- หน้าแรก
- จุติเทพสงครามหลังโดนไล่ออกผมก็ไปอาละวาดที่แนวหน้า
- บทที่ 145 วีรบุรุษเกิดจากเยาวชน!
บทที่ 145 วีรบุรุษเกิดจากเยาวชน!
บทที่ 145 วีรบุรุษเกิดจากเยาวชน!
ฉินเจิ้นซานคิดว่าหูเขาอาจจะฝาดไป หรือไม่ไอ้แก่ชื่อเซียวก็คงจะเป็นบ้าไปแล้ว
"เดี๋ยวก่อนนะ"
ฉินเจิ้นซานยกมือขึ้น ห้ามคำพูดของชื่อเซียวไว้ก่อน
"เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ...?"
"ทะลวงระดับต่อหน้า?"
"ระดับ 5?"
เมื่อเห็นสีหน้าของฉินเจิ้นซานที่เหมือนเผลอกลืนแมลงวันตัวเป็นๆ เข้าไป ความอัดอั้นที่บอกไม่ถูกของชื่อเซียวก็มลายหายไปไม่น้อย
รู้สึกดีชะมัด
ความสุขที่มีคนร่วมแชร์มันดีอย่างนี้นี่เอง เขาจะยอมแบกรับความเจ็บปวดที่โลกทัศน์พังทลายอยู่คนเดียวได้ยังไง?
ชื่อเซียวพยักหน้าช้าๆ ทำสีหน้าเรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เออ ทะลวงระดับต่อหน้านั่นแหละ"
"ลองคิดดูสิ"
ชื่อเซียววาดมือประกอบ น้ำเสียงสบายๆ เหมือนพูดเรื่องกินซาลาเปาสองลูกเป็นมื้อเย็น
“มันอารมณ์แบบว่า... นาทีที่แล้วแกยังอยู่ระดับ 4 ขั้นกลาง แล้วก็ ‘ฟุ่บ’ กลายเป็นระดับ 4 ขั้นปลาย”
“จากนั้นยังไม่ทันกะพริบตา ‘ตูม’ แกก็ไประดับ 5 แล้ว”
“กระบวนการทั้งหมดแม่งลื่นปรื๊ด ไม่มีคอขวด ไม่มีสะดุด”
“ง่ายเหมือนดื่มน้ำเลยว่ะ”
ฉินเจิ้นซาน: “...”
เขาจ้องลึกเข้าไปในตาของชื่อเซียว พยายามหาเศษเสี้ยวของคำล้อเล่น
ทว่า... ไม่มีเลย
ดวงตาฝ้าฟางของชื่อเซียวที่ปกติจะแฝงแววขี้เล่น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความจริงจัง
ฉินเจิ้นซานซดน้ำลายอึกใหญ่ เสียงแหบพร่า
"แกไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?"
"ฉันติดอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับ 4 มาตั้งสามปีเต็ม! ต้องลำบากแทบตาย ผ่านความเจ็บปวดนับไม่ถ้วน เกือบเอาชีวิตไม่รอดกว่าจะแตะขอบเขตระดับ 5 ได้!"
"เอ็งบอกว่าเขา... ทะลวงระดับในเวลาแค่ดื่มน้ำเนี่ยนะ?"
"เขายังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่าวะ?!"
ชื่อเซียวไหวไหล่ แบมือออก
"ใครจะไปรู้? เอาเป็นว่าฉันไม่คิดว่าเขาเป็นมนุษย์แล้วกัน"
"แกไม่เห็นภาพตอนนั้นหรอก"
ชื่อเซียวเม้มปาก เหมือนยังติดตาอยู่กับภาพนั้น "ความรู้สึกมันเหมือนพระเจ้าวิ่งไล่กวดเอาข้าวมาป้อนใส่ปากแกเองเลยว่ะ แกปฏิเสธไม่ได้ด้วยนะ ท่านยัดเยียดให้เองเลย"
ร่างกายที่เคยแข็งทื่อของฉินเจิ้นซานค่อยๆ อ่อนแรงลง เขาพิงพนักเบาะรถ สายตาจ้องเพดานรถอย่างว่างเปล่า
คำพูดนับพันคำ สุดท้ายกลั่นกรองเหลือเพียงสองคำสั้นๆ:
"เชี่ยเอ๊ย"
ในฐานะผู้นำสูงสุดของเจียงเฉิง ฉินเจิ้นซานถือว่าตัวเองผ่านโลกมาเยอะ
แต่คลื่นลูกนี้มันใหญ่เกินไปไหม?
