- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 215 สิ้นสำนักอวี้เฉวียน
บทที่ 215 สิ้นสำนักอวี้เฉวียน
บทที่ 215 สิ้นสำนักอวี้เฉวียน
บทที่ 215 สิ้นสำนักอวี้เฉวียน
ที่นอกสำนักอวี้เฉวียน
การต่อสู้ฝั่งเฉินหยางจบลงด้วยการระเบิดตัวเองของบรรพชนหยวนอิง
ส่วนฝั่งฉินชิงราบรื่นกว่ามาก หยวนอิงที่สูญเสียร่างกายเนื้อไปแล้วย่อมขาดแหล่งพลังงาน ฉินชิงใช้ยุทธวิธีรุมล้อม สูญเสียผีทหารไปไม่ถึงสองร้อยตนก็สามารถผลาญพลังในตัวหยวนอิงจนหมดและจับเป็นได้สำเร็จ
"นายท่าน ทำภารกิจสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ"
"ฉินชิง นังคนทรยศ ไอ้โจรชั่ว..."
ศิษย์พี่ฉียังคงด่าทอฉินชิงไม่หยุด ถูกใครจับได้ไม่ว่า แต่ดันถูกฉินชิงจับได้ เขาแทบจะบ้าตาย ตอนนั้นเขาเป็นคนรับฉินชิงเข้าสำนักแท้ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายต้องมาพินาศด้วยน้ำมือฉินชิง
เฉินหยางไม่เปิดโอกาสให้เขาด่าต่อ จัดการผนึกเขาไว้ทันทีแล้วยัดลงกล่องเก็บไว้
"พวกเจ้าไปดูที่สำนักอวี้เฉวียนสิ ว่ามีดวงวิญญาณหลงเหลือให้เก็บกลับมาบ้างไหม"
เฉินหยางสั่งให้ผีทหารไปทำงานต่อ ฉินชิงรีบนำทีมผีทหารจากไปทันที ส่วนที่เหลือไปรวบรวมซากในสนามรบ ร่างกายระดับหยวนอิงทั้งสองไม่ควรทิ้งไว้ ต่อให้ระเบิดเป็นเศษเสี้ยวก็ต้องเก็บกลับมาให้หมด
ส่วนเฉินหยางบินมุ่งหน้าไปเมืองซู เพราะระหว่างทางเขาสังเกตเห็นว่าในเมืองซูเริ่มเกิดการปะทะกันแล้ว เขาต้องไปช่วย ไม่อย่างนั้นพวกผู้พันฟางอาจจะเสียเปรียบได้
ที่เมืองซูในตอนนี้กำลังเกิดสงครามใหญ่ขึ้นจริงๆ ทว่าผู้พันฟางกลับเป็นฝ่ายถูกกดดัน
สาเหตุนั่นเป็นเพราะเมืองซูก็มีค่ายกลพิทักษ์เมือง พวกมันแกล้งปล่อยให้พวกผู้พันฟางเข้าเมืองมา แล้วจึงเปิดใช้งานค่ายกล ทำให้พวกผู้พันฟางตกเป็นรองทันที
"ทำลายค่ายกลนี่ซะ!" เฉินหยางสั่งการราชาซอมบี้
"โฮก!"
ราชาซอมบี้คำรามลั่น พุ่งเข้าหาเมืองซูทันที มันระดมหมัดเข้าใส่เกราะคุ้มกันของเมืองซูอย่างบ้าคลั่ง เพียงไม่ถึงห้านาทีมันก็ทำลายค่ายกลจนแตกกระจาย
"ฆ่า!"
เฉินหยางบุกเข้าเมือง ใช้กระบี่บินสังหารศัตรู ศิษย์สำนักอวี้เฉวียนทีละคนถูกเฉินหยางสังหารอย่างง่ายดาย
"หลังจากคืนนี้ สำนักอวี้เฉวียนจะถูกลบชื่อออกจากโลกใบนี้"
เฉินหยางนึกในใจ สำนักอวี้เฉวียนไม่มีทางกลับมารุ่งเรืองได้อีกแล้ว บรรพชนหยวนอิงถูกฆ่า ประตูสำนักพินาศสิ้น อย่างมากก็เหลือเพียงศิษย์ที่ประจำการอยู่นอกเมืองไม่กี่คน ซึ่งตบะคงไม่เกินขั้นสร้างฐาน และคนเหล่านั้นคงไม่มีความจงรักภักดีต่อสำนักเท่าไหร่นัก สำนักอวี้เฉวียนไม่มีวันหวนคืนมาได้อีก
"คุณเฉิน!"
