เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 196 อาชีพผู้พิทักษ์ราชา

บทที่ 196 อาชีพผู้พิทักษ์ราชา

บทที่ 196 อาชีพผู้พิทักษ์ราชา


บทที่ 196 อาชีพผู้พิทักษ์ราชา

ในตอนนี้ต้าฉินมีทหารในระยะที่ 1 อยู่ไม่ถึง 10 คน และส่วนใหญ่ก็จะอยู่ราวๆระยะที่ 0-7 และ 0-8 ด้วยยาโลหิตเทพเจ้า จ้าวฝูจะสามารถพัฒนากองกำลังของเขาได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำคือการหาซากศพระยะที่ 1 เป็นจำนวนมากเพราะยาโลหิตเทพเจ้านั้นมาจากการสกัดกลั่นซากศพ ในเวลาเดียวกัน การสกัดกลั่นซากศพก็ต้องใช้หินพลังงาน และยังต้องใช้เป็นจำนวนมาก การสกัดกลั่นซากศพระยะที่หนึ่ง 1 ร่างจำเป็นต้องใช้หินพลังงาน 10 ก้อน ซึ่งมีราคาก้อนละ 100 เหรียญทอง การสกัดกลั่นซากศพระยะที่หนึ่งแต่ละครั้งทำให้จ้าวฝูต้องเสียเงินไป 1,000 เหรียญทอง

ในตอนนี้จ้าวฝูต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่แล้ว - เฉพาะนครหลักเท่านั้นที่มีซากศพระยะที่ 1 และมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับมาเป็นจำนวนมาก เขาสามารถสังหารผู้คุ้มกันนครจำนวนมากได้ แต่เขาก็จะไม่สามารถอยู่ในที่ที่นั้นได้นาน ในความเป็นจริง มันอาจก่อให้เกิดการต่อสู้ทำลายล้างขึ้นมาได้เลย

นอกจากนี้ จ้าวฝูยังไม่กล้าใช้สรรพาวุธคู่บ้านคู่เมืองของเขาในช่วงเวลานี้ หลังจากการต่อสู้ครั้งก่อน โชคชะตาของต้าฉินยังไม่ได้พื้นฟูขึ้นมาเต็มที่

เฉพาะในนครอย่างเช่นนครแห่งการต่อสู้เท่านั้นที่เขาสามารถหาซากศพระยะที่ 1 มาได้ง่ายๆ แต่เขาก็ยังไม่สามารถหามาได้ตามจำนวนที่เขาต้องการ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเงินอีก แม้ว่าในตอนนี้จ้าวฝูจะรวยมาก แต่การใช้จ่ายขนาดนั้นก็ยังคงทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวด

ในตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่รอโอกาสดีเท่านั้น ต่อจากนั้นจ้าวฝูก็ไปที่นครแห่งการต่อสู้และไปดูเก้อเนี่ยที่เริ่มมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น

ในตอนนี้การบ่มเพาะของเก้อเนี่ยมาถึงระยะที่ 0-8 แล้ว และนี่เป็นเพราะเขาระงับการบ่มเพาะไว้ เนื่องจากเขาสามารถสู้กับเหล่านักสู้ในระยะที่ 1 ได้ และหากเขาผ่านเข้าสู่ระยะที่ 1 เขาก็คงจะต้องต่อสู้กับระยะที่ 2 แม้แต่ในนครแห่งการต่อสู้ก็มีคนพวกนี้อยู่ไม่มากนัก

ดังนั้นเก้อเนี่ยจึงระงับการบ่มเพาะของตัวเองไว้และทำให้มันไม่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไปเพื่อที่เขาจะได้ฝึกทักษะของเขาที่นี่ต่อไป อย่างไรก็ตาม เวลาของเขา ณ ที่แห่งนี้ก็จะสิ้นสุดลงเมื่อเก้อเนี่ยตัดเข้าสู่ระยะที่ 1 หลังจากนั้นเขาจะกลายเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวของจ้าวฝู ในตอนนี้เก้อเนี่ยได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในนครแห่งการต่อสู้แล้ว

จ้าวฝูไปหาชายร่างใหญ่ และมอบเงินจำนวนมากให้แก่เขาเพื่อแลกกับการให้เขาเก็บซากศพของระยะที่ 1 ไว้

