- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 462 นางสนม
บทที่ 462 นางสนม
บทที่ 462 นางสนม
บทที่ 462 นางสนม
จ้าวฝูไม่สนใจคำพูดของพวกเขา - เนื่องจากเขาได้พาคนพวกนี้มายังนครต้าฉินแล้ว มันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะปล่อยคนพวกนี้กลับไปแบบเป็นๆ ดังนั้นเขาจึงไม่สัญญา
อย่างไรก็ตาม หลังจากมองไปที่คนจากเผ่าซิงเทียน จ้าวฝูก็รู้สึกว่าเขามีความกล้าหาญมาก - เขาดูจะไม่ยอมเป็นทาสหรือยอมจำนน และแม้ว่ากลิ่นอายของเขาจะอ่อนแอกว่าจ้าวฝู เขาก็ยังแผ่เจตจำนงแห่งการต่อสู้ออกมา
"ข้าจะคิดดู พวกเจ้าไปได้แล้ว" แม้ว่าจ้าวฝูจะตัดสินใจแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธไปตรงๆเพื่อให้คนพวกนี้มีร่องรอยแห่งความหวังและทำให้พวกเขาทำตัวดีๆ
เมื่อพวกเขาได้ยินจ้าวฝูกล่าวในขณะที่พวกเขากำลังจะจากไป คนจากเผ่าซิงเทียนก็ตะโกนออกมาในทันใด "ผู้สืบทอดมรดกต้าฉิน! ถ้าพวกเรามีผู้เล่น 30 ล้านคนในการต่อสู้ครั้งนั้นและเผ่าซิงเทียนได้นำทัพ พวกเราย่อมต้องไม่แพ้อย่างขมขื่นเช่นนี้ และอย่างน้อยที่สุด พวกเราคงจะจัดการกับกองทัพอันเดดได้เป็นจำนวนมากแน่ๆ!"
จ้าวฝูขมวดคิ้ว - คนผู้นี้ดื้อด้านมากขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นขบถ
"แล้วไง? มันไม่มีคำว่า 'ถ้า' ในสงคราม มีแค่ผู้ชนะและผู้แพ้เท่านั้น ผู้ชนะคือต้าฉิน ในขณะที่ผู้แพ้ก็คือพวกเจ้าทุกคน!" จ้าวฝูพูดอย่างใจเย็นในขณะที่เขามองไปยังชายหนุ่ม
"ฮึ่ม!" คนของเผ่าซิงเทียนแค่นเสียงอย่างเย็นชาในขณะที่เขาตะโกนออกมา "นั่นเป็นเพราะต้าฉิน..."
ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ จ้าวฝูก็ชี้นิ้วออกมา พลังงานอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งออกจากนิ้วของเขาและส่งให้ชายหนุ่มกระเด็นออกไป เขากระเลือดออกมาและทรุดตัวลงกับพื้น
ภายในต้าฉินทั้งหมด มันไม่มีสักคนที่กล้าพูดกับจ้าวฝูแบบนี้ ชายหนุ่มคนนี้คิดว่าจ้าวฝูเป็นคนใจดี ถ้ามันไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเขามีค่าอยู่สักหน่อย จ้าวฝูก็คงจะฆ่าเขาไปแล้ว
บรรยากาศภายในห้องโถงเริ่มอึดอัดขึ้นมาในทันใด และคนทั้งห้าก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะก้มหัวลงอย่างไร้ทางเลือก โดยไม่กล้าที่จะทำอะไรอีกในขณะที่พวกเขาคิดกับตัวเอง "ผู้สืบทอดมรดกต้าฉินเป็นคนโหดเหี้ยมและอมหิตจริงๆ!"