"ขอบคุณคุณเฉินที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้!"
คนของกองทัพกบฏเมื่อเห็นเฉินหยางต่างพากันกล่าวขอบคุณ
"ไม่ต้องเกรงใจ รีบทำให้สถานการณ์คงที่โดยเร็ว"
เฉินหยางโบกมือ เมืองซูไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ครั้งนี้มากนัก แต่ยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ยังคงสูงอยู่ดี
"ขอรับ คุณเฉินพูดถูก"
"ตามข้าไปยึดสถานีโทรทัศน์ ประกาศข่าวปลอบขวัญชาวเมือง และบังคับให้ศิษย์สำนักอวี้เฉวียนยอมจำนน สำนักอวี้เฉวียนจบสิ้นแล้ว!"
ผู้พันฟางปฏิกิริยาว่องไว เขาร้องตะโกนและนำกำลังพุ่งไปยังสถานีโทรทัศน์ เพื่อให้ศิษย์สำนักอวี้เฉวียนที่เหลือยอมวางอาวุธ ไม่อย่างนั้นเมืองซูทั้งเมืองอาจจะกลายเป็นเถ้าถ่าน
.........
เมืองซู
เฉินหยางกำลังคุยโทรศัพท์กับสือหยาง สือหยางยืนยันจากทางเฉินหยางได้ว่าสำนักอวี้เฉวียนถูกทำลายลงแล้ว ก็รู้สึกโล่งใจ หากอาวุธขนาดนี้ยังฆ่าระดับหยวนอิงสองคนไม่ได้ หนานตูก็คงต้องเตรียมรับโทสะของพวกมัน
จากนั้นสือหยางตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเกี่ยวกับเมืองซู พวกเขาจะส่งเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ขนทหารห้าร้อยนายพร้อมยุทโธปกรณ์และเสบียงมาที่นี่ เพื่อช่วยพวกผู้พันฟางรักษาความสงบ เมืองซูต้องอยู่ในมือของคนที่จะจงรักภักดีต่อแคว้นเซี่ยเท่านั้น
เมื่อจบการสนทนา ผีทหารจากทุกสายก็ทยอยกลับมา
ทางสำนักอวี้เฉวียนฉินชิงเป็นผู้รับผิดชอบ นางนำดวงวิญญาณกลับมาได้ร้อยกว่าดวง ในจำนวนนั้นรวมถึงวิญญาณของกานซิงเม่าด้วย คราวนี้สามยอดฝีมือขั้นจินตันของสำนักอวี้เฉวียนอยู่ครบแล้ว ไม่เป็นผีทหารก็เป็นผีทาสของเฉินหยาง
ส่วนทางเมืองซู ดวงวิญญาณที่ผีทหารกักขังไว้มีจำนวนมากเกินไปจนนับไม่ไหว ผีทหารหลายร้อยตนขนวิญญาณกลับมาหมื่นกว่าดวง และนี่ยังเก็บไม่หมดด้วยซ้ำ คาดว่าในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้าจะยังมีคนตายอีกจำนวนมาก หนึ่งคือศิษย์สำนักอวี้เฉวียนบางส่วนไม่ยอมจำนน สองคือกองทัพกบฏยังไม่ได้เริ่มทำการชำระแค้น เพราะตลอดหลายปีมานี้ ศิษย์สำนักอวี้เฉวียนได้ทำเรื่องที่สร้างความโกรธแค้นไว้ไม่น้อย
