- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 251 วิญญาณนักฆ่า
บทที่ 251 วิญญาณนักฆ่า
บทที่ 251 วิญญาณนักฆ่า
บทที่ 251 วิญญาณนักฆ่า
จ้าวฝูตอบรับอย่างนุ่มนวล เขาเข้าใจว่าเขาต้องรีบสร้างฝ่ายให้ได้เร็วที่สุด หลังจากนั่งรถที่อู๋ชิงเหนียงส่งมาให้ถึงคฤหาสน์หลังใหญ่
มีคนสี่คนที่ยื่นอยู่ด้านหน้า ชายสามหญิงหนึ่ง ข้างหลังพวกเขามีผู้คุ้มกันอยู่ หลังจากที่จ้าวฝูลงจากรถเขาก็พบว่าผู้ชายสองคนที่อยู่ตรงหน้า คนหนึ่งน่าจะมีอายุ22 ดูแก่กว่าจ้าวฝูเล็กน้อย ส่วนอีกคนก็น่าจะ20และดูอ่อนเยาว์ พวกเขาคือลูกพี่ลูกน้องของจ้าวฝู,จ้าวหงและจ้าวจวิน
ใบหน้ามีรอยช้ำเล็กน้อย น้าจะโดนทำร้ายมา พวกเขาดูเหมือนมีความสุขน้อยมากกว่าและอาการบาดเจ็บก็เจ็บแค่ผิวหนัง ส่วนผู้ชายคนข้างๆนั้นดูสง่างาม และผู้หญิงก็งดงามมากเช่นกัน
หลังจากที่จ้าวฝูลงจากรถ ผู้ชายที่ดูสง่าคนนั้นก็ยิ้มอย่างขออภัยแล้วพูดว่า “ขอโทษนะ ผมเป็นพี่ชายเด็กบ้าพวกนี้เอง ผมอิ๋งอิ๋ง มันเป็นความผิดของน้องชายผมเองที่ไปสร้างปัญหาให้คุณ ผมได้สั่งสอนพวกเขาแล้ว นี้ถือเป็นการขอโทษสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น โปรดให้อภัยพวกเราด้วย”
หลังจากอิ๋งอิ๋งพูดจบ หนึ่งในผู้คุ้มกันก็นำกระเป๋าหนังที่บรรจุเงินอยู่ในนั้น น่าจะไม่ต่ำกว่า 2 ล้านดอลลาร์ ถึงแม้ว่าเงินในโลกความเป็นจริงจะสูญเสียค่าได้รวดเร็ว แต่มันก็ยังมีค่า
อย่างไรก็ตามจ้าวฝูก็ไม่ด้สนใจในเงินพวกนี้เลยแม้แต่น้อยจึงพูดออกมาว่า “ไม่จำเป็น”
จ้าวฝูไม่ได้เชื่อคำพูดของอิ๋งอิ๋งเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากว่าจ้าวฝูไม่มีคนคอยหนุนหลังอยู่ละก็ คนพวกนี้จึงไม่คิดจะสนใจเขาด้วยหรอก แล้วคิดว่าคำพูดของเขามันมาจากใจจริงงั้นเหรอ?
