- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 162 เลมอน
บทที่ 162 เลมอน
บทที่ 162 เลมอน
คุณหนูไฉสมองหมุนติ้ว กำลังคิดว่าจะวางปูมหลังยังไงให้เข้ากับออร่าอันสูงส่งของตัวเองดี แต่แล้วเสียงกรีดร้องที่บ้าคลั่งและโหยหวนก็ดังจากไกลๆ และใกล้เข้ามาหาที่นี่ด้วยความเร็วสูง
เว่ยหลิงหลานมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในหมอก แต่หลี่อังที่อาศัย [เนตรจิต] สามารถมองได้ไกลกว่านั้นเล็กน้อย
หนูยักษ์... หนูยักษ์ขนาดเท่ารถถังนับสิบๆ ตัวเบียดเสียดกันจนถนนทั้งสายแน่นขนัด ยานพาหนะ ต้นไม้ประดับ เสาไฟ และสิ่งกีดขวางทุกอย่างบนถนนข้างหน้าต่างถูกฝูงหนูพุ่งชนและเหยียบย่ำจนพังพินาศ
หนามสีดำบนหลังของหนูแต่ละตัวตั้งชันราวกับขนที่ลุกพอง มันเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว และหลังจากดีเลย์สั้นๆ พวกมันก็พุ่งทยอยยิงออกไปทางด้านหลัง
หนามที่เปรียบเสมือนลูกศรจากเครื่องยิงธนูระดมยิงเข้าใส่หมอกหนาอย่างไม่ขาดสาย เสียงระเบิดของหนามดังขึ้นจากทางด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
แต่เสียงระเบิดนั้น กลับน้อยกว่าจำนวนหนามที่ถูกยิงออกไปมากอย่างเห็นได้ชัด
ราวกับว่า ในหมอกนั้นมี "อะไรบางอย่าง" ที่คอยกลืนกินหนามระเบิดพวกนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย...
ฝูงหนูต่างมุุดหัวก้มหน้าเร่งสปีดพุ่งชน ดวงตาสีแดงฉานแม้จะดูดุร้ายและกระหายเลือด แต่ลึกๆ ในนั้นกลับเต็มไปด้วยความกลัวตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต
พวกมันกำลังพยายามหนีจาก "อะไรบางอย่าง" ในหมอก
ฟุ่บ!
เสียงแเหวกอากาศดังขึ้น
ท่ามกลางหมอกหนา กระแสลมหมุนวน เงาดำแนวยาวที่ดูเลือนลางตกลงมาจากฟากฟ้า มันรัดเข้าที่ตัวของหนูยักษ์ที่อยู่ท้ายขบวนตัวหนึ่งอย่างแรง แล้วฉุดกระชากมันขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที
ฝูงหนูกรีดร้องอย่างหวาดกลัว ความเร็วในการพุ่งตัวเพิ่มขึ้นอีกระดับ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งเงาดำแนวยาวที่ร่วงลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อม้วนพวกมันหายเข้าไปในม่านหมอกได้เลย
หลี่อังมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน แต่เว่ยหลิงหลานเห็นเพียงแค่หนูยักษ์สิบกว่าตัวพุ่งตรงมาที่ร้านอาหาร
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที เธอรีบกระโดดไปหลบหลังโต๊ะอาหารตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าประตูพอดี พร้อมกับกางขาตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดลงบนโต๊ะ เล็งปากกระบอกปืนไปทางประตูร้านราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต
เครื่องยิงลูกระเบิด Mk19 รุ่นนี้เป็นอาวุธหนักที่หน่วยงานมอบให้บุคลากรนอกเครื่องแบบไว้ใช้งาน
หากเธอใช้งาน Mk19 นี้เพียงลำพัง เธอก็สามารถรัวลูกระเบิดความร้อนสูงออกไปได้เฉลี่ยถึง 80 นัดต่อนาที
ถ้าเป็นพื้นที่โล่งกว้าง รับรองว่าเธอจะถล่มไอ้พวกหนูยักษ์พวกนี้ให้กลายเป็นเศษเนื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ทว่าในร้านอาหารที่มิดชิดแห่งนี้ ไม่มีป้อมปราการป้องกันใดๆ พื้นที่ที่ต้องป้องกันก็กว้างเกินไป แถมระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายยังใกล้กันมากเกินไป
ต่อให้เธอยิงถล่มตัวที่พุ่งเข้ามาตัวแรกๆ ได้สำเร็จ หนูยักษ์ตัวอื่นก็ยังสามารถมุดผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่รอบๆ ร้านเข้ามาทำร้ายฝูงชนได้อยู่ดี...
