- หน้าแรก
- The Lord's Empire
- บทที่ 76 ดาบที่โดดเด่นและมีชื่อเสียง
บทที่ 76 ดาบที่โดดเด่นและมีชื่อเสียง
บทที่ 76 ดาบที่โดดเด่นและมีชื่อเสียง
บทที่ 76 ดาบที่โดดเด่นและมีชื่อเสียง
จ้าวฝูเรียกเสี่ยวเจี้ยนเข้ามา และในตอนนี้ อาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ของเขาก็หายดีแล้ว อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเขายังคงอ่อนแอมาก และมีรอยแผลเล็กๆอยู่บนใบหน้าของเขา ทำให้ใบหน้าชวนมองของเขาดูน่ากลัวขึ้นมาก
จ้าวฝูเสนอยารักษาเพื่อช่วยรักษารอยแผลให้กับเขา แต่เสี่ยวเจี้ยนก็ปฏิเสธโดยกล่าวว่า "ข้าอยากจะเก็บรอยแผลเหล่านี้ไว้คอยเตือนใจและกระตุ้นให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น"
..........................
"นี่สำหรับเจ้า เสี่ยวเจี้ยน!" จ้าวฝูยื่นลูกแก้วระดับ SS ให้กับเสี่ยวเจี้ยน
เสี่ยวเจี้ยนรับมันมาด้วยความลังเล แต่หลังจากมองไปที่มัน เขาก็รู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์ เขาคุกเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งและกล่าวว่า "ขอบคุณในความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของฝ่าบาท!"
จ้าวฝูพยักหน้าเล็กน้อยและตอบ "ข้าประเมิณเจ้าไว้สูงนะ ดังนั้นอย่าทำให้ข้าผิดหวัง"
เสี่ยวเจี้ยนพยักหน้าและสัญญาว่าเขาจะไม่ทำเช่นนั้น จากนั้นเขาก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้และรีบหยิบพิมพ์เขียวออกมาพร้อมกับกล่าวว่า "ฝ่าบาท นี่คือสูตรบ่มไวน์จากหมู่บ้านของเรา มันอาจจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่าบาท"
จ้าวฝูรับมาและมองไปที่มัน
[สูตรไวน์ร้อยบุปผา]: สามารถสร้างไวน์ที่มีกลิ่นหอมและน่าหลงใหลจากดอกไม้ได้
หลังจากดูสูตรแล้ว จ้าวฝูก็ตัดสินใจว่ามันอาจจะเป็นไวน์เฉพาะของทางร้านอาทิตย์อัสดงได้ ในตอนนี้ พวกเขาใช้แค่ไวน์ทั่วไปที่หมู่บ้านไหนก็สามารถทำขึ้นมาได้ ดังนั้นไวน์ร้อยบุปผาจึงอาจจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก
จ้าวฝูรับสูตรมาและคุยกับเสี่ยวเจี้ยนสักพัก ก่อนที่ทหารจะเข้ามารายงานว่าแท่นแม่ทัพเสร็จสมบูรณ์แล้ว จ้าวฝูเดินไปที่แท่นแม่ทัพและคิดเกี่ยวกับคนที่เขาจะทำให้เป็นแม่ทัพ ในท้ายที่สุด เขาก็เลือกคนสามคนที่อยู่กับเขามาตั้งแต่แรกเริ่ม ประกอบไปด้วยผู้อาวุโสโล๊ค จางต้าหู และหลิวเหมย
หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้ว จ้าวฝูก็ใช้ช่องทางการเทเลพอร์ตไปยังเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์และไปที่โรงหลอม ยามด้านนอกได้ทำความเคารพต่อเขา และจ้าวฝูก็พยักหน้าให้ก่อนที่จะเดินไปที่ประตูและเคาะมัน
กงซุนหลินพูดออกมาจากข้างในด้วยน้ำเสียงอันหงุดหงิดว่า "ใครกัน? ออกไปซะ อย่ามารบกวนฉัน!"
ใบหน้าของจ้าวฝูปรากฏความกระอักกระอ่วนขึ้นมาในขณะที่เขาตอบ "ข้าเอง!"
