- หน้าแรก
- ฟ่านอี หนึ่งเนตรครอบจักรวาล
- ตอนที่ 160 สังหารเซี่ยงเฉวียน
ตอนที่ 160 สังหารเซี่ยงเฉวียน
ตอนที่ 160 สังหารเซี่ยงเฉวียน
ตอนที่ 160 สังหารเซี่ยงเฉวียน
ฟ่านอีได้เตรียมใจไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาแล้ว ว่าย่อมมีผู้ซุ่มซ่อนอยู่ภายใน จึงเลือกใช้พลังสายฟ้าฟาด สังหารผู้บ่มเพาะขอบเขตหลอมรวมขั้นสิบเอ็ดผู้นั้นเสียก่อน
ครั้นเมื่อเขาพบว่าผู้ที่ปรากฏตัวออกมา มีเพียงขอบเขตหลอมรวมขั้นสิบสองเท่านั้น ใจจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ในเมื่ออีกฝ่ายอยู่ขอบเขตเดียวกัน ก็ยิ่งต้องช่วงชิงความได้เปรียบด้านบารมีและแรงกดดันตั้งแต่ต้น
ดังนั้น เขาจึงตัดศีรษะขององครักษ์ตรงหน้า ขว้างไปยังเซี่ยงเฉวียน เพื่อทำลายจังหวะของอีกฝ่าย
เพียงการกระทำนี้ เซี่ยงเฉวียนก็ตกอยู่ในอาการจิตใจปั่นป่วนโดยแท้ ฟ่านอีจึงอาศัยจังหวะนั้น ใช้วิชาสลับห้วง สลับตำแหน่งกับศีรษะครึ่งหนึ่งที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ ปรากฏกายขึ้นข้างกายเซี่ยงเฉวียนราวกับภูตผี
ถัดมา ก็เห็นแสงกระบี่วาบหนึ่ง ฟ่านอีฟันกระบี่ลงตรงศีรษะของเซี่ยงเฉวียนโดยไม่ลังเล
หัวใจของเซี่ยงเฉวียนกระตุกวาบ แผ่นหลังชุ่มเหงื่อในพริบตา ไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง เขากระโจนร่างหลบไปด้านข้างอย่างสุดแรง
ทว่า การโจมตีของฟ่านอีมาเร็วและพิสดารเกินไป แม้เขาจะตอบสนองฉับไว ก็ยังช้ากว่าอยู่เสี้ยวหนึ่ง
พลันเห็นโลหิตพุ่งเป็นสาย แขนซ้ายของเซี่ยงเฉวียนถูกฟันขาดตั้งแต่หัวไหล่ ลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ
อย่างไรก็ดี ก็เพราะความฉับพลันเกินคาดนี้เอง ทำให้ฟ่านอีไม่ทันรวบรวมพลังใช้กระบี่ระเบิดสังหารเต็มกำลัง จึงนับว่าเซี่ยงเฉวียนรอดพ้นจากการตายคาที่ไปได้ชั่วขณะ
“อ๊ากกก!!”
เซี่ยงเฉวียนกุมไหล่ซ้าย กรีดร้องลั่น พลางถอยร่นอย่างบ้าคลั่ง
แต่ยังไม่ทันถอยได้กี่ก้าว ก็รู้สึกว่าลำคอเย็นวาบเล็กน้อย ภาพเบื้องหน้าหมุนคว้างอยู่ชั่วขณะ ก่อนสติจะดับวูบไปสิ้น
เมื่อเซี่ยงเฉวียนล้มลง โถงใหญ่ทั้งแห่งก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกผู้คนต่างถูกวิธีสังหารอันดุดันดุจสายฟ้าฟาดนี้ สะกดจนยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“พวกเจ้ายังยืนอึ้งกันอยู่ทำไมอีก!”