เสียงย่ำเท้าดังสนั่นราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระหน่ำ เงาของหนูยักษ์นับสิบพุ่งทะลุหมอกออกมา พวกมันเรียงแถวหน้ากระดานพุ่งชนเข้ากับกระจกบานใหญ่ริมถนนของร้านอาหาร
กระจกแตกกระจายละเอียด เสียงฝูงชนร้องไห้ระงมดังสนั่นไปทั่ว
เงาดำแนวยาวเดิมทีได้ทิ้งตัวลงมาจากฟ้าและเล็งไปที่หนูยักษ์ตัวที่อยู่ขอบนอกสุดตัวหนึ่ง แต่กลับหยุดชะงักลงเมื่อใกล้จะถึงขอบเขตของร้านอาหาร มันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวกลับไปอย่างเงียบเชียบ
ฝูงหนูรอดชีวิตจากการไล่ล่ามาได้
หนูยักษ์ตัวที่ใหญ่ที่สุดพุ่งทะลวงเข้ามาทางประตูหลัก ดวงตาสีแดงฉานของมันสะท้อนภาพแผ่นหลังของไฉชุ่ยเฉี่ยวที่สวมชุดเกราะทองแดงและยืนนิ่งไม่ไหวติง
ในสมองของมันไม่มีแนวคิดเรื่อง "ถ้ามีอะไรผิดปกติแสดงว่ามีอันตราย" อยู่เลย ความกลัวต่อเงาดำในหมอกเข้าครอบงำหัวใจของมันจนหมดสิ้น ทำให้มันมองข้ามรังสีคุกคามอันแหลมคมที่แผ่ออกมาจากตัวคุณหนูไฉ
หนูยักษ์เหวี่ยงขาหน้าอันทรงพลัง กรงเล็บที่แหลมคมราวด้านโค้งของมีดถูกชูขึ้นสูงและฟาดฟันลงมาทางคุณหนูไฉอย่างแรง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เว่ยหลิงหลานเพิ่งจะใช้ระเบิดถล่มหนูยักษ์ตัวที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามาตายไปหนึ่งตัว พอหันกลับมาก็เห็นคุณหนูไฉที่ยืนอยู่ตรงประตู กำลังจะถูกสัตว์ประหลาดหนูฉีกกระชากร่างแล้ว
ทำไม... เธอถึงไม่หลบ?
"หึ... หนวกหูจริง"
ไฉชุ่ยเฉี่ยวเอามือไพล่หลัง ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เธอเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับว่าการโจมตีที่รวดเร็วปานสายฟ้าทางด้านหลังนั้น เป็นเพียงแค่สายลมที่พัดผ่านหน้าไปเท่านั้น
ในวินาทีที่กรงเล็บหนูยักษ์กำลังจะถึงตัวเธอนั่นเอง มือสีขาวซีดที่ดูเรียวยาวและผอมแห้งนับสิบๆ มือก็พุ่งออกมาจากพื้นดิน
พวกมันรัดร่างของหนูยักษ์เอาไว้แน่นราวกับงูเหลือม ก่อนจะบิดอย่างแรง!
แกรก! แกรก! แกรก!
กระดูกทั่วร่างของหนูยักษ์ถูกบิดจนหักสะบั้น ดัง "โพละ" ออกมาคำหนึ่ง ท้องที่อ้วนกลมและบวมเป่งถูกบีบจนแตกกระจายเหมือนลูกเลมอนไม่มีผิด!
ของเหลวสีแดงและขาวสาดกระเซ็นไปทั่ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยวน
มือสีขาวนับสิบมือนั้นยังไม่หายไป แต่วินาทีถัดมาพวกมันก็ปรากฏขึ้นที่ใต้เท้าของหนูยักษ์ตัวอื่นๆ บีบคั้นและเก็บเกี่ยวชีวิตของฝูงหนูอย่างรวดเร็วราวกับการคั้นเลมอน
เพียงไม่กี่วินาทีผ่านไป ร้านอาหารที่เคยเละเทะก็เหมือนถูกปูด้วยพรมสีเลือดผืนใหญ่ กลิ่นคาวคลื่นเหียนพุ่งเข้าจมูกจนหลายคนถึงกับอ้วกออกมาตรงนั้นทันที
สายตาที่ฝูงชนมองไปยังคุณหนูไฉนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสั่นสะท้าน
ส่วนฝ่ายหลังนั้นยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดที่เจิ่งนองไปทั่ว แต่บนร่างกายกลับไม่มีรอยเลือดสีแดงแม้แต่หยดเดียว
คุณหนูไฉยังคงสร้างมาดอันสูงส่งต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทันใดนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นเครื่องประดับรูปพระจันทร์ที่แขวนอยู่บนผนังร้านอาหาร จึงตัดสินใจใช้ชื่อร่างอวตารให้เข้ากับสถานการณ์ทันที
เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นว่า "เหยียบปฐพี ทะยานสู่สวรรค์ ข้ามผ่านเมฆา ทะลวงมหาสมุทร พุ่งทะยานสามพันลี้ โผบินเก้าหมื่นลี้!
