก็รู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า "ขัดลาภผู้อื่น เท่ากับฆ่าบิดามารดาเขา"
เมื่อเห็นเฉินหยางรู้งานเช่นนี้ หอการค้าอื่นๆ จึงไม่ได้หาเรื่องโจมตีโดยตรง
ต่อมาเฉินหยางยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนหอการค้าใหญ่หลายแห่งในเมืองปี้ไห่ด้วยตนเอง ด้านหนึ่งเขาวางท่าทีนอบน้อม อีกด้านหนึ่งก็จงใจแสดงระดับตบะขั้นจินตันออกมาให้เห็น
เรื่องนี้ทำให้หอการค้าหลายแห่งต้องเงียบปากไป ผู้ฝึกเซียนระดับจินตัน แม้อีกฝ่ายจะอ้างว่าเป็นผู้ฝึกตนพเนจร แต่พวกเขาย่อมไม่เชื่อเช่นนั้นแน่นอน
ดังนั้นจนถึงปัจจุบัน หอการค้าเป่าหลิงจึงยังอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่มีใครมาราวี
"นายท่าน ผู้จัดการฝ่ายนอกของสำนักปี้ไห่โหย่วกงมาหาถึงที่เลยเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงระดับสร้างฐาน จึงถือวิสาสะออกไปรับหน้าเขาเองเจ้าค่ะ"
"แล้วเขาว่าอย่างไรบ้าง?"
"เขาอยากร่วมทำธุรกิจกับหอการค้าเป่าหลิงเจ้าค่ะ เพราะราคาขายก่อนหน้านี้ของเรามันต่ำเกินไป ต่ำยิ่งกว่าต้นทุนผลิตของพวกเขาเสียอีก เขาจึงอยากให้เราเป็นผู้ส่งสินค้าประจำให้ทางสำนักเจ้าค่ะ"
"หากไม่มีปัญหาอะไร การร่วมมือกันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างไรเสียจะขายให้ใครก็คือการขายอยู่ดี"
"ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงร่วมมือกับพวกเขาเจ้าค่ะ ทว่านายท่านคงต้องเดินทางไปด้วยตนเองสักรอบ ข้าไม่สะดวกจะเข้าไปในเขตสำนักปี้ไห่โหย่วกงเจ้าค่ะ"
ฉินชิงกล่าว ที่นางกล้าออกมารับหน้าเป็นเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายตบะต่ำจึงมองไม่เห็นร่างที่แท้จริงของนาง ทว่าหากต้องก้าวเข้าสู่เขตสำนักปี้ไห่โหย่วกงจริงๆ นางย่อมไม่กล้าเสี่ยง
"ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะเป็นคนออกหน้าเอง แต่มีเงื่อนไขว่าออเดอร์ต้องใหญ่พอสมควรนะ หากกำไรเพียงเล็กน้อยข้าไม่มีความสนใจหรอก"
"วางใจได้เจ้าค่ะนายท่าน ศิษย์ภายใต้อาณัติสำนักปี้ไห่โหย่วกงมีมากกว่าหกหมื่นคน ความต้องการทรัพยากรระดับล่างนั้นมหาศาลยิ่งนัก ขอเพียงเราส่งสินค้าได้เพียงหนึ่งในสิบของความต้องการทั้งหมด ก็รวยล้นฟ้าแล้วเจ้าค่ะ ทว่าข้าคาดว่าคงต้องมีการจ่ายค่าต๋ง (สินบน) บ้างนะเจ้าคะ"
"เรื่องสินบนน่ะข้ารู้ดี ข้าไม่ใช่พวกหัวแข็งไม่ยอมรับความจริงหรอก"
เฉินหยางพยักหน้า การหาเงินน่ะมันเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็เกลียดข้าราชการกงกิน ทว่าใครๆ ก็ยิ่งเกลียดที่ตนเองไม่ได้เป็นคนโกงกินเสียเอง มันคือวิสัยของมนุษย์ เจ้าไม่เอาข้าไม่เอา แล้วเขาจะก้าวหน้าได้อย่างไร
"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ อีกสองวันนายท่านค่อยเดินทางไปสำนักปี้ไห่โหย่วกงสักรอบนะเจ้าคะ"
"ได้ ฝั่งการผลิตเจ้าคอยกำกับดูแลให้ดี ส่วนผีทหารที่เหลือให้เร่งความเร็วในการคัดเลือก"
เฉินหยางกล่าว ช่วงนี้เขาได้ทำการแบ่งกลุ่มผีทหารใหม่
โดยหลักๆ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือฝ่ายผลิตและฝ่ายต่อสู้
ฝ่ายผลิตมีหน้าที่หลักคือหาเงินให้เฉินหยาง โดยการผลิตสินค้าสารพัดอย่าง ทำงานกันวันละไม่ต่ำกว่ายี่สิบชั่วโมง (007) บัดนี้ผีทหารฝ่ายผลิตต่างพากันทอดถอนใจ กลิ่นอายแห่งความแค้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนธงจักรพรรดิ์มนุษย์ดูหม่นหมองลงไปอีกสามส่วน
ทว่าฝั่งฝ่ายต่อสู้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก แต่ละวันถูกอู๋เฉิงไห่เคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนอย่างหนัก เพราะในอนาคตพวกเขาต้องออกไปแลกชีวิต และอาจกลายเป็นเบี้ยใช้แล้วทิ้งของเฉินหยางได้ทุกเมื่อ
สรุปสั้นๆ คือ ผีทหารเหล่านี้น่าอนาถยิ่งนัก