"พาพวกเขาออกไป!" จ้าวฝูไม่สนใจคนพวกนี้อีก และทหารก็มาพาพวกเขาออกไป
"ฝ่าบาท ให้ผู้หญิงสองคนนั้นอยู่ก่อน" ข้างๆจ้าวฝู ดวงตาของเซียนหลูเปล่งประกายด้วยแสงสีม่วงในขณะที่เธอยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้าวฝูก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลังจากคิดเกี่ยวกับมัน เขาก็ตระหนักได้ว่าเธอหมายความถึงอะไรและโบกมือของเขาเพื่อส่งสัญญาณให้ทหารพาตัวผู้ชายสี่คนไป แต่เหลือผู้หญิงสองคนไว้ เมื่อเห็นเช่นนี้ ผู้หญิงสองคนนั้นก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อย
"พวกเรามีปรานฟีนิกซ์งั้นเหรอ?" จ้าวฝูถาม
เซียนหลูยิ้มและพยักหน้าในขณะที่เธอตอบ "พวกเธอมีปรานฟีนิกซ์อยู่นิดหน่อย ฝ่าบาทควรที่จะะเริ่มเติมเต็มรูปปั้นจักรพรรดิฟีนิกซ์ด้วยปรานฟีนิกซ์ของพวกเธอ"
จ้าวฝูมองไปยังหญิงสาวทั้งสองคน: พวกเธอต่างอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆและค่อนข้างสวย ใบหน้าของพวกเธอละเอียดอ่อน และพวกเธอก็มีผิวสีขาวและมีรูปร่างผอมบาง พวกเธอทั้งคู่ถือว่าเป็นสาวงามเลยก็ว่าได้
นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่พวกเธอครอบครองปรานฟีนิกซ์อยู่จำนวนหนึ่ง - เหตุผลหนึ่งย่อมต้องมาจากต้นตระกูลของพวกเธอด้วย
มีเพียงผู้ที่มีโชคชะตาจำนวนมากเท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาปรานฟีนิกซ์ขึ้นมาได้ - หลังจากเขาพูดคุยกับเซียนหลูแล้ว จ้าวฝูก็มีความรู้เกี่ยวกับปรานฟีนิกซ์มากยิ่งขึ้น
"เจ้าชื่ออะไร?" จ้าวฝูถามหญิงสาวทั้งสองคน
หญิงสาวทั้งสองรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมา แต่พวกเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ - พวกเธอรู้ถึงผลที่ตามมาดีถ้าพวกเธอทำแบบนั้น
หญิงสาวด้านซ้ายที่เป็นคนของบุปผาจันทรา และเธอคือคนที่มีใบหน้าหวานหยดย้อยเธอนบนอบและตอบว่า "ฝ่าบาท ข้าชื่อเมียวเฉียนเมิ่ง"
หญิงสาวทางด้านขวาที่เป็นคนจากตระกูลใหญ่ และเธอคือคนที่โตเต็มวัย เธอนบนอบเช่นกันและกล่าวว่า "ฝ่าบาท ชื่อของข้าคือไป่อี้ฉิน"
จ้าวฝูพยักหน้าและมองไปยังเซียนหลูที่หยิบแปรงขึ้นมาและเขียนบนกระดาษสองแผ่นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพยักหน้าให้กับจ้าวฝู
"ไปกันเถอะ!" จ้าวฝูเดินลงมาและหญิงสาวทั้งสองคนก็เดินตามหลังของเขาไปอย่างเชื่อฟัง ความรู้สึกที่จมดิ่งลงไปภายในตัวของพวกเธอเติบโตขึ้น และเซียนหลูก็ตามหลังพวกเขามาพร้อมด้วยกระดาษท้ังสองแผ่น
ต่อจากนั้นจ้าวฝูก็พาพวกเธอไปยังลานสูง ซึ่งก็คือลานอธิษฐานสวรรค์ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเธอทั้งคู่ได้เห็นลานอธิษฐานสวรรค์ของผู้สืบทอดมรดก และพวกเธอต่างก็มาไปที่มันด้วยความประหลาดใจ
จ้าวฝูเดินไปยังรูปปั้นจักรพรรดิฟีนิกซ์และเอากระดาษทั้งสองแผ่นมาจากเซียนหลู ก่อนที่จะเอาตราราชลัญจกรออกมา ในตอนนี้ ด้วยตราราชลัญจกรซึ่งมีโชคชะตาจำนวนมหาศาล เขาสามารถทำให้พวกเธอเป็นนางสนมขององค์จักรพรรดิได้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องผ่านพิธีที่เหมาะสมก่อน
