- หน้าแรก
- ลูกหลานกตัญญูทั้งหลาย จงคุกเข่าลง ฉันคือย่าทวดของพวกนาย
- บทที่ 15 อิงเป่า แม่อยู่นี่แล้วนะ
บทที่ 15 อิงเป่า แม่อยู่นี่แล้วนะ
บทที่ 15 อิงเป่า แม่อยู่นี่แล้วนะ
ยามโพล้เพล้กำลังย่างลึกลงไปเรื่อย ๆ แสงไฟในฝูหรงจวงหยวนค่อยๆ ถูกเปิดขึ้นทีละดวง
หรงอวี่ลงจากรถ เดินผ่านประตูใหญ่ ตรงดิ่งเข้าไปในตัวบ้านทันที คุณปู่สกุลจี้นั่งพิงหัวเตียงอยู่
ในมือกำกระดาษภาพวาดด้วยดินสอ ดวงตาที่เหี่ยวย่นแดงก่ำจนถึงขีดสุด เขาเหลือบมองไปทางประตูเป็นระยะๆ
ในที่สุด เงาของใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามา เงานั้น… ช่างเด็กเกินไป ยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ แววตาคุณปู่จี้ปรากฏความผิดหวังอย่างลึกซึ้ง ท่านหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ แม่ของท่านตายไปนานแล้ว
เสียไปตั้งเจ็ดสิบปีแล้ว นี่ท่านกำลังเพ้อฝันอะไรอยู่กัน…ชีวิตคนเรา สุดท้ายก็ต้อง “ธุลีคืนสู่ธุลี”
ปีนี้ท่านอายุเจ็ดสิบแปดแล้ว อายุขัยเหลือไม่มาก อีกไม่นาน—แม่คงจะมารับเขากลับบ้าน
หรงอวี่คลี่ยิ้ม เธอเคยคิดว่าคงยากจะยอมรับ ที่ลูกชายตัวน้อยในอดีต กลายเป็นคุณปู่ชราในวันนี้
แต่พออยู่ตรงหน้า สายเลือดผูกพันที่ลึกที่สุดระหว่างแม่กับลูกก็พลุ่งพล่านขึ้นในอกเธอรุนแรงจนแทบกลั้นไม่อยู่ ทุกความรู้สึก รวมกันเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปาก
หญิงสาวเปิดปากเรียกเบาๆ “อิงเป่า”
ร่างของคุณปู่จี้สะท้านเฮือก ท่านดีดตัวขึ้นนั่งทันที เสียงสั่นพร่า
“เมื่อกี้… เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?”
นั่นคือชื่อเล่นของท่าน ตั้งแต่แม่เสียไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก็ไม่มีใครเรียกชื่อนั้นอีกเลย
หรงอวี่ก้าวไปทีละก้าว จนถึงข้างเตียง “อิงเป่า” เธอพูดอีกครั้งอย่างนุ่มนวล
“แม่อยู่นี่แล้วไง”
จี้จื่อหยวนเบิกตากว้าง เขาเพิ่งได้ยินอะไรไปนะ? แม่…? เด็กสาวอายุสิบแปด จะเป็นแม่ของใครได้? ในหัวเขามีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด
หรงอวี่นั่งลงข้างเตียง หยิบภาพวาดหนึ่งใบขึ้นมา “อิงเป่า ยังจำชื่อน้องหมาตัวนี้ได้ไหม”
คุณปู่จี้หลุดออกจากความตะลึง พยายามเบนสายตาไปมองภาพหมาตัวเล็กน่ารักบนกระดาษ
ทันใดนั้น ความทรงจำเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนก็ผุดขึ้นมา นั่นคือสุนัขตัวแรกในชีวิตของเขา
และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเลี้ยงหมาอีกเลย
“จำไม่ได้แล้วเหรอ?” หรงอวี่เอ่ยเสียงเบา “มันชื่อซงกั๋ว ตอนที่เก็บกลับมาใหม่ ๆ ตัวเต็มไปด้วยโคลน เป็นลูกนั่นแหละที่ต้มน้ำอาบให้มันเอง พออาบจนสะอาดดี เจ้าตัวแสบก็ดันหายตัวไป
เราสองคนเดินหาไปทั่ว สุดท้ายก็เจอมันอยู่ใต้ต้นสน เลยตั้งชื่อมันว่า ‘ซงกั๋ว’ แล้วอิงเป่ายังจำได้ไหมว่ามันอยู่กับเรานานแค่ไหน”
“ห้าเดือน… ไม่ถึงครึ่งปี” เสียงคุณปู่แหบพร่า “มันถูกขโมยไป”
หรงอวี่หยิบภาพถัดไปขึ้นมา “แล้วเหตุการณ์นี้ล่ะ หรือว่าอาจจะลืมไปแล้ว วันนั้นเป็นวันครบรอบวันเกิดปู่ของลูก มีเด็กมาหลายคน พวกเขาแย่งปลอกกระสุนที่พ่อของลูกเก็บไว้ให้
