- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 175.ขุนนางทั้งราชสำนักแห่มาเยือน
บทที่ 175.ขุนนางทั้งราชสำนักแห่มาเยือน
บทที่ 175.ขุนนางทั้งราชสำนักแห่มาเยือน
​
​เกิดจักรพรรดินีต้าเหยียนหน้าตาอัปลักษณ์แถมยังอ้วนฉุขึ้นมาล่ะ...
​เซียวจวินหลินกะพริบตาปริบๆ เออแฮะ ที่ซูฉานจิ้งพูดมาก็มีเหตุผล... เวรเอ๊ย! มัวแต่ดีใจที่จะได้เกาะเมียรวยๆ กิน ดันลืมเช็กเบ้าหน้าว่าที่เมียซะสนิทเลย!
​สงสัยต้องไปขอรูปวาดพี่สาวจากหนานกงหงอวี๋มาดูเป็นขวัญตาก่อนซะแล้วมั้ง?
​ขณะที่เซียวจวินหลินกำลังคิดสะระตะอยู่นั้น จู่ๆ หน้าจวนเจิ้นเป่ยอ๋องก็เกิดเสียงดังเอิกเกริก!
​กองพันทหารม้าเป็นทัพหน้า
​ทหารองครักษ์หลวงเบิกทาง!
​ตามมาด้วยองค์ชายผู้สำเร็จราชการและองค์ชายหก รั้งท้ายด้วยขบวนขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนัก!
​ทั้งหมดมารวมตัวกันอออยู่หน้าจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง
​ชาวบ้านถูกต้อนให้ออกไปอยู่รอบนอก แต่ก็ยิ่งทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
​“จวนเจิ้นเป่ยอ๋องเกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมถึงได้ครึกครื้นขนาดนี้? ขุนนางใหญ่โตมากันหมดราชสำนักเลยมั้งเนี่ย!”
​“นี่เจ้ายังไม่รู้ล่ะสิ! แฟนใหม่ของแฟนเก่าของลูกชายของคุณป้าคนที่เจ็ดของข้า ที่เป็นขันทีอยู่ในวังน่ะ แอบกระซิบมาว่า ท่านซื่อจื่อเซียวเตรียมตัวจะไปแต่งเข้าบ้าน เป็นชายบำเรอให้จักรพรรดินีแคว้นต้าเหยียนแล้วเว้ย!”
​“มั่วแล้ว! ข่าวของเจ้ามันมั่ว! ที่จริงคือ ท่านซื่อจื่อเซียวจะไปเป็นขันทีที่แคว้นต้าเหยียนต่างหากเล่า!”
​“เป็นไปได้ไง! ท่านเจิ้นเป่ยอ๋องผู้เกรียงไกร ตระกูลเซียวที่ขึ้นชื่อเรื่องความห้าวหาญชายชาตรีมาทุกยุคทุกสมัย ทำไมถึงได้ตกต่ำถึงเพียงนี้!”
​……
​จุดที่ใกล้ประตูจวนที่สุด องค์ชายสี่ผู้สำเร็จราชการยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ เสียงเซ็งแซ่รอบด้านก็เงียบลงทันตา
​เขามองไปยังประตูจวนเจิ้นเป่ยอ๋องด้วยสีหน้าหงุดหงิด... ไอ้เซียวจวินหลินนี่มันชักจะวางก้ามเกินไปแล้ว กล้าปฏิเสธคำเชิญเข้าเฝ้าของเขาถึงสองครั้งสองครา!
​หน้าตาของผู้สำเร็จราชการอย่างข้า จะเอาไปไว้ที่ไหน!
​แต่ก็นั่นแหละ ใครใช้ให้ผู้หญิงจากแคว้นต้าเหยียนเกิดตาบอด มาหลงรักมันเข้าล่ะ แถมยังเอาเมืองใหญ่ถึงสามเมืองของต้าเซี่ยมาเป็นเดิมพันอีก
​ขอเพียงเซียวจวินหลินยอมไปแต่งเข้าบ้าน เมืองทั้งสามก็จะยังคงเป็นของต้าเซี่ย ซึ่งถือเป็นความดีความชอบชิ้นโบแดงในสายตาของเสด็จพ่อ
​แต่ในทางกลับกัน ถ้าเขาเจรจาเรื่องเมืองทั้งสามกับต้าเหยียนไม่สำเร็จ ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการของเขาก็คงจบเห่แน่ๆ
​ดังนั้น ต่อให้จะเหม็นขี้หน้าเซียวจวินหลินแค่ไหน องค์ชายสี่ก็จำต้องแบกหน้ามาหาด้วยตัวเอง
​“จวินหลิน ออกมาคุยกันหน่อยเถอะ! ข้า... พวกเรามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาหารือกับเจ้านะ”
​เวลาผ่านไปพักใหญ่
​นอกจากสิงโตหินสองตัวที่หมอบอยู่หน้าประตูแล้ว ภายในจวนเจิ้นเป่ยอ๋องก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น
​“พี่สี่ บารมีท่านดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลนะพะยะค่ะ!”