เห็นหลินเหยียนทั้งสี่คนยังคงชะงักอยู่กับที่ ฟ่านอีรู้สึกขัดใจ ตวาดเสียงดังขึ้นทันที
กล่าวจบ ร่างก็ขยับ ฟ่านอีไม่รอให้องครักษ์ขอบเขตหลอมรวมขั้นสิบทั้งสอง ตั้งสติได้ถ้วนถี่ ก็พลันประสานกับตั๊กแตนตำข้าวลายฟ้า แยกกันพุ่งเข้าใส่คนละฝ่าย
ถึงยามนี้ ทุกคนจึงเพิ่งได้สติ
ทว่า เหล่าผู้บ่มเพาะสายมารเหล่านั้น กลับไม่กล้าสู้ต่ออีกต่อไป อาศัยจังหวะที่ฟ่านอีกำลังโจมตีองครักษ์ทั้งสอง ต่างพากันแตกฮือ หลบหนีไปคนละทิศละทาง
สตรีทั้งสี่เห็นดังนั้น จึงค่อยถือสมบัติวิเศษในมือ ไล่ล่าผู้บ่มเพาะสายมารเหล่านั้นต่อไป
องครักษ์ขอบเขตหลอมรวมขั้นสิบทั้งสอง มีหรือจะต้านทานฟ่านอีได้
แม้ทั้งคู่จะทุ่มสุดกำลัง ขว้างยันต์ออกมาป้องกันตนเอง ก็ยังถูกฟ่านอีเก็บเกี่ยวชีวิตไปอย่างง่ายดาย ไม่ต้องออกแรงมากมายแต่อย่างใด
ฟ่านอีมองสตรีทั้งสี่ที่กำลังไล่ล่าผู้บ่มเพาะสายมารอยู่ภายนอก ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเผยความไม่พอใจ
ครู่หนึ่ง ร่างของเขาขยับวูบ ก็ไล่ทันผู้บ่มเพาะสายมารขอบเขตหลอมรวมขั้นเก้าคนหนึ่ง
ผู้บ่มเพาะสายมารนั้น ครั้นเห็นฟ่านอีเข้ามา ก็แทบขวัญแตก ขาอ่อนยวบ คิดจะคุกเข่าขอชีวิต
ฟ่านอีเพียงแค่นหัวเราะเย็น กระบี่ในมือสะบัดวาบ ศีรษะของผู้นั้นก็แยกขาดจากร่างโดยสิ้นเชิง
“ข้าจะไม่ช่วยเจ้าอีก หลินเหยียน จงดูแลตัวเองให้ดี!”
กล่าวจบ ฟ่านอีก็โยนถ้อยคำเย็นชานั้นทิ้งไว้ ก่อนจะกระโจนจากไป ไม่เหลียวมองสตรีทั้งสี่แม้แต่น้อย
เขาได้ช่วยพลิกสถานการณ์ คืนความได้เปรียบให้พวกนางอย่างสมบูรณ์แล้ว หากแม้เช่นนี้ยังไม่อาจเอาชนะได้ ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือต่อไปอีก
ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของฟ่านอี หลินเหยียนกัดริมฝีปากแน่น รู้สึกโทษตนเองยิ่งนัก
นางรู้ดีว่า เป็นเพราะตนก่อนหน้านี้ พลาดโอกาสทองในการสังหารศัตรู จึงทำให้ฟ่านอีไม่พอใจ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงเร่งพลังในมือ พุ่งแทงใส่ผู้บ่มเพาะขอบเขตหลอมรวมขั้นเก้าตรงหน้าอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด
“เฮ้อ เมื่อเทียบกับเขา ข้ายังห่างไกลนัก”