"ยืนอยู่กับที่!" จ้าวฝูมองลงไปที่คำพูดบนกระดาษก่อนจะพูดกับหญิงสาวทั้งสองคน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกเธอต่างก็ยืนนิ่งในทันทีและมองมาที่จ้าวฝูด้วยความสงสัย
จ้าวฝูยื่นมือออกมา และพลังงานไร้รูปร่างก็แผ่ออกมาพร้อมกับยกกระดาษทั้งสองแผ่นขึ้น พวกมันกระจายออกไปในอากาศ และจ้าวฝูก็กดตราราชลัญจกรลงไปบนกระดาษแต่ละแผ่น
แผ่นกระดาษหน้าตาธรรมดาทั้งสองแผ่นเปล่งแสงสีทองอันสง่างามออกมาในทันใดและดูพิเศษมาก
"เรา ผู้สืบทอดมรดกต้าฉิน ผู้ปกครองในอนาคตของจักรวรรดิต้าฉิน ขอแต่งตั้งพวกเจ้าทั้งสองคนเป็นนางสนมแห่งต้าฉิน" หลังจากพูดแล้ว จ้าวฝูก็โบกมือของเขา และกระดาษทั้งสองแผ่นก็เปลี่ยนเป็นแสงสีทองที่พุ่งเข้าไปยังร่างกายของหญิงสาวทั้งสอง
หญิงสาวทั้งสองคนไม่สามารถตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทัน - มันดูเหมือนว่าพวกเธอจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนางสนม และกระบวนการที่ง่ายและรวดเร็วก็ทำให้พวกเธอไม่อาจตอบสนองได้ทันเวลา
จ้าวฝูมองไปยังหญิงสาวทั้งสองคน และหลังจากที่เขาตั้งตำแหน่ง เสียงร้องของฟีนิกซ์ก็ดังออกมาในขณะที่ปรานสีทองพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของพวกเธอ สร้างความตื่นตกใจให้กับพวกเธอ
ปรานสีทองนี้ดูเหมือนจะถูกดึงดูดโดยบางสิ่ง และมันก็ลอยไปทางรูปปั้นจักรพรรดิฟีนิกซ์และเข้าไปในนั้น หลังจากที่ดูดซับปรานสีทอง จักรพรรดิฟีนิกคริสตัลก็ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา
จักรพรรดิฟีนิกซ์กระพือปีกของมันและขยับร่างกายของมันในขณะที่มันเงยหน้าขึ้น มองดูราวกับว่ามันกำลังเคลื่อนไหวอย่างไม่คุ้นเคยอยู่ อย่างไรก็ตาม มันก็คุ้นชินกับร่างกายของมันอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้า มันก็บินขึ้นสู่ฟากฟ้าอย่างงดงาม
แม้ว่าร่างกายของมันจะทำขึ้นจากคริสตัล แต่มันก็แผ่แสงสีทองออกมา ทำให้มันดูเหมือนกับฟีนิกซ์จริงๆ และกลิ่นอายของมันที่แผ่ออกมาก็เหมือนจริงด้วย
จ้าวฝูตกใจมาก - รูปปั้นจักรพรรดิฟีนิกซ์นี้ได้รับปรานฟีนิกซ์ของหญิงสาวเพียงสองคนเท่านั้น แต่มันกลับมีพลังเช่นนี้แล้ว ถ้ามันได้รับปรานฟีนิกซ์มากยิ่งขึ้น มันก็จะทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปอีก และถ้ามันมีปรานฟีนิกซ์จำนวนมหาศาล มันก็คงจะไม่ด้อยไปกว่ายุทธภัณฑ์ตระกูลเลย
จ้าวฝูยิ้มและสั่งให้คนพาหญิงสาวทั้งสองคนออกไปและให้ดูแลพวกเธอ
ในเวลานี้ จ้าวฝูก็ได้รับข้อความจากโลกแห่งความเป็นจริง และเขาก็กลับไปยังโลกแห่งความเพื่อไปจัดการเรื่องการเจรจา สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือวิกฤติครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นที่ต้าฉินอย่างช้าๆ