​เจียงเฉินแค่นเสียงหัวเราะหยัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ให้ข้าลองดูไหม? เซียวจวินหลิน! ข้าและเหล่าขุนนางทั้งราชสำนักมารอเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ถ้ายังรักชีวิตก็รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
​ในเมื่อความนุ่มนวลของพี่สี่ใช้ไม่ได้ผล ก็แสดงว่าไอ้หมอนี่มันเป็นพวกชอบความรุนแรง ต้องใช้ไม้แข็งเข้าสู้
​ดังนั้น น้ำเสียงของเจียงเฉินจึงดุดันเกรี้ยวกราด
​พูดจบ เขาก็กวาดสายตามองขุนนางด้านหลัง “ทุกท่าน หากเซียวจวินหลินยังไม่ออกมาพบพวกเราอีก! ก็ถือว่าไม่ไว้หน้าทุกคนที่อยู่ที่นี่! ทุกท่านจงจำความหยิ่งยโสของมันเอาไว้ให้ดี!”
​พวกอัครเสนาบดี และเสิ่นชิงซาน ได้ยินดังนั้นก็คร้านจะใส่ใจ
​ในฐานะพ่อตา ทำไมพวกเขาจะไม่รู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของเซียวจวินหลิน หากพูดจาดีๆ แบบท่านผู้สำเร็จราชการ อาจจะพอมีลุ้นบ้าง
​แต่ถ้ามาใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวแบบนี้ล่ะก็ เซียวจวินหลินยิ่งไม่เห็นหัวเข้าไปใหญ่
​และก็เป็นไปตามคาด ผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป
​ภายในจวนเจิ้นเป่ยอ๋องก็ยังคงเงียบกริบไร้สรรพเสียง
​“น้องหก ดูเหมือนบารมีของเจ้าก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันนะ” องค์ชายสี่หัวเราะเยาะ
​ใบหน้าของเจียงเฉินบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “ช่างอวดดีนักนะเซียวจวินหลิน! ในเมื่อมันไม่ออกมาต้อนรับแขก งั้นพวกเราก็บุกเข้าไปเองเลย!”
​แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเข้าไป จู่ๆ ก็มีสุนัขตัวหนึ่งเดินผ่านมาหน้าจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แล้วเห่าขึ้นมาสองสามบ็อก
​เดิมทีก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาสามัญ
​ทว่าวินาทีต่อมา เซียวจวินหลินในชุดหรูหราก็เดินทอดน่องออกมาจากจวนอย่างไม่รีบร้อน ตรงดิ่งไปหาสุนัขตัวนั้น โยนกระดูกให้ชิ้นหนึ่ง ยืนดูมันแทะกระดูกอย่างเอร็ดอร่อย พลางลูบหัวมันเบาๆ “วั่งไฉเอ๊ย มาหาข้าเวลานี้ทุกวันเลยนะ แกนี่มันน่ารักน่าเอ็นดูกว่าคนตั้งเยอะ”
​ภาพนี้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่
​ทุกคนต่างดูออกว่า เซียวจวินหลินยอมให้ความสนใจสุนัขตัวหนึ่ง มากกว่าองค์ชายทั้งสองพระองค์เสียอีก!
​ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างก้มหน้าซุบซิบนินทา หัวเราะเยาะเย้ยองค์ชายทั้งสอง
​องค์ชายสี่และองค์ชายหกถึงกับหน้าเสีย เสียหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
​“เจ้า!” องค์ชายหกอ้าปากเตรียมจะด่าทอ
​แต่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียง องค์ชายสี่ก็ยกมือขึ้นห้าม “น้องหก อย่าให้เสียการใหญ่!”
