- หน้าแรก
- ราชืนีแห่งเสียงกรี๊ด
- ตอนที่ 271: แผนการสยบมารและการทำลายล้างครั้งใหญ่
ตอนที่ 271: แผนการสยบมารและการทำลายล้างครั้งใหญ่
ตอนที่ 271: แผนการสยบมารและการทำลายล้างครั้งใหญ่
ตอนที่ 271: แผนการสยบมารและการทำลายล้างครั้งใหญ่
จูหยางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ผิดปกติ เธอจึงรีบปิดประตูห้องใต้ดินพร้อมประกาศกร้าวว่ามี "หมูป่า" ลงมาจากภูเขา
คำพูดของจูหยางถือเป็นประกาศิตสำหรับคนในหมู่บ้านเสมอ เหล่าชาวบ้านที่กำลังช่วยกันคัดแยกถั่วแดงและถั่วเขียวต่างเชื่อโดยสนิทใจ ในยามนี้ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านล้วนออกไปทำงานข้างนอก เหลือเพียงกลุ่มผู้หญิงและเด็กที่ย่อมไม่กล้าออกไปเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าดุร้าย ทุกคนจึงยอมถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินตามคำเตือนของเธอแต่โดยดี
อย่างไรก็ตาม ลางสังหรณ์อันแรงกล้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับจูหยางเพียงคนเดียว จ้านเหยา (ตัวร้ายหญิงที่กลับชาติมาเกิด) ซึ่งช่วงนี้หมกมุ่นอยู่กับการท่องจำบทประพันธ์เดิมจนแทบคลั่ง ก็สัมผัสได้ว่านี่คือ "คืนตามพล็อตเรื่อง" ที่หมู่บ้านจะต้องถูกนองเลือด
จ้านเหยาเริ่มระแวงการกระทำของจูหยาง เธอคิดว่าจูหยางจงใจหลอกลวงชาวบ้านเพื่อ "ผูกขาดโอกาสในการเข้าสู่เส้นทางเซียน" เพียงลำพัง ความอิจฉาริษยาทำให้เธอใช้ปิ่นปักผมสะเดาะกลอนประตูห้องใต้ดินและแอบหนีออกมาในยามที่ดวงตะวันกำลังลับขอบฟ้า ทิ้งแสงสีแดงฉานดั่งเลือดนองไว้เบื้องหลัง
การเผชิญหน้าหน้าหมู่บ้าน
จ้านเหยาพบจูหยางนั่งอยู่บนต้นไทรใหญ่หน้าหมู่บ้าน จูหยางในชุดสวยงามกำลังจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างใจเย็น
"ทำไมเธอถึงออกมา?" จูหยางถามเรียบๆ
จ้านเหยาแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน กล่าวหาว่าจูหยางวางแผนจะกำจัดชาวบ้านออกไปเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเมื่อ สำนักเสวียหยวน (สำนักมาร) มาถึง และรอให้ สำนักเสวียนอวิ๋น (สำนักฝ่ายธรรมะ) มาพบเพื่อรับตัวไปเป็นศิษย์เอกแต่เพียงผู้เดียว
จูหยางยิ้มเยาะและตอกกลับถึงความโง่เขลาของจ้านเหยา:
"การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเธอก็รับมือไม่ได้แล้วรึ? ดูเหมือนว่าในอนาคตเธอคงต้องพึ่งพา 'แรงเฉื่อยของบท' อย่างหนักเลยล่ะ เพราะด้วยการตอบสนองที่ช้าแบบนี้ ฉันเกรงว่าเธอจะเอาตัวไม่รอด"
จูหยางยังจี้จุดเรื่องที่จ้านเหยาเพิกเฉยต่อความตายของพ่อแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูเธอมาตลอดสามปี โดยชี้ให้เห็นว่าแม้พวกเขาจะเป็นชาวบ้านที่เห็นแก่ตัวและงกเข็ญใจ แต่ยามที่จ้านเหยาป่วยหนัก พวกเขาก็ยอมทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตและแบกเธอเดินเท้าไปรักษาในเมืองอย่างไม่คิดชีวิต แต่จ้านเหยากลับโหยหาให้ถึงวันสังหารหมู่หมู่บ้านเพื่อที่เธอจะได้ไปจากที่นี่เสียที