ข้าคือ เว่ยเย่ว์เยี่ยน แห่งกลุ่มดาวเต่าดำวิมานเจ็ดดารา สังกัดสำนักเฉิงเซียว ดาวเว่ยนั้นมากด้วยเภทภัย มีหน้าที่ดูแลเรื่องการสังหารอันเงียบเชียบ!"
"สำนักเฉิงเซียว..."
เว่ยหลิงหลานสีหน้าเคร่งขรึม เธอพยายามนึกความหมายของคำนี้
เฉิงเซียว หมายถึง หมู่เมฆหรือท้องฟ้า
ในบทกวีของซูซื่อสมัยราชวงศ์ซ่งก็เคยมีคำนี้ที่สื่อถึงท้องฟ้าอันกว้างไกล
ส่วนประโยคที่ว่า "เหยียบปฐพี ทะยานสู่สวรรค์ ข้ามผ่านเมฆา ทะลวงมหาสมุทร" นั้น ก็มาจากบทกวีของหลี่ไป๋สมัยราชวงศ์ถัง
เว่ยเย่ว์เยี่ยน (ดาวนกนางแอ่นในกลุ่มดาวเต่าดำ) เป็นหนึ่งในยี่สิบแปดกลุ่มดาวนก เป็นดาวดวงที่ห้าในเจ็ดดาวทิศเหนือ อยู่ตรงส่วนหางของเต่าดำ ดูแลเรื่องความตายและการสังหารในฤดูใบไม้ร่วง
เว่ยหลิงหลานในฐานะบุคลากรนอกเครื่องแบบของหน่วยจัดการกิจการพิเศษ เธอยังไม่มีระดับชั้นความลับพอที่จะเข้าถึงข้อมูลขององค์กรลึกลับต่างๆ ได้
แน่นอนว่าเธอจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า "สำนักเฉิงเซียว" ที่ไฉชุ่ยเฉี่ยวพูดส่งๆ ออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก
แต่ทว่าอีกฝ่ายสวมชุดเกราะทองแดงหนาหนักแต่กลับเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว แถมยังมีออร่าที่ลึกล้ำและเย็นยะเยือก พอเปิดปากมาก็ร่ายยาวถึงที่มาที่ไปขนาดนี้ เมื่อรวมกับกองเลือดหนูที่เละเทะอยู่บนพื้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่ปั้นเรื่องขึ้นมามั่วๆ เลยสักนิด
'มาจากองค์กรลึกลับโบราณเหรอ? หรือว่าเป็นสมาคมลับที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่กันแน่?'
คุณหนูไฉมองไปยังเว่ยหลิงหลานที่กำลังใช้ความคิด "ตัวตนของเธอ"
ฝ่ายหลังพอได้สติก็รีบแสดงไอดีผู้เล่นของตัวเองออกมาทันที
เนื่องจากไฉชุ่ยเฉี่ยวไม่ใช่ผู้เล่น เธอจึงมองไม่เห็นไอดีของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางการทำตัวเหนือธรรมชาติของเธอ เธอพยักหน้าเล็กน้อยราวกับเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว
จริงๆ แล้วคุณหนูไฉเองก็มองไม่เห็นภาพที่หนูยักษ์ถูกไล่ล่าในหมอกเมื่อครู่เหมือนกัน แต่หลี่อังเห็น
ด้วยพลังจำลองภาพจาก [เนตรจิต] เขาได้ฉายข้อความตัวเล็กๆ ลงบนด้านในหน้ากากของคุณหนูไฉ เพื่อทำหน้าที่เป็นโพยคอยบอกบทสั่งการอยู่เบื้องหลัง
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเงาดำแนวยาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั่นคืออะไร และทำไมมันถึงยอมถอยกลับไปเมื่อถึงเขตของร้านอาหาร
แต่ความจริงที่ว่าร้านอาหารหยงอี้เกอไม่ปลอดภัยอีกต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากมันปลอดภัย ระบบก็คงไม่ส่งผู้เล่นสองคนมาทำภารกิจคุ้มกันโดยเฉพาะหรอก
ภายใต้คำสั่งจากโพยของหลี่อัง คุณหนูไฉ หรือในนาม เว่ยเย่ว์เยี่ยน แห่งสำนักเฉิงเซียว ก็กวาดสายตามองไปยังผู้คนในร้านอาหารอย่างเย็นชา
เธอกล่าวเสียงหนักแน่นว่า "ที่นี่ไม่ปลอดภัย เตรียมตัวซะ เราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้"
