- หน้าแรก
- ระบบพลิกชะตาชีวิตหนุ่มตกอับสู่เทพบุตรสุดเท่
- บทที่ 250 - ทิฐิที่สูงส่ง
บทที่ 250 - ทิฐิที่สูงส่ง
บทที่ 250 - ทิฐิที่สูงส่ง
บทที่ 250 - ทิฐิที่สูงส่ง
"ธุรกิจนี้มัน ... " เถ้าแก่เนี้ยของภัตตาคารตงหยวนเหรินเจียก้าวเท้าเข้าไปในร้านพลันต้องสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
พอมองจากข้างนอกก็ว่าร้านนี้ธุรกิจดีแล้ว
แต่พอได้ก้าวเข้ามาข้างในจริงๆ ถึงได้พบว่ามันไม่ใช่แค่ดีธรรมดา แต่มันดีจนระเบิดระเบ้อไปเลย ภาพที่เห็นตรงหน้าคือแขกเหรื่อเต็มทุกที่นั่งจนไม่มีที่ว่างเหลืออยู่แม้แต่ที่เดียว แถมในโถงทางเดินยังมีคนยืนรอคิวอยู่อีกเพียบ
"ธุรกิจดีขนาดนี้ ทำไมพวกนั้นถึงยังนิ่งนอนใจกันอยู่ได้นะ?" เธอพูดออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
การที่มีร้านหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาเพียงร้านเดียว ย่อมหมายความว่าธุรกิจของร้านอื่นๆ จะต้องได้รับความเสียหายตามไปด้วย
สิ่งที่เรียกว่าการแข่งขันอย่างเป็นธรรมน่ะ มันไม่มีอยู่จริงหรอก
"แถมการตกแต่งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ทำไมถึงมีความรู้สึกแบบ ... " เธอไม่อยากจะยอมรับ แต่มันคือความจริง เพราะที่นี่เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
ความรู้สึกแบบนี้จะมีก็ต่อเมื่อถึงช่วงเทศกาลที่เธอได้กลับบ้านเกิดเท่านั้นถึงจะสัมผัสได้
"พี่สาวครับ มากันกี่ท่านครับ?" พนักงานเสิร์ฟเห็นเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังยืนมองไปรอบๆ จึงรีบเดินเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
"ฉันมา ... คนเดียวจ้ะ" เถ้าแก่เนี้ยขยับแว่นกันแดดพลางตอบกลับ
พนักงานเสิร์ฟมองดูแขกที่มีท่าทางแปลกๆ คนนี้แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก "ถ้าอย่างนั้นคุณพี่อาจจะต้องรอสักครู่นะครับ ตอนนี้ยังไม่มีโต๊ะว่างเลยครับ"
"งั้นฉันสั่งอาหารกลับบ้านได้ไหมจ๊ะ?" เถ้าแก่เนี้ยรีบเสนอขึ้นมาทันที
เธอไม่ได้ตั้งใจจะมานั่งทานอาหารที่นี่จริงๆ หรอก อีกอย่างพอมองสำรวจไปรอบๆ นอกจากความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านแล้ว การบริการหรือส่วนอื่นๆ ก็ดูปกติดีทุกอย่าง
สิ่งที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียวคงหนีไม่พ้นรสชาติอาหารนั่นแหละ
หรือว่าที่นี่จะมีเมนูพิเศษอะไรกันแน่?
"ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมนำเมนูมาให้ครับ" พนักงานเสิร์ฟพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มพลางรีบไปหยิบเมนูมาให้ทันที
บนเก้าอี้พลาสติกหน้าประตูร้าน เถ้าแก่เนี้ยนั่งลงพลางจ้องมองเมนูในมืออย่างละเอียด
"ไม่ใช่สิ ... ก็มีแต่เมนูธรรมดาทั่วๆ ไปทั้งนั้นเลยนี่นา!"
ไม่มีอาหารทะเลสดๆ หรูหรา และไม่มีเมนูสูตรลับเฉพาะอะไรเลย ทั้งหมดเป็นเมนูที่พบเห็นได้ทั่วไปตามภัตตาคารในเมืองอิ่งไห่ ไม่มีอะไรพิเศษสักนิดเดียว
"เมนูแค่นี้ จะปรุงให้ออกมาวิเศษเลิศเลอขนาดนั้นได้ยังไง?"