เฉินหยางเพิ่มจำนวนผีทหารของเขาขึ้นเป็นห้าพันตน สั่งให้พวกมันทำงานต่อ และส่งผีทหารไปตั้งค่ายกลโลหิตสกัดที่นอกเมือง เพื่อใช้กลั่นลูกแก้วโลหิตในภายหลัง
เช้าวันต่อมา กำลังพลของหนานตูก็มาถึง เครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ขนคนมาหลายร้อยคน และนี่เป็นเพียงชุดแรกเท่านั้น ต่อไปจะมีทรัพยากรอีกมากมายตามมา
เฉินหยางร่วมกับผู้พันฟางไปต้อนรับกำลังเสริมเหล่านี้ ผู้พันฟางต้องการคนมากจริงๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมากองทัพกบฏมีคนรวมแล้วเพียงพันกว่าคน บุกเมืองซูเสียชีวิตไปหลายร้อย ตอนนี้เขามีกำลังพลไม่ถึงแปดร้อยนาย ไม่อาจควบคุมเมืองซูที่มีประชากรหลายล้านคนได้เลย พื้นที่นอกเมืองก็ยังไม่ได้ยึดคืน
เมื่อมีคนหลายร้อยคนนี้เข้ามาช่วย ผู้พันฟางจึงควบคุมสถานการณ์ในเมืองซูได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเฉินหยางส่งผีทหารไปช่วยผู้พันฟางบุกยึดทรัพย์สินของสำนักอวี้เฉวียนนอกเมืองซู ทรัพย์สินเหล่านี้คือรากฐานสำหรับการฟื้นตัวของเมืองซูในอนาคต จะเสียไปไม่ได้เด็ดขาด
ผู้พันฟางยุ่งจนหัวหมุน ส่วนเฉินหยางนำคนของหนานตูไปยังประตูสำนักอวี้เฉวียน เจ้าหน้าที่วิจัยบางคนต้องการมาเก็บรวบรวมข้อมูล
แคว้นเซี่ยไม่ได้ทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์มานานกว่ายี่สิบปีแล้ว และนี่เป็นการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ครั้งแรก ข้อมูลเบื้องต้นจึงสำคัญมาก
ผ่านไปห้าวันหลังการโจมตี ไฟป่ารอบประตูสำนักอวี้เฉวียนดับลงแล้ว พื้นที่เต็มไปด้วยความพินาศ ประตูสำนักที่เคยงดงามกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง และมีหลุมลึกขนาดยักษ์สามหลุม ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของการระเบิดนิวเคลียร์
"ฉินชิง นำผีทหารไปขุดดูหน่อยสิ เผื่อจะเจอของดีหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่แน่ว่าคลังลับของสำนักอวี้เฉวียนอาจจะยังไม่พินาศไปเสียทั้งหมด"
เฉินหยางสั่งฉินชิง ของดีในสำนักอวี้เฉวียนย่อมมีไม่น้อย ครั้งก่อนที่เขาปล้นชิงไปยังไม่พบที่ตั้งของคลังลับ
"ค่ะนายท่าน แล้วก็ยังมีคลังเงินส่วนตัวของกานซิงเม่าด้วยนะคะ หลายปีมานี้น่าจะยักยอกไปได้ไม่น้อยเลยค่ะ"
"จริงหรือ? งั้นรีบส่งคนไปหาเลย ถ้าเจอข้าจะให้รางวัลอย่างงาม!"