เย่อวิ๋นอิงมองแผ่นหลังของฟ่านอีที่จากไกลไป พึมพำกับตนเองเบาๆ
ยามนี้ เหล่าผู้บ่มเพาะสายมารล้วนคิดเพียงเอาชีวิตรอด
ต่อให้ฟ่านอีจากไปแล้ว พวกมันก็ยังไร้ใจจะต้านทาน ต่างพากันหลบหนีแตกกระเจิง ไม่เหลียวแลสหายที่ถูกสกัดกั้นอยู่แม้แต่น้อย
ในสภาพเช่นนี้ สตรีทั้งสี่ย่อมรุกไล่ดุจไม้ไผ่ผ่าซีก ไม่นานนัก ก็ฟันสังหารผู้บ่มเพาะตรงหน้าล้มลงกับพื้นไปหลายคน
ทว่า ด้วยช่วงเวลาที่ถูกถ่วงไว้ก่อนหน้านั้น เหล่าผู้บ่มเพาะสายมารกลุ่มแรกที่หลบหนีออกไป กลับหายลับไร้ร่องรอยไปนานแล้ว ยากจะตามหาได้อีก
“ศิษย์พี่หลิน ผู้ที่เหลืออยู่ เกรงว่าจะตามไม่พบแล้ว”
อวี้ถงมองไปยังพื้นหิมะไกลออกไป ซึ่งว่างเปล่าไร้รอยเท้า เอ่ยด้วยความไม่พอใจ
“อืม กลับกันเถอะ”
หลินเหยียนพยักหน้าแผ่ว บนใบหน้าไร้ซึ่งความยินดี น้ำเสียงแผ่วต่ำหม่นหมอง
นางยกฟ่านอีไว้เป็นดั่งแบบอย่างมาโดยตลอด วันนี้กลับทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ยิ่งทำให้จิตใจของนางหนักอึ้ง จนไม่เหลืออารมณ์จะอยู่ต่อ
กล่าวจบ หลินเหยียนก็เร่งฝีเท้า มุ่งหน้าออกจากเทือกเขาโดยไม่รอผู้ใด
เห็นเช่นนั้น อีกสามคนก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด ต่างติดตามไปทีละคน
เมื่อวิ่งออกมาได้ระยะหนึ่ง จื่อหวนกลับเร่งฝีเท้าขึ้น ไล่ทันหลินเหยียน แล้วกล่าวว่า
“ศิษย์พี่หลิน ข้ายังมีธุระบางอย่าง ต้องแยกไปก่อน พวกท่านกลับหน่วยทหารพิทักษ์ไปเถิด”
สิ้นคำ นางก็ไม่รอให้หลินเหยียนตอบ กลับกายเปลี่ยนทิศ วิ่งย้อนเข้าสู่ส่วนลึกของเทือกเขาหนาวเย็นสุดขั้วอีกครั้ง
เย่อวิ๋นอิงกับอวี้ถงเห็นดังนั้น จึงคิดจะเข้าไปห้าม ทว่าหลินเหยียนกลับยกมือขวางไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องสนใจนาง ความเอาแต่ใจเช่นนี้ วันหน้าหนีไม่พ้นต้องพบกับความลำบาก!”
ครั้นเห็นทั้งสองยังไม่ตอบ หลินเหยียนจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดขึ้นอีก
“อีกอย่าง หลังจากข้าออกจากหน่วยทหารพิทักษ์แล้ว พวกเจ้าทั้งสองต้องจำให้ขึ้นใจ หากนางยังทำตัวเอาแต่ใจเช่นนี้ในภารกิจอีก ก็จงทิ้งนางไว้ อย่าได้เอาชีวิตของตนไปเสี่ยงเพราะนางเป็นอันขาด!”
“เข้าใจหรือไม่?!”