เธอพึมพำในใจพลางเงยหน้ามองพนักงานเสิร์ฟที่ยืนรออยู่ข้างๆ ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะถามออกมา "ร้านพวกเธอไม่มีเมนูแนะนำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยเหรอ?"
"พี่สาวครับ เมนูทั้งหมดก็อยู่ในนี้แล้วครับ ถ้าจะพูดถึงเมนูแนะนำล่ะก็ อาหารทุกอย่างของร้านเราคือเมนูแนะนำครับ ลูกค้าทุกคนต่างก็ชมว่าอร่อยทั้งนั้นเลยครับ" พนักงานเสิร์ฟอธิบายด้วยรอยยิ้มที่ไม่เปลี่ยนแปลง
"อาหารทุกจานคือเมนูแนะนำงั้นเหรอ ช่างพูดจาสามหาวจริงๆ" เถ้าแก่เนี้ยแค่นหัวเราะในใจพลางก้มหน้าสั่งอาหารไปสองสามอย่าง
ล้วนเป็นเมนูที่ต้องใช้เทคนิคในการปรุงพอสมควรเพื่อที่จะได้เห็นถึงระดับฝีมือของเชฟ
"ตกลงครับ รอกรุณารอสักครู่นะครับ เดี๋ยวทางเราจะแจ้งห้องครัวให้รีบจัดการให้ครับ" พนักงานเสิร์ฟรับเมนูไปพลางเอ่ยบอก
เถ้าแก่เนี้ยส่งเสียงอืมตอบรับแบบขอไปทีพลางนั่งรออยู่ที่หน้าประตูร้านต่อไป
กระบวนการรอคอยนั้นบอกตามตรงว่ามันช่างทรมานเหลือเกิน
ไม่ใช่เพราะรอนานเกินไปหรอกนะ แต่เป็นเพราะในระหว่างที่รอนั้น เธอต้องเห็นคนเดินเข้าเดินออกไม่ขาดสาย คนที่มาก็ดูตื่นเต้น ส่วนคนที่เดินออกไปก็ดูจะอิ่มหนำสำราญและพอใจกับรสชาติอาหารอย่างมาก
ทุกครั้งที่เห็นภาพเหล่านี้ หัวใจของเธอก็พลันรู้สึกวูบโหวงขึ้นมาทันที
"ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เรื่องใหญ่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ!"
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ อาหารที่สั่งกลับบ้านสองสามอย่างก็ถูกส่งถึงมือเธอ
เธอรีบจ่ายเงินอย่างรวดเร็วพลางหิ้วถุงอาหารเดินออกจากภัตตาคารไห่เฉินไปอย่างรีบร้อน
ภายในภัตตาคารตงหยวนเหรินเจีย
สองสามีภรรยาเจ้าของร้านนั่งเผชิญหน้ากัน กล่องอาหารที่หิ้วกลับมาถูกเปิดออก มันคืออาหารที่เถ้าแก่เนี้ยเพิ่งจะไปสั่งมาจากภัตตาคารไห่เฉินเมื่อช่วงเที่ยงนั่นเอง
"ทั้งสี กลิ่น และหน้าตา ดูธรรมดามากเลยนะเนี่ย!" เถ้าแก่ร้านถือตะเกียบค้างไว้พลางขมวดคิ้วมองอาหารอยู่ครู่ใหญ่โดยไม่ยอมลงมือทานเสียที
เขาดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าอาหารพวกนี้มันมีอะไรพิเศษตรงไหน
"คุณก็ทานดูสิ ไม่ทานแล้วจะรู้ได้ยังไง?" เถ้าแก่เนี้ยชิงลงมือใช้ตะเกียบคีบทันที "แขกตั้งมากมายขนาดนั้น รสสัมผัสพวกเขาคงไม่เสียกันหมดหรอกมั้ง ใครจะแยกไม่ออกว่าอะไรดีอะไรแย่? มันต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่นอน!"
ทั้งคู่สบตากันก่อนจะลงมือทานพร้อมกัน
ในตอนแรกเถ้าแก่ร้านตั้งใจจะทานเพื่อหาที่ติให้อาหารจานนี้เสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งอาหารคำแรกเข้าปาก คิ้วที่ขมวดมุ่นของเขาก็พลันนิ่งค้างไปทันที
"นี่ ... นี่มันรสชาติอะไรกัน?"