"ค่ะๆ ได้ค่ะ"
เว่ยหลิงหลานที่ถูกออร่าของคุณหนูไฉข่มจนไม่กล้าคัดค้านอะไรรีบรับคำ เธอรีบเก็บซากหนูยักษ์ตัวหนึ่งบนพื้นเข้ากระเป๋าระบบไปก่อน จากนั้นก็หันไปสั่งการฝูงชนให้นำอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาจากห้องครัว
ซึ่งมีทั้งถาดอาหารเหล็กสแตนเลส, หม้อเหล็กชนิดต่างๆ, เชือกยาวๆ ที่มัดต่อกัน และไฟฉายส่องสว่าง
หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จ เว่ยหลิงหลานก็จัดให้ฝูงชนยืนเรียงเป็นรูปขบวนสี่เหลี่ยมขนาด 11x12 คน
โดยให้ผู้ชายวัยฉกรรจ์ถือถาดสแตนเลสและหม้อเหล็กยืนล้อมเป็นวงนอก ส่วนคนแก่ ผู้หญิง และเด็กยืนอยู่ด้านใน
ทั้งด้านหน้า หลัง ซ้าย และขวาของรูปขบวน จะมีคนถือไฟฉายคอยส่องไปยังสี่ทิศทาง
ทุกคนในขบวนยังต้องจับเส้นเชือกที่ล้อมรอบรูปขบวนเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหลุดออกจากกลุ่มแล้วเดินหายเข้าไปในหมอกจนไม่ได้กลับออกมาอีก
ไม่ใช่ว่าไม่มีคนอยากจะอยู่รอในร้านอาหารต่อ แต่เมื่อเจอกับสายตาเย็นยะเยือกของเว่ยเย่ว์เยี่ยนและปากกระบอกปืนไรเฟิลของเว่ยหลิงหลาน ก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาคัดค้านเลยสักคน
หลังจากจัดรูปขบวนอย่างรวดเร็วเสร็จสิ้น
เว่ยเย่ว์เยี่ยนทำหน้าที่นำทางอยู่หน้าขบวน ส่วนเว่ยหลิงหลานคอยคุมเชิงอยู่ด้านหลัง กลุ่มคนขนาดใหญ่เดินออกจากร้านอาหารมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ในฐานะผู้ชายวัยผู้ใหญ่ หลี่อังต้องยืนอยู่ขอบนอกของขบวน เว่ยหลิงหลานจัดให้พ่อแม่ของเธอ รวมถึงหลี่อังและหวังฉงซาน ยืนอยู่ช่วงท้ายของขบวน ซึ่งใกล้กับขอบเขตการคุ้มครองของเธอมากที่สุด
เขาใช้ [เนตรจิต] กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าเงาดำแนวยาวบนท้องฟ้าไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว เขาก็สั่งให้เว่ยเย่ว์เยี่ยนเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
เว่ยเย่ว์เยี่ยนนำขบวนเดินไปได้สักพัก จู่ๆ เธอก็หยุดกะทันหันแล้วนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ "เดี๋ยวก่อนนะ ทิศตะวันออกนี่มันไปทางไหนล่ะเนี่ย..."
ท่าทางการยืนนิ่งไม่ไหวติงของเธอทำให้ฝูงชนด้านหลังเริ่มตื่นตระหนกกันใหญ่ แม้แต่เว่ยหลิงหลานเองก็ยังคิดว่าเธอตรวจพบอันตรายอะไรเข้า
หลี่อังได้แต่ถอนหายใจและฉายลูกศรบอกทิศทางลงบนหน้ากากของเธอ
เจ๊... เจ๊เดินผิดทางแล้ว
เว่ยเย่ว์เยี่ยนยังคงทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจ้องมองไปข้างหน้า แล้วจู่ๆ ก็กระโดดถอยหลังมาสามก้าว ราวกับถูกออร่าของอะไรบางอย่างกดทับเอาไว้
"เหอะ... ช่างเป็นแรงกดดันที่แข็งแกร่งจริงๆ"
เว่ยเย่ว์เยี่ยนมองไปข้างหน้าแล้วแค่นเสียงเหอะออกมา ก่อนจะหันไปบอกฝูงชนด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดและหนักแน่นว่า "ข้างหน้ามีอันตราย เราต้องเปลี่ยนเส้นทาง"
...........