ซากศพค่อนข้างไร้ประโยชน์และมักจะถูกลากไปฝังอย่างลวกๆ เจิ้งหลี่ไม่เคยคิดว่าเขาจะได้รับเงินมากมายจากเรื่องแบบนี้ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าจ้าวฝูกำลังจะทำอะไรกับซากศพ แต่เขาก็ไม่ถามกลับกัน เขาตกลงที่จะเก็บซากศพจากสังเวียนไว้ให้ด้วยความยินดี

ปกติจะมีซากศพระยะที่ 1 ประมาณ 20 ร่างต่อวันในนครแห่งการต่อสู้ และจ้าวฝูก็ต้องการทั้งหมด หลังจากจัดการกับเรื่องเหล่านี้แล้ว จ้าวฝูก็กลับไปที่เมืองต้าฉิน

จ้าวฝูรู้สึกว่าการบ่มเพาะใกล้ทะลวงผ่านระยะที่ 1 แล้ว ดังนั้นเขาจึงมองไปที่ยาโลหิตเทพเจ้าระยะที่ 1 เม็ดสุดท้าย

เขาเดินกลับไปที่ห้องของเขาและนั่งขัดสมาธิบนเตียงก่อนที่จะกินยาโลหิตเทพเจ้า เขารู้สึกถึงคลื่นพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากจุดตัดเถียนของเขา และพลังการบ่มเพาะอันมหาศาลก็ทำให้การบ่มเพาะของจ้าวฝูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่องรอยโลหิตพวยพุ่งขึ้นมาจากร่างกายของเขาในขณะที่กลิ่นอายของเขาเริ่มทรงพลังมากยิ่งขึ้นในเวลานี้ เขารู้สึกถึงกำแพงไร้รูปร่างที่ก่อตัวขึ้นรอบๆตัวของเขา และเขาก็เริ่มรวบรวมความแข็งแกร่งของตัวเอง จากนั้นก็ปลดปล่อยมันออกมาและทะลวงผ่านกำแพงนั้น ต่อจากนั้นร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน และจ้าวฝูได้ตระหนักว่าเขาทะลวงผ่านระยะที่ 1 แล้ว

ในเวลาเดียวกัน การประกาศจากระบบหลายๆอันได้ดังออกมาจากภายในใจของเขา เขาไม่สนใจพวกมันในตอนนี้และทำให้การบ่มเพาะของเขามั่นคง เรื่องนี้ได้ใช้เวลาไปค่อนข้างนาน และมันก็เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าที่จ้าวฝูจะลืมตาขึ้นและพ่นลมหายใจอันเอาอากาศอันบริสุทธิ์ออกมา

จ้าวฝูสามารถรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในร่างกายของเขาหลังจากผ่านเข้าสู่ระยะที่ 1 - เขารู้สึกแข็งแรงมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ และนี่ไม่ใช่แค่เพราะค่าสถานะ แต่เนื่องจากพลังภายในร่างกายของเขาได้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

จ้าวฝูลุกขึ้นยืนและทำความคุ้นเคยกับพลังใหม่ของตัวเอง ก่อนที่จะมองไปที่ค่าสถานะ พวกมันเพิ่มระดับขึ้นทั้งหมดเนื่องจากการบ่มเพาะของเขา และอายุไขของเขาได้เพิ่มขึ้นมาอีก 10 ปีด้วย สุดท้ายจ้าวฝูได้ตรวจสอบประกาศจากระบบที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สนใจ

"ประกาศจากระบบ! ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านได้ทะลวงผ่านระยะที่ 1 แล้ว"

"ประกาศจากระบบ! เนื่องจากการบ่มเพาะของท่านมาถึงระยะที่ 1 อาชีพราชาของท่านได้ปลดล็อคอาชีพผู้พิทักษ์ราชา"

จ้าวฝูไม่สนใจการประกาศอันแรก แต่เขากลับรู้สึกประหลาดใจและสงสัยเมื่อเขาเห็นการประกาศอีกอัน อาชีพผู้พิทักษ์ราชาคืออะไรกัน? ต่อจากนั้นจ้าวฝูได้เริ่มอ่านข้อมูลที่ได้รับมาจากระบบ

อาชีพผู้พิทักษ์ราชามาจากอาชีพราชา นอกจากนี้มันยังไม่ใช่อาชีพประเภททหาร กลับกัน มันเป็นความสัมพันธ์ในแบบเจ้านายและข้ารับใช้ ยิ่งเจ้านายทรงพลังมากเท่าไร ข้ารับใช้ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นด้วย