เขาเบิกตากว้างพลางอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อลิ้นตัวเอง
ถึงแม้รสชาติอาหารหากพูดตามหลักการแล้ว มันก็ไม่ได้อร่อยถึงขั้นสวรรค์ชั้นเจ็ดอะไรขนาดนั้น มันอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไปเสียด้วยซ้ำ แม้แต่คนช่างเลือกอย่างเขาก็ยังสามารถหาจุดบกพร่องได้หลายจุดเลยทีเดียว
แต่ทว่า รสชาตินี้กลับมีความพิเศษอย่างยิ่ง พิเศษจนถึงขั้นที่เขารู้สึกว่ารสสัมผัสแบบนี้เคยได้ลิ้มลองแค่ในความทรงจำส่วนลึกของเขาเท่านั้น
"คุณเป็นอะไรไปเหรอ?" เถ้าแก่เนี้ยเพิ่งจะเริ่มทานยังไม่ทันได้ลิ้มรสละเอียดนักจึงถามขึ้น
"อย่าเพิ่งพูด ... " เถ้าแก่ร้านค่อยๆ เคี้ยวอย่างตั้งใจพลางสีหน้าเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง
เถ้าแก่เนี้ยที่ไม่เข้าใจความหมายจึงเริ่มตั้งใจจดจ่ออยู่กับอาหารในปากของเธอเช่นกัน
"ซี้ดดด"
จากนั้นเธอก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจเช่นกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดและนิ่งเงียบไปโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา
"เรื่องใหญ่แล้วล่ะ เชฟของภัตตาคารไห่เฉินไปหามาจากไหนกันนะ? ทำไมถึงปรุงอาหารให้ออกมาได้ถึงระดับนี้?" น้ำเสียงของเถ้าแก่ร้านแฝงไปด้วยความทึ่งอย่างปิดไม่มิด
อาหารที่อร่อยนั้นคือระดับแรก แต่ระดับสูงสุดคือการปรุงที่ 'เข้าถึงหัวใจ'
ทำไมในภาพยนตร์เรื่องคนเล็กกุ๊กเทวดาช่วงท้ายเรื่องถึงมีเมนูข้าวผัดที่ชวนให้โศกเศร้าจนน้ำตาไหลได้ขนาดนั้น และทำไมในการ์ตูนเรื่องยอดกุ๊กจ้าวซันอาหารแต่ละจานถึงต้องปรุงให้ออกมาอร่อยจนเห็นภาพนิมิตและบรรยายถึงโลกภายในใจของคนทาน?
นั่นเป็นเพราะการปรุงที่เข้าถึงหัวใจยังไงล่ะ!
อาหารจานไหนที่สามารถเข้าถึงหัวใจได้ ก็นับว่าไร้เทียมทานแล้ว
"จะทำยังไงดี?" น้ำเสียงของเถ้าแก่เนี้ยแฝงไปด้วยความหวาดหวั่น "ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ธุรกิจร้านเรามีแต่จะทรุดลงทุกวัน สุดท้ายคงทำได้แค่คอยเก็บเศษเนื้อเศษปลาที่เหลือจากร้านเขาเท่านั้นแหละ"
"ทำยังไงเหรอ? ก็ขุดตัวคนมาสิ!" เถ้าแก่ร้านพูดออกมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ลองสืบดูซิว่าเชฟใหญ่ในห้องครัวบ้านเขาคือใคร ไม่ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ก็ต้องขุดตัวมาให้ได้ จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด"
บ่ายวันนั้น แม้จะพ้นช่วงเวลาอาหารไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ภัตตาคารไห่เฉินก็ยังคงเปิดให้บริการต่อเนื่องมาจนถึงบ่ายสองบ่ายสามโมง จนสุดท้ายทางร้านต้องขออนุญาตปิดประตูงดรับแขกชั่วคราวเพื่อหยุดพักในตอนนั้นเอง
ที่ด้านนอกภัตตาคารไห่เฉิน
จางเจ้าไห่เผยรอยยิ้มเต็มใบหน้าพลางเอ่ยขอบคุณเชฟหลิวและบรรดาลูกศิษย์ที่ช่วยกันทำงานอย่างหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต้องยอมรับจริงๆ ว่าตอนนี้ห้องครัวครึ่งหนึ่งถูกประคับประคองไว้ด้วยฝีมือของพวกเขากลุ่มนี้
และที่ต้องยอมรับยิ่งกว่านั้นคือ นับตั้งแต่พวกเขามาร่วมงาน ธุรกิจของภัตตาคารไห่เฉินก็เหมือนถูกกดปุ่มเร่งความเร็ว จนรุ่งเรืองขึ้นวันต่อวันจนแทบจะหาที่เปรียบไม่ได้
ดังนั้น สองสามีภรรยาจึงปฏิบัติต่อเชฟหลิวคนนี้เป็นอย่างดีเป็นพิเศษ
"เถ้าแก่จางครับ ยังไงสิ่งที่คุณรับปากผมไว้ก็ขอให้ทำให้ได้ก็พอครับ" เชฟหลิวพูดทีเล่นทีจริง "ขอแค่เงินถึง ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนมันก็ไม่มีปัญหาหรอกจริงไหมครับ?"
บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ด้านหลังเขาต่างก็พากันหัวเราะออกมาพร้อมกัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แม้ใบหน้าของจางเจ้าไห่จะยังคงรอยยิ้มไว้เหมือนเดิม แต่ในใจกลับเริ่มมีความรู้สึกไม่พอใจเกิดขึ้นเล็กน้อยและเริ่มสัมผัสได้ถึงสัญญาณแห่งวิกฤตบางอย่าง
เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินจากไปแล้ว เขาจึงเริ่มปรึกษาเรื่องนี้กับซ่งเหวินฉินทันที
"เชฟหลิวน่ะสำคัญก็จริง แต่การที่ห้องครัวทั้งห้องต้องพึ่งพาเขาคนเดียวแบบนี้ ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง" จางเจ้าไห่พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปนานๆ ไม่ใช่ว่าวันหลังภัตตาคารจะต้องคอยดูสีหน้าเขาเวลาทำงานหรอกเหรอ?
การรับเชฟเข้ามาเพิ่มคือทางออกที่ถูกต้องที่สุด จะฝากความหวังเรื่องผลกำไรและความอยู่รอดของร้านไว้กับเชฟเพียงคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด
"มันก็จริงนะ" ซ่งเหวินฉินเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
หลักๆ เลยคือช่วงหลังมานี้ ท่าทางของเชฟหลิวดูเหมือนจะเริ่มวางมาดใหญ่โตขึ้นมาบ้างแล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขามีทิฐิและถือดีในฝีมือตัวเองนั่นเอง
พวกเขาไม่ใช่คนประเภทที่เสร็จนาฆ่าโคถึกหรอกนะ
ขอแค่เชฟหลิวตั้งใจทำงานอยู่ที่นี่ สวัสดิการและผลตอบแทนที่สูงย่อมมีให้ไม่ขาดแน่นอน แต่ทว่าเมื่อเห็นจุดอ่อนที่ชัดเจนขนาดนี้ พวกเขาย่อมไม่สามารถเพิกเฉยหรือปล่อยให้มันลามปามต่อไปจนถึงวันที่สายเกินแก้ได้
"งวดนี้เราปรับขึ้นเงินเดือนให้เชฟหลิวและทีมของเขาไปก่อน จากนั้นเราก็ควรจะต้องเริ่มเตรียมแผนสำรองไว้หลายๆ ทางแล้วล่ะ"
สองสามีภรรยาบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
...
ที่ด้านนอกภัตตาคาร เชฟหลิวเดินออกมาท่ามกลางการห้อมล้อมของบรรดาลูกศิษย์หลายคน
ข้างหูของเขาเต็มไปด้วยคำเยินยอจากลูกศิษย์ จนทำให้เขารู้สึกตัวลอยและพองโตขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
"ผมจะบอกให้นะ ที่ร้านนี้ธุรกิจดีขนาดนี้ได้ ก็เป็นเพราะฝีมือของอาจารย์ทั้งนั้น ผมว่าแค่เงินเดือนมันจะไปพออะไร? ถ้าจะให้มีศรัทธากันจริงๆ อาจารย์ควรจะได้ถือหุ้นทางเทคนิคและส่วนแบ่งกำไรด้วยซ้ำถึงจะถูก"
"ผมว่านะ ฝีมือระดับอาจารย์เนี่ย ออกไปเปิดร้านเองคนเดียวดีกว่า ทำไมต้องมาทนเหนื่อยให้สองสามีภรรยาคู่นี้โกยเงินอยู่ฝ่ายเดียวด้วยล่ะ"
บรรดาลูกศิษย์ตัวน้อยต่างพากันพูดจายุยงไปต่างๆ นานา
คำพูดเหล่านี้คนพูดอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังอย่างเชฟหลิวกลับเริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาในใจ
นั่นสิ!