อวี้ถงกับเย่อวิ๋นอิงเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมา ย่อมเข้าใจความหมายของคำพูดนี้เป็นอย่างดี
ทั้งสองจึงพยักหน้า รับคำพร้อมกัน
ครั้นเห็นทั้งสองรับคำ หลินเหยียนจึงคว้ามือพวกนางไว้ แล้วเร่งรุดมุ่งหน้าออกจากเทือกเขาต่อไป
……
เทือกเขาหนาวเย็นสุดขั้ว ห่างออกไปหลายหลี่
ยามนี้ เว่ยจืออังนั่งเอนกายบนเก้าอี้ ลูบไล้ฝูฉีที่หมอบอยู่บนกาย ใบหน้าเปี่ยมความผ่อนคลาย
สวินหยางซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า คอยจับตาทิศทางปากทางเข้าเทือกเขา พลันขมวดคิ้ว หยิบแผ่นหยกแตกหักชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ
“องค์ชาย ป้ายวิญญาณของเซี่ยงเฉวียนและพวก แตกสลายแล้ว”
สวินหยางถือแผ่นหยก เดินเข้าไปหาเว่ยจืออัง สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย ก่อนก้มตัวรายงาน
“ดี ดี ดี เดิมทีข้าเพียงคิดจะลองหยั่งเชิงฝีมือของมัน ไม่นึกเลยว่ามันจะลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ไม่เหลือทางถอยไว้เลยแม้แต่น้อย!”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเว่ยจืออังก็เปลี่ยนฉับพลัน มือหนึ่งฟาดลงบนที่เท้าแขนของเก้าอี้ออย่างแรง ชิ้นไม้แตกกระจาย กระเด็นออกไปทั่ว
“ไป! พวกเราไปดักรอที่ปากทางเข้าเทือกเขา มันกล้าฆ่าคนของข้า ต่อให้เป็นคนของสำนักชิงอวิ๋น ก็ต้องชดใช้ราคาที่สาสม!”
แววตาของเขาฉายประกายเย็นเฉียบ แสดงท่าทีเจ็บแค้นสุดหัวใจ
“ขอรับ!!”
เหล่าองครักษ์เห็นท่าทีเช่นนี้ ใจพลันอุ่นวาบ ต่างประสานมือรับคำ
พวกเขาล้วนเป็นสหายร่วมงานกับเซี่ยงเฉวียน ครั้นรู้ว่าอีกฝ่ายสิ้นชีพ ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกดุจสุนัขจิ้งจอกคร่ำครวญยามกระต่ายตาย
บัดนี้เห็นนายของตนเดือดดาลถึงเพียงนี้ ยอมถึงขั้นเป็นศัตรูกับสำนักชิงอวิ๋นเพื่อเรื่องนี้ ทุกคนล้วนรู้สึกว่าตนได้พบเจ้านายผู้ควรค่า ความซาบซึ้งจึงเอ่อล้นในใจ
ทว่า พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า การตายของเซี่ยงเฉวียนนั้น แท้จริงแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่เว่ยจืออังวางไว้ตั้งแต่ต้น
มีเพียงการตายของสหายร่วมงานเท่านั้น จึงจะปลุกเร้าจิตสังหารในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชา และทำให้การลงมือของเขาดูชอบธรรมในสายตาผู้อื่น
เพราะหากสังหารคนของสำนักชิงอวิ๋นโดยไร้เหตุ ย่อมทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามองว่าเขาหุนหันพลันแล่นเกินไป เขาจึงต้องใช้ชีวิตของเซี่ยงเฉวียนมาแสดงละคร สร้างเหตุผลอันสมควรให้ตนสังหารฟ่านอีได้
ส่วนว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อเรื่องก่อนนั้น พวกเขาไม่เคยใส่ใจ เห็นว่าเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว
เพราะไม่ว่าจะเป็นในโลกบ่มเพาะ หรือในราชสำนักของพวกเขา ผู้ใดหมัดใหญ่กว่า ผู้นั้นย่อมถูกต้อง จะไปมีเหตุผลอันใดให้ถกเถียงมากมาย
แน่นอนว่า หากเซี่ยงเฉวียนเป็นฝ่ายชนะ เว่ยจืออังก็ย่อมไม่ทำตามคำที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้า ว่าจะไว้ชีวิตฟ่านอี เขาย่อมมีวิธีอื่น จัดการอีกฝ่ายอย่างลับๆ อยู่แล้ว
(จบตอน)