เมื่อได้ยินเสียงของจ้าวฝู กงซุนหลินก็รีบวิ่งมาเปิดประตู เมื่อเธอเห็นจ้าวฝู เธอก็ถาม "จ้าวซิน ท่านมาที่นี่ทำไม?"
จ้าวฝูมองไปที่กงซุนหลินที่ทั้งใบหน้าและเสื้อผ้าปกคลุมไปด้วยคราบเขม่า และเธอก็ไม่ได้น่ารักเท่าวันที่เธอไปประมูลอีก ตอนนี้เธอดูราวกับช่างตีเหล็กจริงๆ
จ้าวฝูยิ้มก่อนจะนำแร่เหล็กทมิฬออกมาและมอบมันให้กับเธอ กงซุนหลินอุทานออกมาด้วยความดีใจในทันที "จ้าวซิน! ท่านได้วัสดุระดับทองมาอีกแล้ว!"
จ้าวฝูพยักหน้าและตอบ "ข้าต้องการใช้มันเพื่อสร้างกระบี่ใหญ่"
กงซุนหลินพยักหน้าอย่างมีความสุขและตอบมาว่า "ข้าจะหลอมมันให้หลังจากข้าทำโล่เสร็จแล้ว!"
จ้าวฝูถาม "อีกนานแค่ไหนกว่าโล่จะเสร็จสมบูรณ์?"
"เกี่ยวกับเรื่องนี้..." กงซุนหลินเอียงศีรษะของเธอ ก่อนที่จะตอบว่า "อาจจะอีก 5 - 6 วัน!"
จ้าวฝูได้พูดกับกงซุนหลินอีกสักพัก และเมื่อเขาเห็นว่าเธอบ้าการหลอมสร้างแค่ไหน เขาจึงเตือนให้เธออย่าหักโหมเพราะเขาก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมาก
เมื่อได้ยินคำพูดที่ห่วงใยของจ้าวฝู ใบหน้าของเธอจึงกลายเป็นสีแดง และเธอก็พยักหน้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจแล้ว ก่อนที่จะวิ่งกลับไปทำงานต่อ
หลังจากนั้นจ้าวฝูก็ออกจากโรงหลอม บางคนอาจจะสงสัยว่าเหตุใดจ้าวฝูถึงไว้ใจกงซุนหลินมากจนถึงขนาดมอบวัสดุล้ำค่าเช่นนี้ให้กับเธอ
อันที่จริง เขาเชื่อว่าเธอเป็นคนจากตระกูลกงซุนมาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะกลิ่นอายที่เธอแผ่ออกมาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมีได้ นอกจากนี้ ทุกๆตระกูลใหญ่ต่างก็มีความภาคภูมิใจของพวกเขา - ยกตัวอย่างเช่น ตระกูลที่มีการหลอมสร้างมาตั้งแต่โบราณซึ่งได้หลอมดาบที่มีชื่อเสียงและโดดเด่นมาหลายต่อหลายเล่ม แต่พวกเขาก็ไม่เคยใช้พวกมันเองเลย ดังนั้นมันจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่กงซุนหลินจะดวงตามืดบอดเพราะความโลภและหักหลังเขา
นอกจากนี้ ในตอนนี้จ้าวฝูยังเป็นขุมกำลังขนาดใหญ่ในหมู่ผู้เล่น ถ้าใครกล้าที่จะขโมยของของเขา คนผู้นั้นคงจะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในป่าแห่งความพรั่งพรึงได้อีก ในตอนนี้ผู้เล่นสามารถพัฒนาได้จากที่ๆตัวเองเกิดเท่านั้น และมันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะหนีไป
ในขณะที่จ้าวฝูมาถึงร้านอาทิตย์อัสดง ใครบางคนก็เข้ามารายงาน "มีคนสองคนมาที่นี่เพื่อรอพบท่าน!"
จ้าวฝูพยักหน้าและเดินมาที่ห้องรับแขก เขาเห็นชายสองคนในเครื่องแบบทหารที่มีกลิ่นอายอันล้ำลึกอยู่ จ้าวฝูเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและรอยยิ้มเล็กๆได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาในขณะที่เขาถาม "สวัสดีครับ พวกท่านมีเรื่องอะไรอยากจะคุยกับข้างั้นเหรอ?"
ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้นำไม่ได้พยายามที่จะซ่อนอะไรและพูดอย่างโผงผาง "ข้าคือถังจานและนี่คือผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า ฉิวเหวินเจี่ย พวกเรามาจากฝ่ายกองทัพในป่าแห่งความพรั่งพรึง เราอยากให้เจ้าเข้าร่วมกับฝ่ายกองทัพของพวกเราและทำงานเพื่อประเทศของเรา ประเทศจะตอบแทนเจ้าเป็นอย่างงามในอนาคตแน่นอน"
รอยยิ้มของจ้าวฝูไม่ได้เปลี่ยนไปในขณะที่เขาปฏิเสธในทันที "ขออภัย แต่ข้าไม่ได้สนใจที่จะเข้าร่วมกับกองทัพ"
นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน - ตระกูลใหญ่ตระกูลไหนที่จะไปเข้าร่วมกับฝ่ายกองทัพ? มันเป็นการดีกว่าที่จะเป็นราชาของหมู่โจรแทนที่จะถูกจำกัดด้วยกฏระเบียบมากมาย และรางวัลล่ะ? จ้าวฝูเป็นผู้สืบทอดมรดกของอาณาจักรต้าฉิน ดังนั้นทำไมเขาต้องไปอยากได้รางวัลจากประเทศด้วย? นอกจากนี้ ใครจะมารับประกันว่าฝ่ายกองทัพจะสามารถรวบรวมแผ่นดินได้? ใครบ้างที่จะไม่มีความทะเยอทะยานเป็นของตัวเอง?
ฉิวเหวินเจี่ยพูดด้วยความไม่พอใจ "ท่าทีแบบนั้นมันอะไรกัน? การรับใช้ประเทศถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก"
จ้าวฝูหัวเราะเบาๆ - เรื่องแบบนั้นมันคงเป็นแค่ในอดีตเท่านั้น และเวลาก็ได้ผ่านมานมนานแล้ว หลังจากผ่านระยะเวลาแห่งความสงบสุขมานาน จิตใจของผู้คนก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา คำพูดเหล่านี้ไม่สามารถใช้ได้ผลอีก และมันกลับกลายเป็นแค่เรื่องตลกก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตามจ้าวฝูก็รู้สึกเคารพต่อเหล่าทหารที่จงรักภักดีต่อประเทศของตน เขาเคารพที่คนพวกนี้ยินดีที่จะสละชีวิตของตัวเองเพื่อประเทศ และเขาก็ยังเคารพที่คนพวกนี้ยอมมาเป็นทหาร อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคนพวกนี้กลายเป็นศัตรู เขาก็จะไม่แสดงความเมตตาออกมาเลยเมื่อต้องบดขยี้คนพวกนี้
แม้ว่าจ้าวฝูจะไม่ต้องการทำเช่นนั้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เขาก็จะไม่ยอมถอย ในโลกจุติสวรรค์ มันคือช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและความรุนแรง
ฉิวเหวินเจี่ยโมโหมากเมื่อเขาเห็นสีหน้าของจ้าวฝู แต่ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรออกไปนั้น ถังจานก็หยุดเขาและกล่าวว่า "คุณจ้าว พวกเราหวังว่าเจ้าจะคิดถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น ฝ่ายทหารยินดีต้อนรับเจ้าตลอดเวลา พวกเรามีเรื่องอื่นให้ไปจัดการต่อ ดังนั้นพวกเราขอตัวลาก่อน"
จ้าวฝูพยักหน้าและตอบว่า "ดูแลตัวเองด้วย ข้าขอไม่ไปส่งนะ"
หลังจากออกมาจากร้านอาหารแล้ว ฉิวเหวินเจี่ยก็พูดด้วยความไม่พอใจ "หัวหน้า ท่าทีของจ้าวซินนั่นมันอะไรกัน? ฝ่ายกองทัพได้ยอมลดตัวลงมาเชิญเขา แต่เขาก็ไม่คิดถึงมันก่อนที่จะปฏิเสธออกมา"
ถังจานถอนหายใจและตอบว่า "ช่างเถอะ พอแล้ว เวลามีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับจิตใจของผู้คน สิ่งที่เจ้าพูดเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้เราเอาชนะใครได้ และในโลกที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังยึดถืออยู่นั้นมันถูกต้องรึเปล่า"