บนโลกใบนี้คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด และนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น สายตาของจ้าวฝูตกไปอยู่ที่ จ้าวหงและจ้าวจวินและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไปกันได้แล้ว”
เห็นท่าทางของจ้าวฝู พวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจ
อิ๋งอิ๋งเป็นสาขาหลักของตระกูลอิ๋ง เขาถูกสอนการวางตัวมาเป็นอย่างดีโดยคนสาขารอง เขาจึงไม่แสดงอาการณ์พอใจในตัวของจ้าวฝู และเพราะว่าจ้าวฝูมีอิ๋งซีคอยหนุนหลังให้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสาขาหลักแต่เขาก็ไม่กล้าที่จะ ไปทำอะไรให้อิ๋งซีไม่พอใจ
จ้าวหงและจ้าวจวินก็ไม่พอใจเช่นกัน แต่เขาก็ทำอะไรได้ไม่มาเพราะจ้าวฝูเป็นคนช่วยพวกเขา พวกเขารู้สึกอับอายเล็กน้อยที่จ้าวฝูเป็นคนช่วยพวกเขา
จ้าวฝูก็ไม่ได้สนใจอะไร เดินเข้าไปนั่งในรถในที่นั่งผู้โดยสาร
จ้าวหงและจ้าวจวินก็มองไปที่จ้าวฝูแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ยังไงพวกเขาก็ไม่ได้สนิทอะไรกันมา แต่ก็ดีที่จ้าวฝูเป็นคนช่วยพวกเขา
ในขณะที่พวกเขากำลังจะขึ้นไปบนรถนั้น จ้าวหงก็ได้มองไปที่ผู้หญิงและยิ้มออกมาจากนั้นก็พูดว่า
“เจิ้งเจี้ยว เจ้าอยากมาด้วยไหมละ”
เจิ้งเจี้ยวคือผู้หญิงที่สองพี่น้องได้ช่วยไว้ เธอได้มองไปรอบๆและขึ้นมาบนรถอย่างเอียงอายโดยเธอได้นั่งที่ด้านหลังกับสองพี่น้อง
จ้าวฝูไม่ได้ว่าอะไร หลังจากทุกคนขึ้นรถกันหมดแล้ว จ้าวฝูได้ให้คนขับรถออกรถและขับไปที่บ้านของ ปู่ย่าของเขา
ระหว่างทางจ้าวฝูไม่ได้พูดอะไรออกมานอกจากมองไปที่นอกหน้าต่าง ในขณะที่ทั้งสามกลับพูดคุยถึงเรื่องที่ผ่านมา
“ขอบคุณที่ช่วยพวกเรา”จ้าวหงคือคนที่แก่กว่าจ้าวฝูเล็กน้อยและยังมีหนังหนาอีกด้วย ได้กล่าวขอบคุณออกมา
เจิ้งเจี้ยวแล้วจ้าวจวินกูพูดออกมาเช่นกันว่า “ขอบคุณ”
จ้าวฝูหันไปมองพวกเขา แล้วก็พูดออกมาว่า “ไม่ต้องขอบคุณฉันก็ได้ แค่จำบทเรียนครั้งนี้ไว้ ช่วยคนอื่นเป็นเรื่องที่ดีแต่อย่าทำในเมื่อเจ้าไม่มีพลัง”
คำพูดเหล่านั้นทำให้เจิ้งเจี้ยวก้มให้ลงด้วยความอัปยศ และจ้าวหงและจ้าวจวินก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้บรรยากาศในรถได้เย็นขึ้นเรื่อยๆ
“แต่ ฉันไม่สามารถทนดูเฉยๆได้หรอกนะ ถ้าฉันเห็นผู้หญิงตกอยู่ในอันตรายแต่ไม่ได้ช่วย มันคงเป็นความอัปยศไปจนวันที่ฉันตาย” จ้าวหงกล่าวออกมา
จ้าวฝูมองพวกเขาก่อนที่จะมองไปนอกหน้าต่าง เขาต้องการจะบอกให้จ้าวหงมีความรับผิดชอบในตัวเอง และไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนในอนาคต แต่เขาเกินเยี่ยวยาแล้ว อย่างไรซะพวกเขาก็เป็นครอบครัว จ้าวฝูไม่อยากถอยห่างจากพวกเขามากไปไม่งั้น ปู่ย่า คงจะเสียใจ
จ้าวฝูไม่ได้ต้องการที่จะช่วยผู้คน อย่างไรก็ตาม ถ้าคนหนึ่งมีพลังเพียงพอ อีกคนไม่มีพลังเพียงพอ การจะช่วยคนอื่นนอกจากจะเป็นการฆ่าตัวตายแล้ว ยังทำให้คนอื่นซวยไปด้วย