ลูกตัวคนเดียวสู้เด็กอีกสี่คน สุดท้ายก็แพ้จนต้องนั่งร้องไห้อยู่บนพื้น ลูกยังถามแม่ว่า”
‘แม่ ทำไมไม่ให้ผมมีน้องหลาย ๆ คน เวลาต่อสู้จะได้มีคนช่วย…’ ”
พูดถึงตรงนี้ น้ำตาหรงอวี่ก็ไหลลงมาเอง เธอยื่นมือไปลูบใบหน้าที่เหี่ยวย่น
“ถ้ารู้ว่าจะต้องปล่อยให้ลูกอยู่บนโลกนี้คนเดียวแบบนี้ ยังไงแม่ก็ต้องมีอีกสักสองสามคน…
อิงเป่า แม่จากไปเร็วเกินไป ลูกต้องลำบากมากใช่ไหม…”
น้ำตาคุณปู่จี้พรั่งพรูออกมาไม่หยุด ไม่ถามว่าทำไม ไม่สงสัยว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
ไม่สนใจว่ามันจะเหลวไหลแค่ไหน สิ่งเดียวที่ท่านรู้คือ— แม่กลับมาแล้ว
“แม่ครับ!!!” คุณปู่โผเข้ากอดหรงอวี่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด
หรงอวี่กอดเขาแน่น ลูบหลังเบาๆ “แม่อยู่นี่แล้ว แม่กลับมาแล้ว แม่จะไม่ทิ้งอิงเป่าอีกต่อไป…”
คุณปู่ร้องไห้โฮเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่สูญเสียทุกอย่างมาตลอดชีวิต เหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จี้จื่อหยวนขยี้ตาตัวเองแรง ๆ พอลืมขึ้นมาอีกครั้งก็ยังเป็นภาพเดิมนั้น
ปู่ของเขา...ผู้ก่อตั้งตระกูลจี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจ คนที่แค่กระทืบเท้า เมืองไห่เฉิงก็ต้องสะเทือนสามครั้ง—ท่านปู่จี้ซุ่นอิง
ในตอนนี้…กลับกำลังกอดเด็กสาวม.ปลายอายุสิบแปด แล้วร้องไห้โฮเรียก “แม่”
ช่างไม่น่าเชื่อจนน่าตกตะลึง…เขาหันหลังกลับทันที
ปัง! ปิดประตูเสียงดัง เหตุการณ์ประหลาดนี้ เขาขอเป็นคนเดียวที่เห็นก็พอ เขาบีบดั้งจมูกตัวเอง สูดหายใจลึก หยิบแก้วน้ำดื่มรัวๆ เดินวนไปวนมาในห้องอย่างคนสติแทบหลุด แต่หรงอวี่กับท่านปู่กลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาเลยแม้แต่น้อย
คุณปู่ร้องไห้อยู่เกือบยี่สิบนาที ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น “แม่ครับ… นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
คำว่า “แม่” นั้น ทำเอาจี้จื่อหยวนต้องยกมือขึ้นปิดหน้า เขารับไม่ได้จริงๆ ผู้ชายเกือบแปดสิบ
เรียกเด็กสาวม.ปลายว่าแม่ แถมเรียกด้วยน้ำเสียงธรรมชาติสุด ๆ อีกต่างหาก
หรงอวี่พูดอย่างอ่อนโยน “วันนั้น เกิดอุบัติเหตุรถชน…”
คำว่า “รถชน” เพิ่งออกจากปาก จี้จื่อหยวนก็รีบตัดบททันที
“คุณหนูหรง คุณปู่ไวต่อคำนี้มาก กรุณาระวังคำพูดของคุณด้วย”
คุณปู่จี้หันขวับ ขมวดคิ้วแน่น “แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง อย่ามาขัดการพบกันของพวกเราสองแม่ลูก ออกไปซะ”
จี้จื่อหยวน: “……” เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงได้แต่เงียบและยอมถอย
หรงอวี่พูดต่ออย่างสงบ “หลังอุบัติเหตุวันนั้น แม่คิดว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่พอลืมตาอีกที ก็มาอยู่ในโลกอีกเจ็ดสิบปีข้างหน้า และกลายเป็นอีกคนหนึ่ง”
“ถือว่าโชคดี… เราแม่ลูกยังได้พบกันอีกครั้งในชาตินี้”
จี้จื่อหยวนพูดช้าๆ “หมายความว่า… อุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้คุณจาก ‘คุณผู้หญิงใหญ่สกุลจี้’ มาเกิดใหม่เป็นคุณหนูหรงงั้นหรือครับ?”