ตอนนี้ในร้านยุ่งจนหัวหมุนกันทุกวัน แขกเหรื่อพวกนั้นมาที่นี่เพราะอะไรกันล่ะ? เพราะบรรยากาศดีเหรอ? หรือเพราะบริการดี? ไม่ใช่หรอก ... ทั้งหมดก็เพราะรสชาติอาหารของเขานี่แหละ
เขาน่ะสำคัญขนาดไหนกันนะ!
ทำไมต้องทนรับแค่เงินเดือนแค่นี้ด้วยล่ะ?
อย่างไรก็ตาม เรื่องการออกไปเปิดร้านเองน่ะคงยังไม่รีบร้อนหรอก รอให้เก็บเงินได้มากพอเสียก่อนค่อยว่ากันอีกที
ส่วนเรื่องหุ้นทางเทคนิคอะไรนั่น ก็แค่ฟังผ่านหูไปเท่านั้นแหละ ลูกศิษย์พวกนี้มันยังเด็กไม่รู้ความจึงพูดจาส่งเดชไปเรื่อย เขาคงไม่เก็บมาเป็นจริงเป็นจังหรอก เพราะอย่างไรเสียคนเปิดร้านทำธุรกิจเขาก็ไม่ได้มาทำมูลนิธิการกุศลนี่นา
เขายังไม่โอหังพอที่จะยื่นข้อเสนอแบบนั้นออกไป
แต่ทว่า การจะขอขึ้นเงินเดือนเพิ่มอีกสักหน่อยน่ะ มันก็ไม่น่าจะเกินไปหน่อยเหรอ?
"เรื่องพวกนี้พวกนายอย่าเอาไปพูดส่งเดชอีกล่ะ เดี๋ยวเข้าหูเถ้าแก่แล้วมันจะไม่ดี" เชฟหลิวยิ้มออกมาพลางไม่ได้ห้ามปรามคำพูดของลูกศิษย์อย่างจริงจังนัก
ครู่ต่อมา เขาจึงไล่ให้ลูกศิษย์แยกย้ายกันกลับไปก่อน
ส่วนตัวเขาเองยืนสูบบุหรี่อยู่ริมถนนเพียงลำพังครู่หนึ่ง
"ขอโทษนะครับ ใช่เชฟหลิวผู้ยิ่งใหญ่หรือเปล่าครับ?" จู่ๆ ก็มีชายวัยกลางคนปั้นหน้ายิ้มเดินเข้ามาหาพลางยื่นบุหรี่ให้
"คุณคือใครเหรอครับ?" เชฟหลิวรับบุหรี่มาพลางปรายตามองชายตรงหน้าอย่างพิจารณา
"ผมเป็นเจ้าของภัตตาคารตงหยวนเหรินเจียที่อยู่ข้างๆ นี่เองครับ คือว่า ... เราขอขยับไปคุยกันตรงโน้นหน่อยได้ไหมครับ?" เถ้าแก่ร้านบุ้ยปากไปทางด้านข้างพลางกระซิบชวน
"ตงหยวนเหรินเจีย?" เชฟหลิวหัวใจกระตุกวูบพลางมองไปที่ภัตตาคารที่ดูโอ่อ่าสง่างามที่อยู่ไม่ไกลนัก
ในฐานะเชฟ มีหรือที่เขาจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของภัตตาคารตงหยวนเหรินเจีย
นี่คือร้านเก่าแก่ที่เปิดมานานหลายปีในเมืองอิ่งไห่และมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง แถมระดับของร้านยังสูงพอที่จะรองรับกลุ่มคนที่มีหน้ามีตาในสังคมแวะเวียนมาทานอาหารอยู่เป็นประจำ
"ผมคง ... ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ครับ" เชฟหลิวพูดออกมาอย่างสงวนท่าที
"รถจอดอยู่ข้างหน้านี่เองครับ เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว" เถ้าแก่ร้านยังคงรักษามาดและท่าทางที่ดูนอบน้อมอย่างที่สุด "รับรองว่าไม่รบกวนเวลาของคุณนานแน่นอนครับ อีกอย่าง ด้วยความสำคัญของคุณในตอนนี้ การที่จะมีใครเห็นหรือไม่เห็นมันก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรแล้วล่ะครับ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เชฟหลิวก็พลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
นั่นสิ
ทำไมเขาต้องวางตัวเองไว้ในฐานะลูกจ้างอยู่ตลอดเวลาด้วยล่ะ? ตอนนี้เขาน่ะคือตัวแปรสำคัญที่ขาดไม่ได้ต่างหาก!