เมื่อ "แขก" มาถึง
บทสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อสมาชิกของสำนักโลหิตหยวน (Blood Yuan Sect) 4 คนปรากฏตัวขึ้น พวกเขาคือทหารเลวระดับล่าง (ระดับควบแน่นลมปราณ และระดับสร้างรากฐาน) ที่มีหน้าที่มาลักพาตัวเด็กที่มีคุณสมบัติไปเป็นทาสหรือลูกศิษย์ในสำนักมาร
หนึ่งในนั้นเห็นจูหยางแล้วตาโตด้วยความโลภ เพราะเธอมีสง่าราศีและงดงามเกินกว่าเด็กชาวบ้านทั่วไป เขาพยายามจะยื่นมือมาสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือเสียงกรีดร้องที่โหยหวน
จูหยางเคลื่อนที่ไวดั่งตาเห็น เธอใช้เพียงนิ้วมือเด็ดแขนของนักพรตมารผู้นั้นจนขาดสะบั้น และจิ้มนิ้วลงไปในดวงตาของเขาจนเละเทะดั่งเต้าหู้ พร้อมกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า:
"ถ้าขี้เหร่ก็ควรเจียมตัว อย่าเข้ามาใกล้เด็กสิ"
เพียงพริบตาเดียว จูหยางก็จัดการอีกสามคนที่เหลือด้วยคาถาเวทมนตร์จนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
การเผชิญหน้ากับระดับจินตาน (Golden Core)
จูหยางในตอนนี้มีพลังใกล้เคียงระดับ จินตาน (Golden Core) เธอฆ่านักพรตมารไปสามคนและเหลือไว้หนึ่งคนเพื่อสอบเค้นข้อมูล จนรู้ว่าหัวหน้าทีมชุดนี้เป็นระดับจินตานขั้นกลางที่กำลังหาความสำราญอยู่ในเมือง
จูหยางใช้หยกสื่อสารของผู้รอดชีวิต ส่งข้อความยั่วยุหัวหน้าสำนักมารด้วยประโยคที่แสบสัน:
"โลลิสุดเซ็กซี่ รออยู่ทางออนไลน์นะลุง อยากมาเล่นทั้งคืนไหม? แบบที่ฆ่าล้างโคตรแกน่ะ"
จากนั้นเธอก็เหยียบหยกสื่อสารจนแตกละเอียดและปลิดชีพคนสุดท้ายทิ้ง จูหยางเริ่มวางแผนจัดการกับกองกำลังที่เหลืออีกประมาณ 36 คน โดยใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีจากโลกอนาคตผสมผสานกับพลังเวทมนตร์
กับดักมรณะหน้าหมู่บ้าน
จูหยางนำศพทั้งสี่มาแขวนประจานหน้าหมู่บ้าน พร้อมเขียนข้อความดูหมิ่นด้วยเลือด เมื่อหัวหน้าทีมระดับจินตานพาพรรคพวกกว่า 20 คนมาถึงและเห็นสภาพศพ พวกเขาต่างโกรธแค้นจนลืมระวังตัว
ขณะที่ลูกศิษย์ 7-8 คนกำลังจะเข้าไปปลดศพออกจากต้นไทร จูหยางก็เปิดใช้งานค่ายกลที่ผสมผสานพลังงานนิวเคลียร์หรือระเบิดทางเทคโนโลยีเข้ากับพลังเวท
"บึ้ม!!!"
ต้นไทรใหญ่ระเบิดออกด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล วงแหวนพลังงานสีน้ำเงินแผ่กระจายออกไปพร้อมกลิ่นอายโลหะ แรงระเบิดทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่วหมู่บ้าน เหล่านักพรตมารที่อยู่ใกล้รัศมีระเบิดถูกแรงอัดจนร่างแหลกเป็นชิ้นๆ หรือไม่ก็บาดเจ็บสาหัสกระเด็นขึ้นฟ้าไปทันที
จูหยางที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมองดูผลงานด้วยความพึงพอใจ:
"การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับการบำเพ็ญเพียร... มันทรงพลังจริงๆ"