หรงอวี่พยักหน้า “จะอธิบายง่ายที่สุดก็เป็นแบบนั้นแหละ”
จี้จื่อหยวนยืนขึ้นเต็มความสูง แผ่อำนาจกดทับห้องทั้งห้อง “คุณหนูหรง ไม่คิดหรือครับว่าการโกหกครั้งนี้มันตลกสิ้นดี? ไม่ต้องพูดถึงความเป็นไปไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ แค่ภาพไม่กี่ใบนี้ จะพิสูจน์ได้ยังไงว่าคุณคือคุณผู้หญิงใหญ่สกุลจี้?”
ปัง! คุณปู่จี้ตบโต๊ะหัวเตียงอย่างแรง หน้าเหี่ยวย่นตึงขึงทันที ไอสังหารออกมาทั้งตัว กดดันจี้จื่อหยวนจนหายใจแทบไม่ออก
“นี่คือทวดของแก! แกกล้าพูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง!”
จี้จื่อหยวนเม้มปากแน่น “เธอไม่มีหลักฐานอะไรเลย…”
“ไร้สาระ!” คุณปู่จี้ขึ้นเสียง “แม่ฉันก็คือแม่ฉัน จะต้องใช้หลักฐานอะไรอีก!”
ทุกครั้งที่เขาโมโห มุมปากจะโค้งลง ดุดันจนใครก็กลัว จี้จื่อหยวนสูดลมหายใจแรง
ว่าไปแล้ว ตกลงใครกันแน่ที่ไร้สาระ…หรงอวี่ยิ้ม
“อิงเป่า เรื่องแค่นี้อย่าไปโมโหเลย อาหยวนเขาแค่ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ อายุยังน้อย ต้องค่อย ๆ สอน”
จี้จื่อหยวนเกือบระเบิด ตั้งแต่เด็ก คำว่า “อัจฉริยะ” และ “ลูกบ้านอื่น” ถูกผูกกับชื่อเขาตลอด
ไม่ว่าที่ไหน เขาคือจุดสนใจ เด็กซ้ำชั้นอย่างเธอ กล้าพูดว่าเขา “ไม่ฉลาด”?
เขาเกือบจะชกกำแพงอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินคำพูดของปู่ที่เขารักมากที่สุดว่า
“อาหยวนมันก็ดูไม่ค่อยฉลาดจริง ๆ แหละ แม่ว่าเราจะควรจะสอนเขายังไงดีครับ?”
หรงอวี่มองหน้าเขา “เรียก”คุณทวด’ สิ”
จี้จื่อหยวนปิดปากแน่น เขาเชื่อวิทยาศาสตร์ จะไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลแบบนี้เด็ดขาด
หรงอวี่ส่ายหน้า “ดื้อจริงๆ เหมือนลูกตอนเด็กๆเป๊ะเลย เด็กไม่ฉลาดแบบนี้ คงไม่มีปัญญาคุมเครือจี้กรุ๊ปหรอก อิงเป่า ลูกคิดว่าเขาเหมาะเป็นประธานบริษัทจี้เหรอ?”
แค่ถูกคู่แม่ลูกหลอกจนหัวหมุนเป็นลูกข่าง ก็รู้แล้วว่า “ขาดอะไรบางอย่างในหัว”
คุณปู่จี้พูดหนักแน่น “หลานชายบ้านนี้มีตั้งห้าคน แม่ครับ เดี๋ยวผมจะเรียกเจ้าพวกเด็กเหลือขอกลับบ้านให้หมด แม่ค่อยเลือกเองว่าใครควรเป็นทายาทบริษัทจี้”