"ฟู่ว..."
ฉินเจิ้นซานหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดอยู่สามครั้งถึงติด
เขาพ่นควันออกมา และสติเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง ถึงชื่อเซียวจะชอบทำตัวไม่น่าเชื่อถือในเรื่องทั่วไป แต่เรื่องคอขาดบาดตายระดับหลักการแบบนี้ เขาไม่มีทางพูดพล่อยๆ แน่นอน
ในเมื่อเขาบอกว่าจริง... มันก็ต้องจริง
"ถ้าอย่างนั้น..."
ฉินเจิ้นซานหรี่ตา มองผ่านกระจกรถไปยังเมฆรูปเห็ดที่ยังไม่จางหายไปในระยะไกล แววตาเริ่มคมกริบขึ้นทีละน้อย
"ถ้าไอ้หนูนี่ทะลวงไประดับ 5 ได้จริงๆ..."
"ด้วยพลังรบระดับปีศาจที่ข้ามขั้นได้ บวกกับลูกเล่นประหลาดๆ พวกนั้น..."
ฉินเจิ้นซานหันไปมองชื่อเซียว: "การเผชิญหน้ากับราชันอสูรระดับ 5 ขั้นสูงสุดสามตัว..."
เขาพูดไม่จบประโยค เหมือนกำลังประมวลความน่าจะเป็นในใจ
ชื่อเซียวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะให้ข้อสรุปที่ "ถ่อมตัว" ที่สุด
"อย่างน้อย... ก็ไม่เพลี่ยงพล้ำ"
"ยิ่งกว่านั้น" ชื่อเซียวชี้ไปที่หัวตัวเอง "เฉินเทียนน่ะ ถึงการกระทำจะดูโอหัง แต่เขามีสติแจ่มชัดกว่าใครเพื่อน"
"ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย เขาจะไล่ฉันกลับมาทำไม?"
ฉินเจิ้นซานชะงักไป
คำพูดของชื่อเซียวมีเหตุผลมาก เฉินเทียนคือประเภท "ไม่เห็นน้ำไม่ตัดกระบอก" (ไม่เห็นประโยชน์ไม่ลงมือ) เขาอาจจะดูเหมือนรนหาที่ตาย แต่จริงๆ แล้วเขาระวังตัวแจ! ในเมื่อกล้าไล่ชื่อเซียวกลับและอยู่คนเดียวในเขตใจกลาง แปลว่าในสายตาเขา ราชันอสูรสามตัวนั้น... ตายไปเรียบร้อยแล้ว!
เมื่อคิดได้ดังนี้
หัวใจที่เคยกระวนกระวายของฉินเจิ้นซานก็หล่นกลับลงไปอยู่ที่ท้องทันที เขาถึงขั้นรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมาเบาๆ เขาชำเลืองมองไปทางทิศที่โจวเสวียนหายไป แววตาฉายประกายสงสารอย่างปิดไม่มิด
"โถๆๆ" ฉินเจิ้นซานส่ายหัว "น่าสงสารผู้ตรวจการโจวจริงๆ"
"อุตส่าห์ดั้นด้นมาเพื่อจะเล่นบท 'ฮีโร่ช่วยไอ้โง่'"
"แต่พอไปถึงคงได้รู้ว่า ไอ้โง่น่ะ... คือตัวเอง"
ชื่อเซียวอดหัวเราะไม่ได้เช่นกัน
"ไปเถอะ" ฉินเจิ้นซานขยี้บุหรี่ทิ้งแล้วสั่งคนขับรถ
"ขับให้ไวหน่อย ผมอยากไปดูว่าท่านผู้ตรวจการของเรา... ยังสบายดีอยู่ไหม?"