รถก็ขับต่อไปเรื่อยๆไม่นาน ก็มาถึงที่ปู่และย่าเคยอาศัยอยู่
ฝนตอนนั้นมีคนสี่คนที่รอพวกเขาอยู่ คือ ปู่ย่า และ ป้ากับลุง ของจ้าวฝู
เมื่อพวกเขาเห็นจ้าวหงและจ้าวจวินได้กลับมาอย่างปลอดภัย พวกเขาได้วิ่งเข้ามากอดและดูว่ามีอาการบาดเจ็บตรงไหนบ้าง
ส่วนจ้าวฝู เขาได้ถอยออกมาเหมือนกับเป็นคนนอก ดูฉากอบอุ่นตรงหน้า หลังจากมองได้สักพักจ้าวฝูก็ได้เดินจากไปอย่างเงียบๆ
เมื่อพวกเขารู้สึกตัวว่าต้องขอบคุณจ้าวฝูและชวนเขามากินขาว พวกเขาก็พบว่าจ้าวฝูได้เดินจากไปแล้ว
หลังจากกลับมาที่โลกจุติสวรรค์ จ้าวฝูก็เริ่มคิดที่จะสร้างฝ่ายที่ป่าแห่งความพรั่นพรึง นี้ไม่ใช่เพื่อเอาใจอู๋ชิงเหนียง แต่เพื่อเป๋าหมายของเขาเอง
อันดับแรก เขาจัดการกับฝายในป่าแห่งความพรั่งพรึน จ้าวฝูจะฟื้นฟูต้าฉินยังไงดีละ? แรกเริ่ม ป่าแห่งความพรั่นพรึงก็เหมือนฐานของต้าฉิน ดังนั้นเขาจึงต้องเอาป่าแห่งความพรั่นพรึงเป็นของเขา
หลังจากที่จัดการกับฝ่ายในป่าแห่งความพรั่งพรึนแล้ว เขาจะใช้สังกัดนี้พัฒนาต้าฉินอย่างลับๆ และจะใช้ฝ่ายและต้าฉินทำลายฝ่ายอื่นเมื่อเวลามาถึง
ผู้เล่นคือทรัพยากรขนาดใหญ่ ดังนั้นจ้าวฝูไม่อยากทำให้ทรัพยากรเหล่านี้สูญเปล่า ผู้เล่นจะเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายนี้
สำหรับที่อยู่ จ้าวฝูได้คิดไว้แล้วดังนั้นเขาจึงเสกหวังเอ้อกั๋วและพูดว่า “หวังเอ้อกั๋ว เอาข่าวเกี่ยวกับฝ่ายของป่าแห่งความพรั่งพรึนทั้งหมดมาให้ข้า”
“รับทราบ ฝ่าบาท” หวังเอ้อกั๋วได้ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ปรากฏตัวพร้อมกับเอกสารมากมาย
หลังจากดูเอกสารมาได้สักพักจ้าวฝูรู้สึกค่อนข้างตกใจ
ในตอนนั้น หวังเอ้อกั๋วยิ้มและพูดว่า “ฝ่าบาท ตัวข้านั้นรู้เรื่องเกี่ยวกับฝ่ายเยอะมากในป่าแห่งความพร่งพรึน ท่านอยากให้ข้าบอกหรือไม่”
จ้าวฝูยิ้ม เขาไม่สามารถอ่านทั้งหมดนี้ได้หรอก ดังนั้น เขาจึงให้หวังเอ้อกั๋วเล่าทุกอย่างมาให้หมด
หลังจากได้ยิน หวังเอ้อกั๋วก็รู้สึกตื่นเต้นและเริ่มที่จะเล่าออกมา “ฝ่าบาท ตอนนี้นอกจากฝ่ายของรัฐแล้ว มีสามฝ่ายใหญ่ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง พวกเขาคือตระกูลโจว ตระกูลเจียง และพันธมิตรทหาร
“ภายในนครแสงศักดิ์สิทธิ์ การแข่งขันระหว่าง ตระกูลโจวและตระกูลเจียง ค่อนข้างที่จะรุนแรง กลุ่มแสงศักดิ์สิทธิ์ถูกระงับโดยสองตระกูลนั้น ทำให้เติบโตช้า ตระกูลจางและตระกูลช่าว ไม่สามารถที่จะให้กำลังกับกลุ่มพันธมิตรทหารในป่าทหารได้ และพวกเขาอยู่ในสถานะอ่อนแอ ในที่สุดนครพงไพรปีศาจของตระกูลหยานและตระกูลฮั่ว ก็ถูกพัฒนาแซงหน้าไป แต่ เดิมฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุดคือ พรรคป่าทหาร แต่ถูกแยกออกเพราะความบาดหมางระหว่างสองหัวหน้า ทำให้ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในนครพงไพรปีศาจ”
“นอกจากนั้น ยังมีอีกสามกลุ่มที่น่าจับตามองคือ วิญญาณนักฆ่า มวลหมู่พี่น้อง และนิกายเขมือบผืนฟ้า