นี่เป็นเพราะผู้พิทักษ์ราชาก็ครอบครองพลังแห่งราชาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้มาจากตัวเองแต่เป็นจากคนที่มีอาชีพราชา

ผู้พิทักษ์ราชาคล้ายกันกับบทบาทขององครักษ์ของจักรพรรดิในสมัยโบราณกาล ตอนนี้จ้าวฝูสามารถมีผู้พิทักษ์ราชาได้สามคน และเขาก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะให้เป็นใครบ้าง อย่างไรก็ตาม เพราะมันดึกแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะทำมันในวันพรุ่งนี้ จากข้อมูลที่เขาได้รับมา เขาพบว่าเขาเองก็ต้องกลั่นตราประทับแห่งราชา

ราชาทุกคนจะมีตราประทับแห่งราชาเฉพาะตัวเพื่อเป็นตัวแทนของตัวเอง พวกมันมักจะเป็นตัวอักษรหรือภาพง่ายๆ

ถ้าราชามีครอบครัวด้วย ครอบครัวก็จะถูกเรียกอีกอย่างว่าตระกูลราชวงศ์ ตราประทับแห่งราชาถือเป็นเรื่องหมายของตระกูลราชวงศ์ทุกๆตระกูล ซึ่งหมายความว่าถ้าจ้าวฝูมีลูกหลาน พวกเขาก็จะอยู่ในตระกูลราชวงศ์ของเขา และตราประทับแห่งราชาของเขาก็จะถูกส่งต่อไปยังเพื่อเป็นตัวแทนของตระกูลราชวงศ์ของเขา นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก!

ต่อจากนั้น จ้าวฝูได้เริ่มคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาต้องใช้สำหรับตราประทับแห่งราชาของเขา หลังจากที่คิดมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในที่สุดจ้าวฝูก็ได้ติดสินใจว่ามันควรจะมีลักษณะเป็นอย่างไร

ประการแรก มันต้องมีมังกรอยู่ด้วย ในขณะที่มังกรไม่ได้แสดงถึงความแข็งแกร่งสำหรับชาวจีนเพียงอย่างเดียว แต่พวกมันก็ยังแสดงถึงอำนาจของจักรพรรดิ

อย่างไรก็ตาม ถ้าตราประทับแห่งราชาของเขามีแค่มังกรอย่างเดียว มันก็จะง่ายเกินไป นอกจากนี้ จ้าวฝูยังต้องการให้ตราประทับแห่งราชาของเขาสอดคล้องกับสิ่งที่ใช้กันในอดีตของจีน และเขายังต้องการให้มันเป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนของต้าฉิน

จ้าวฝูตัดสินใจที่จะใช้เป็นรอยจารึกมังกรเก้าตัวที่หัวของแต่ละตัวต่อกับหางของตัวถัดๆไป ก่อนตัวขึ้นเป็นวงกลม และมีตัวอักษรตรงอย่างเป็นคำว่าฉิน อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้เขียนขึ้นด้วยภาษาจีนที่เรียบง่าย แต่เป็นภาษาของฉิน!

ภาษาฉินถูกเขียนขึ้นหลังจากที่ต้าฉินรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น มันดูสง่างามกว่าตัวอักษรอื่นๆและยังเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกลับและน่าค้นหา สุดท้าย จ้าวฝูได้เลือกสีของตราประทับให้เป็นสีดำ!หลังจากตัดสินใจเรื่องลักษณะของตราประทับแห่งราชาได้แล้ว จ้าวฝูได้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงของเขาและหลับตาลง เขาสงบจิตใจของเขาและใช้พลังแห่งราชาในการวาดสัญลักษณ์ภายในจิตใจของเขา

ตราประทับแห่งราชาอันนี้สำคัญมาก ดังนั้นจ้าวฝูจึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง เขาลากเส้นทีละเส้นโดยใช้พลังแห่งราชาของเขา และแต่ละลายเส้นนั้นก็ทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่ราวกับว่าเขาถูกทิ่มแทง

เมื่อตราประทับแห่งราชาก่อตัวขึ้น มันจะถูกตราตรึงไว้กับดวงวิญญาณของเขา และมันจะไม่มีทางเปลี่ยนได้ และจะถูกส่งต่อผ่านสายเลือดของเขาเท่านั้น


The Lord's Empire - นิยายแปล

จบบทที่ บทที่ 196 อาชีพผู้พิทักษ์ราชา

คัดลอกลิงก์แล้ว