​แม้ตัวองค์ชายสี่เองจะเดือดปุดๆ ในใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้ตอนนี้เซียวจวินหลินถือไพ่เหนือกว่าเล่า
​“จวินหลิน ในที่สุดเจ้าก็ออกมาเสียที พวกเรามีเรื่องสำคัญระดับชาติจะปรึกษากับเจ้า” องค์ชายสี่ปั้นหน้ายิ้มแย้ม เอ่ยเสียงนุ่มนวล
​เซียวจวินหลินตบหัวสุนัขน้อยเบาๆ ไล่ให้มันไปพ้นๆ
​จากนั้นจึงหันมามองกลุ่มคนตรงหน้า
​ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายสี่ องค์ชายหก หรือบรรดาขุนนางที่เคยทำหน้าถมึงทึงใส่เขาเมื่อหลายวันก่อน
​มาบัดนี้ ทุกคนกลับมีรอยยิ้มเป็นมิตรประดับบนใบหน้า ดูสนิทสนมกลมเกลียวราวกับเขาเป็นพ่อบังเกิดเกล้าที่พลัดพรากจากกันไปนานนับสิบปีก็ไม่ปาน
​“ว่ามาสิ มีเรื่องอะไร” เซียวจวินหลินยิ้มบางๆ รับคำ
​แหม รู้ทั้งรู้ยังมาแกล้งถาม สายสืบของเจ้ามีอยู่ทั่วเมือง จะไม่รู้ได้ยังไง... องค์ชายสี่ขมวดคิ้ว ขืนพูดเองคงเสียฟอร์มแย่ จึงส่งสายตาส่งซิกให้คนอื่นพูดแทน
​เสนาบดีกรมพิธีการรีบก้าวออกมารับหน้าเสื่อทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงฮึกเหิม “ท่านซื่อจื่อ! จักรพรรดินีแห่งต้าเหยียน ยินดีใช้เมืองเยียนอวิ๋นและเมืองอื่นๆ รวมสามเมืองเป็นสินสอดทองหมั้น เพื่อสู่ขอท่านไปเป็นพระสวามี ผูกมิตรไมตรีระหว่างต้าเซี่ยกับต้าเหยียนให้แน่นแฟ้นสืบไป ​นี่มันเป็นเรื่องมงคลระดับชาติเลยนะขอรับ!”
​ขุนพลนายหนึ่งที่อยู่ฝ่ายองค์ชายหกก็รีบพูดเสริมเป็นลูกคู่
​“ถูกต้องแล้วขอรับ! ขอเพียงท่านซื่อจื่อพยักหน้าตกลง ไม่เพียงแต่จะได้ดินแดนของต้าเซี่ยกลับคืนมาโดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว แต่ยังสามารถเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร หลีกเลี่ยงสงครามระหว่างสองแคว้นได้อีกด้วย! ความดีความชอบอันใหญ่หลวงนี้ จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!”
​เสนาบดีกรมพิธีการรีบสานต่อ ใช้กลยุทธ์บีบบังคับทางศีลธรรมเข้าเล่นงาน
​“ท่านซื่อจื่อเป็นผู้มีความจงรักภักดี กตัญญูรู้คุณ และมีคุณธรรมสูงส่ง คงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหมขอรับ? เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง เพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร์ เชื่อว่าท่านเจิ้นเป่ยอ๋องคนก่อน หากรับรู้ได้บนสรวงสวรรค์ ก็คงจะภาคภูมิใจในตัวท่านมากแน่ๆ ขอรับ!”
​คำพูดเหล่านี้ สลับกันพูดรับส่งเป็นทอดๆ ทุกประโยคล้วนเป็นคำสรรเสริญเยินยอ แต่ทุกถ้อยคำก็เปรียบดั่งโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มัดตัวเซียวจวินหลินให้ติดอยู่บนจุดสูงสุดของศีลธรรม
​พวกเขามั่นใจว่า เซียวจวินหลินหน้าบางเกินกว่าจะกล้าปฏิเสธข้อเสนอนี้
​ดวงตาของเซียวจวินหลินลึกล้ำดุจสระน้ำลึก สงบนิ่งดั่งผิวน้ำสาบ
​ปราศจากระลอกคลื่นใดๆ
​ทว่า กลับสะท้อนภาพใบหน้าของทุกคนในที่นี้ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโลภ การคำนวณผลประโยชน์ หรือความห่วงใย
​จากนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มให้ทุกคน พลางเอ่ยว่า “ในเมื่อใต้เท้าทุกท่านชื่นชอบแคว้นต้าเหยียนขนาดนี้ มิสู้พวกท่านแต่งไปเองเลยไม่ดีกว่ารึ?”