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางเขตยึดครอง
ร่างสีดำร่างหนึ่งราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ พกพาเอาโทสะอันไร้ขีดจำกัดและปราณที่ดุดัน บุกตะลุยผ่านซากปรักหักพังอย่างบ้าคลั่ง นั่นคือโจวเสวียน
ในวินาทีนี้ เขาละทิ้งมาดผู้ตรวจการไปจนสิ้น ในหัวเขามีเพียงความคิดเดียวช่วยคน!
ถึงเขาจะมองข้ามเฉินเทียน คิดว่าเด็กนั่นโอหังจนกู่ไม่กลับ แต่เขาก็เป็นเจ้าหน้าที่ และมีทหารบริสุทธิ์สามพันนายที่ต้องรักษาชีวิตเอาไว้
"จะปล่อยให้พวกเขามีอันเป็นไปไม่ได้!"
"เฉินเทียน! ไอ้สารเลว!" โจวเสวียนด่าทอในใจขณะวิ่ง
"ถ้าทหารพวกนั้นผมร่วงแม้แต่เส้นเดียว ผมจะยอมแลกชุดเครื่องแบบนี้เพื่อส่งแกขึ้นศาลทหารให้ได้!"
"อดทนไว้! ขอแค่พวกแกยังหายใจอยู่ ต่อให้เหลือลมหายใจเดียว ฉันก็จะพาพวกแกออกมาให้ได้!"
เบื้องหน้า เงาของหอส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่ทิ้งร้างเริ่มปรากฏให้เห็นลางๆ หัวใจโจวเสวียนเต้นรัวจนมาจุกที่คอ เขาเตรียมใจมาพร้อมแล้ว เตรียมใจที่จะเห็นซากศพเกลื่อนกลาด เตรียมเห็นนรกบนดินที่มีสัตว์อสูรรุมทึ้ง เตรียมเห็นเด็กหนุ่มโอหังคนนั้นคุกเข่าร้องไห้คร่ำครวญ...
ทว่า เมื่อเขาฝ่าเศษซากก้อนหินก้อนสุดท้ายออกมาได้ และ "กับดักมรณะ" ในใจเขาปรากฏชัดต่อหน้า
โจวเสวียนหยุดกะทันหัน
ราวกับถูกแช่แข็งอยู่กับที่
เขาเบรกกะทันหันขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แรงเฉื่อยมหาศาลทำให้พื้นใต้เท้าแตกละเอียดทันที แต่เขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงแต่แหงนหน้ามอง อ้าปากค้าง แววตาที่เคยเต็มไปด้วยโทสะ บัดนี้กลับดูเหมือนได้เห็นปาฏิหาริย์ รูม่านตาหดเกร็งอย่างรุนแรง
ใช่... ซากศพเกลื่อนกลาดจริง
แต่มันไม่มีศพมนุษย์เลยแม้แต่ร่างเดียวบนพื้น
พวกมันคือศพสัตว์อสูรทั้งหมด!
อสูรขนาดต่างๆ กันนอนระเนระนาดทั่วบริเวณ กลิ่นคาวเลือดที่ฉุนจมูกปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ เลือดอสูรย้อมแผ่นดินจนเป็นสีแดงฉาน แสงตะวันยามเที่ยงวันสาดลงมาดุจน้ำพุสีทอง อาบไล้หอส่งสัญญาณโทรทัศน์สูงสี่ร้อยเมตร
ที่ยอดหอคอย... ณ จุดที่ใกล้สวรรค์ที่สุด
ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งยืนนิ่งท่ามกลางสายลมที่หวีดหวิว เสื้อโค้ทสีดำพัดโบกไหวรุนแรงดุจธงรบที่ถูกคลี่ออกบนยอดเขา
เขาไม่ได้พูด เขาไม่ได้ขยับ
เขาเพียงแต่พิงดาบหนักสีดำที่ยาวเกินขนาด จ้องมองลงไปยังแผ่นดินที่เพิ่งถูกพิชิตคืนมา
ท่าทางนั้น... คือวีรบุรุษหนุ่มที่เปี่ยมด้วยบารมี
มีชีวิตอยู่อย่างฮึกเหิม และรู้ถึงความหมายของการดำรงอยู่
และเบื้องหลังร่างนั้น บนแผ่นเหล็กขึ้นสนิมแผ่นยักษ์...