"อืม ... ก็ได้ครับ" เขาพยักหน้าพลางก้มหัวลงเล็กน้อยแล้วเดินตรงไปทันที
ครู่ต่อมา เถ้าแก่ร้านยืนอยู่นอกรถพลางมองซ้ายมองขวาด้วยรอยยิ้มที่มุมปากก่อนจะขึ้นรถปิดประตูลง
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง
ที่ด้านนอกรถ
"เชฟหลิวครับ ความจริงใจของพวกเราแสดงให้เห็นหมดแล้วนะครับ หวังว่าคุณจะพิจารณาดูให้ดีๆ เรื่องระดับของร้าน ร้านเราชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว ส่วนเรื่องสวัสดิการและผลตอบแทน ผมขอพูดคำเดียวเลยครับ ... ผมจะทำให้คุณพอใจจนไม่มีอะไรจะติเลยล่ะครับ"
"ผมขอพิจารณาดูก่อนแล้วกันครับ" เชฟหลิวหลุบตาลงพลางเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา
"ตกลงครับ ผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณนะครับ" เถ้าแก่ร้านตงหยวนเหรินเจียพูดออกมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"ครับ" เชฟหลิวพยักหน้าตอบรับพลางเร่งฝีเท้าเดินจากไปทันที
ในระหว่างทาง โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นสองครั้ง
เขาหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นจางเจ้าไห่โทรมาหา ปกติแล้วถ้าเป็นสายนี้โทรมา เขาจะกดรับสายทันทีโดยไม่ลังเล
แต่ทว่าในวันนี้ เขาไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากไหน
เขากลับกดตัดสายทิ้งไปโดยตรง!
"เร่งอยู่ได้ ... จะเร่งอะไรกันนักกันหนา ผมไม่รู้เวลามื้ออาหารหรือยังไงกัน?" เขาพึมพำกับตัวเองอย่างรำคาญใจพลางรีบเดินตรงไปยังภัตตาคารไห่เฉินที่อยู่ด้านหน้า
...
คืนนั้น ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามปกติ
ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า จางเจ้าไห่ยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้มต้อนรับแขกเหรื่อจากทั่วทุกสารทิศพลางดูแลความเรียบร้อย ซ่งเหวินฉินก็วุ่นอยู่กับการเก็บเงินและตรวจสอบใบสั่งอาหาร
ทันใดนั้น พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
"คุณจางครับ คุณจาง ... ที่ห้องครัวน่ะครับ ... "
จางเจ้าไห่ที่เพิ่งจะกังวลเรื่องห้องครัวอยู่เมื่อครู่ ไม่นึกเลยว่าคำพูดเหล่านั้นจะกลายเป็นลางบอกเหตุและเรื่องราวจะเกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้
"ห้องครัวเกิดอะไรขึ้น?"