เฉินหยางหัวเราะร่า เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย กานซิงเม่านี่แหละคอรัปชันตัวยง ปีหนึ่งๆ ยักยอกไปอย่างน้อยหลายหมื่นหินวิญญาณ ทำมาหลายสิบปีคงรวยล้นฟ้าแน่นอน
กานซิงเม่าที่อยู่ข้างๆ หน้าเขียวปัด ตอนนี้ความรู้สึกของเขาไม่ต่างจากหลวงจีนเหมี่ยวเชิน กลายเป็นผีทหารของเฉินหยาง ในใจเต็มไปด้วยความอัดอั้นและไม่ยินยอม ทว่ากลับไม่มีทางเลือก ตอนนี้พวกมันแม้แต่จะฆ่าตัวตายยังทำไม่ได้ ต้องอยู่ภายใต้การบงการของเฉินหยางอย่างสมบูรณ์
คนของหนานตูเก็บข้อมูล ผีทหารของเฉินหยางก็ขุดสมบัติกันอย่างกระตือรือร้น และก็เจอของจริงๆ ตลอดทั้งวันหาถุงเก็บของเจอได้ถึงสิบกว่าอัน
พอถึงตอนกลางคืน เฉินหยางก็เปิดถุงเก็บของออกทีละอันเพื่อคัดแยกสมบัติ ที่ล้ำค่าที่สุดคือถุงเก็บของของระดับหยวนอิงทั้งสอง แค่หินวิญญาณอย่างเดียวก็รวบรวมได้หลายแสนก้อน ยังมีของวิเศษอื่นๆ อีกเพียบ
"เจอของดีเข้าให้แล้ว พวกเจ้าคัดแยกกันต่อเถอะ"
เฉินหยางพบบันทึกการเดินทางเล่มหนึ่งจากถุงเก็บของของบรรพชนหยวนอิง เขาจึงส่งมอบหน้าที่จัดการสมบัติที่เหลือให้คนอื่น
บันทึกการเดินทางเล่มนี้เขียนโดยบรรพชนหยวนอิงแซ่ฉี เขาออกเดินทางมาสิบกว่าปี ไปมานับไม่ถ้วน และได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นระหว่างทางไว้ทั้งหมด
"ที่แท้เมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาก็พบหนานตูแล้ว"
หลังจากเปิดดูผ่านๆ ไม่กี่หน้า เฉินหยางก็พบว่าคนผู้นี้เจอหนานตูมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นสำนักอวี้เฉวียนเพิ่งปรากฏสู่โลก จึงไม่ได้คิดจะบุกโจมตี เพียงแค่พำนักที่หนานตูไม่กี่วันเพื่อสืบดูสถานการณ์
"หนานตูมีมาร ลี้ลับและแข็งแกร่ง ปล่อยไว้ก่อนค่อยว่ากันภายหลัง"
ทว่าเมื่อเฉินหยางเห็นเหตุผลที่เขาออกจากหนานตู เขาก็ต้องตกใจ เพราะบรรพชนหยวนอิงแซ่ฉีคนนี้ถูกบีบให้จากมา แถมยังเป็นมารร้ายที่แข็งแกร่งมาก เขาไม่อยากเกิดการปะทะด้วยจึงตัดสินใจจากไป
เรื่องนี้ทำให้เฉินหยางนึกถึงจดหมายที่เฉินเจี๋ยทิ้งไว้ ซึ่งบอกว่าหนานตูมีมาร แต่เฉินหยางกลับไม่พบเบาะแสอะไรเลย แม้จะส่งผีทหารออกตามหามาเนิ่นนานก็ยังไร้ร่องรอย
เรื่องที่ยังคิดไม่ตก เฉินหยางก็ปล่อยวางไปก่อน หากมารร้ายนั่นมีเจตนาร้ายคงลงมือไปนานแล้ว รอให้เขาแข็งแกร่งกว่านี้ค่อยว่ากัน
เขาเปิดอ่านบันทึกการเดินทางต่อ พบว่าบรรพชนหยวนอิงแซ่ฉีได้ลงไปทางใต้ต่อจนรู้เรื่องวัดหลงกู่ เขาถึงขั้นเคยพำนักอยู่ที่วัดหลงกู่นานครึ่งเดือน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระสงฆ์ระดับหยวนอิงรูปหนึ่ง
"ประเทศนอกภพมนุษย์... ที่แท้สำนักต่างๆ ล้วนปรากฏสู่โลกกันหมดแล้ว"
เปิดอ่านไปเรื่อยๆ เฉินหยางพบชื่อสำนักต่างๆ มากขึ้น สำนักใหญ่ๆ ในอดีตเกือบทั้งหมดปรากฏสู่โลกแล้ว แต่กลับไร้ร่องรอยของสำนักชิงอวิ๋น บรรพชนหยวนอิงแซ่ฉีคนนี้ออกตามหามาสิบกว่าปีก็ยังไม่พบที่ตั้งของไท่ซวี่เจินเหรินเลย