ตัวอักษรแปดตัวที่ทรงพลัง สะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา ทุกเส้นสายที่วาดลงไปดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยเจตจำนงดาบที่กระหายเลือดและทำลายล้าง
【กวาดล้างรกร้าง ยึดคืนขุนเขาและพงไพร!】
ตูม!!!
แปดตัวอักษรนี้ราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงบนหัวของโจวเสวียน เขารู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ
เขาลดสายตาลงต่ำ
เบื้องล่างหอคอยสูงนั่น
ทหารหน่วยพั่วจวินสามพันนายในชุดอุปกรณ์ครบมือ ยืนเข้าแถวจัดขบวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ไม่มีใครพูด ไม่มีใครขยับ
พวกเขาสังเกตเห็นการมาเยือนของ "แขกไม่ได้รับเชิญ" อย่างโจวเสวียนเสียด้วยซ้ำ
สายตาสามพันคู่
สายตาสามพันคู่ที่แดงก่ำ แต่กลับลุกโชนด้วยความคลั่งไคล้
ทุกคู่สายตาจับจ้องไปที่ร่างเดียวบนยอดหอคอย
แววตาแบบนั้น... โจวเสวียนรู้จักดี
มันไม่ใช่สายตาที่มองผู้บังคับบัญชา
แต่มันคือสายตาของศาสนิกชนที่มองดูพระเจ้า!
คือคนเดินทางในความมืดที่แหงนมองดวงตะวันที่ฉีกกระชากราตรีกาลอันยาวนาน!
นี่คือกองทัพเดนตาย
กองทัพที่ไร้เทียมทาน ซึ่งพร้อมจะบุกตะลุยเข้าหาทวยเทพและพระพุทธได้ทันทีเพียงแค่เด็กหนุ่มคนนั้นออกคำสั่ง!
โจวเสวียนรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอุดอยู่ที่ลำคอ
"นี่มัน..."
เขาสั่นสะท้านพลางชี้ไปที่ร่างเบื้องหน้า คำด่าทอที่เตรียมมาทั้งหมดกลายเป็นของไร้ค่าในพริบตา เขามิอาจกล่าวหาว่าเฉินเทียนโอหัง เพราะซากสัตว์อสูรที่เกลื่อนกลาดที่ถูกกวาดล้างจนเหี้ยนบอกเขาว่านี่คือ "พลัง"
เขาอยากจะเรียกเฉินเทียนว่าไอ้เด็กเวร
แต่พลังที่แผ่ออกมาจากตัวอักษรแปดตัวที่ว่า "กวาดล้างรกร้าง ยึดคืนขุนเขาและพงไพร" ทำให้ข้าราชการรุ่นใหญ่ที่ผ่านโลกมาครึ่งชีวิตอย่างเขา รู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
"นี่คือฝีมือของ... เด็กอายุสิบเจ็ดปีจริงๆ เหรอ?" โจวเสวียนพึมพำกับตัวเอง
ในวินาทีนั้นเอง ร่างบนยอดหอคอยดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
เฉินเทียนค่อยๆ หันกลับมา ก้มมองลงมาด้านล่าง
ห่างกันหลายร้อยเมตร
สายตาของทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ
โจวเสวียนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ในฐานะผู้ตรวจการมณฑลเทียนหยุน เขากลับถูกบารมีของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดข่มจนมิดในพริบตา!
นั่นคือดวงตาแบบไหนกัน?
สงบ ลุ่มลึก แต่กลับแฝงด้วยความเฉยเมยที่มองเห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงฝุ่นผง
แม้เขาจะเป็นผู้ตรวจการมณฑล แม้จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองตำแหน่งสูงมานาน
แต่ในเวลานี้ ภายใต้การจับจ้องของดวงตาคู่นั้น
เขากลับมีความรู้สึกอยากจะ... คุกเข่าลงกราบไหว้โดยไม่รู้ตัว!!!