เขาถามออกไปเสียงเข้มทันที
"เชฟหลิวบอกว่าเขาทำไม่ไหวแล้วครับ เขาอยากจะพักผ่อนครับ" พนักงานเสิร์ฟพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หอบกระหาย
"ไปกันเถอะ ผมจะเข้าไปดูหน่อย" จางเจ้าไห่หันไปสบตากับซ่งเหวินฉินแวบหนึ่งก่อนจะรีบเดินตรงเข้าไปในครัวทันทีโดยไม่ลังเล
ภายในครัว
เชฟหลิวยืนอยู่ด้านข้าง โดยมีลูกศิษย์คนหนึ่งกำลังนวดหลังให้อย่างขะมักเขม้น
"คุณจางมาแล้วเหรอครับ"
เชฟหลิวปรายตามองจางเจ้าไห่
เพียงแค่สายตานั้น ก็ทำให้ในใจของจางเจ้าไห่เริ่มมีโทสะพุ่งพล่านขึ้นมาทันที
สายตาคู่นั้นไม่มีความเคารพเกรงใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ต่อให้เชฟหลิวจะมีฝีมือที่เหนือคนอื่นแค่ไหน แต่เขาก็ยังคงเป็นเจ้าของร้านที่เป็นคนจ่ายเงินเดือนให้เชฟหลิวอยู่ดี การไม่รู้จักกาลเทศะและความเคารพเช่นนี้นับว่าแย่มาก
"เชฟหลิวครับ มีเรื่องอะไรเหรอครับ?" จางเจ้าไห่ข่มใจถามด้วยความใจเย็น
"คุณจางครับ ผมก็อายุปูนนี้แล้ว ยืนนานๆ มันก็เริ่มจะรับไม่ค่อยไหวแล้วล่ะครับ ผมอยากจะขอพักผ่อน รบกวนคุณช่วยอนุมัติวันลาให้ผมด้วยนะครับ" เชฟหลิวพูดออกมาโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
ข้างๆ กันนั้น บรรดาลูกศิษย์ต่างพากันพูดจาสนับสนุนเป็นลูกคู่
"นั่นสิครับคุณจาง อาจารย์เหนื่อยมากนะครับ วันหนึ่งต้องยืนตั้งกี่ชั่วโมง ต่อให้ทำมาจากเหล็กจากกล้าก็ทนการตรากตรำแบบนี้ไม่ไหวหรอกครับ"
"คุณจางครับ จะมัวแต่กังวลเรื่องหาเงินอย่างเดียวจนไม่เห็นหัวพนักงานว่าจะอยู่จะตายยังไงแบบนี้ไม่ได้นะครับ!"
แต่ละคนอาศัยบารมีของเชฟหลิวค้ำคอ จึงพ่นคำพูดที่ฟังแล้วระคายหูออกมาทีละประโยคอย่างไม่เกรงใจ
จางเจ้าไห่ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
มาเป็นเชฟแต่กลับบ่นว่ายืนเหนื่อย ... ไม่ใช่สิ ... ตัวเขาเป็นคนเปิดร้านอาหาร และเขารับสมัครเชฟที่ทำอาหารเป็นเข้ามาทำงาน
นี่สรุปว่าเขาต้องคอยดูอารมณ์ของเชฟหลิวงั้นเหรอ อยากพักตอนไหนก็ต้องให้พัก และต้องเปิดปิดร้านตามสภาพร่างกายของเชฟหลิวอย่างนั้นใช่ไหม?
"เชฟหลิวครับ ในช่วงหน้างานที่วุ่นวายแบบนี้ จะให้ผมอนุมัติวันลาได้ยังไงกันครับ?" จางเจ้าไห่ยังคงฝืนข่มใจพูดต่อไป "อดทนหน่อยเถอะครับ ส่วนเรื่องเงินเดือน ผมได้ปรึกษากับเถ้าแก่เนี้ยแล้ว เราจะปรับขึ้นให้คุณแน่นอนครับ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เชฟหลิวก็พลันหัวเราะเสียงดังออกมาทันที
"คุณจางครับ คุณเองก็รู้สินะครับว่ามันคือเรื่องของเงิน"
"ไม่ใช่แบบนั้นเหรอกครับ?" จางเจ้าไห่ถามกลับ
"ก็ได้ครับ งั้นผมก็จะไม่ปิดบังหรืออ้อมค้อมอะไรอีกแล้วล่ะนะ ในเมื่อคุณจางเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาอยู่แล้ว" เชฟหลิวเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยออกมา "ผมจะไม่ปิดบังคุณเลยล่ะกัน ว่าวันนี้เถ้าแก่ร้านภัตตาคารตงหยวนเหรินเจียที่อยู่ข้างๆ มาหาผมครับ"
จางเจ้าไห่ได้ฟังประโยคนี้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันคือเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วอยู่แล้ว
[จบแล้ว]