เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 162 เลมอน

บทที่ 162 เลมอน

บทที่ 162 เลมอน


คุณหนูไฉสมองหมุนติ้ว กำลังคิดว่าจะวางปูมหลังยังไงให้เข้ากับออร่าอันสูงส่งของตัวเองดี แต่แล้วเสียงกรีดร้องที่บ้าคลั่งและโหยหวนก็ดังจากไกลๆ และใกล้เข้ามาหาที่นี่ด้วยความเร็วสูง

เว่ยหลิงหลานมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในหมอก แต่หลี่อังที่อาศัย [เนตรจิต] สามารถมองได้ไกลกว่านั้นเล็กน้อย

หนูยักษ์... หนูยักษ์ขนาดเท่ารถถังนับสิบๆ ตัวเบียดเสียดกันจนถนนทั้งสายแน่นขนัด ยานพาหนะ ต้นไม้ประดับ เสาไฟ และสิ่งกีดขวางทุกอย่างบนถนนข้างหน้าต่างถูกฝูงหนูพุ่งชนและเหยียบย่ำจนพังพินาศ

หนามสีดำบนหลังของหนูแต่ละตัวตั้งชันราวกับขนที่ลุกพอง มันเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว และหลังจากดีเลย์สั้นๆ พวกมันก็พุ่งทยอยยิงออกไปทางด้านหลัง

หนามที่เปรียบเสมือนลูกศรจากเครื่องยิงธนูระดมยิงเข้าใส่หมอกหนาอย่างไม่ขาดสาย เสียงระเบิดของหนามดังขึ้นจากทางด้านหลังอย่างต่อเนื่อง

แต่เสียงระเบิดนั้น กลับน้อยกว่าจำนวนหนามที่ถูกยิงออกไปมากอย่างเห็นได้ชัด

ราวกับว่า ในหมอกนั้นมี "อะไรบางอย่าง" ที่คอยกลืนกินหนามระเบิดพวกนั้นไปอย่างหน้าตาเฉย...

ฝูงหนูต่างมุุดหัวก้มหน้าเร่งสปีดพุ่งชน ดวงตาสีแดงฉานแม้จะดูดุร้ายและกระหายเลือด แต่ลึกๆ ในนั้นกลับเต็มไปด้วยความกลัวตามสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต

พวกมันกำลังพยายามหนีจาก "อะไรบางอย่าง" ในหมอก

ฟุ่บ!

เสียงแเหวกอากาศดังขึ้น

ท่ามกลางหมอกหนา กระแสลมหมุนวน เงาดำแนวยาวที่ดูเลือนลางตกลงมาจากฟากฟ้า มันรัดเข้าที่ตัวของหนูยักษ์ที่อยู่ท้ายขบวนตัวหนึ่งอย่างแรง แล้วฉุดกระชากมันขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที

ฝูงหนูกรีดร้องอย่างหวาดกลัว ความเร็วในการพุ่งตัวเพิ่มขึ้นอีกระดับ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งเงาดำแนวยาวที่ร่วงลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อม้วนพวกมันหายเข้าไปในม่านหมอกได้เลย

หลี่อังมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน แต่เว่ยหลิงหลานเห็นเพียงแค่หนูยักษ์สิบกว่าตัวพุ่งตรงมาที่ร้านอาหาร

สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที เธอรีบกระโดดไปหลบหลังโต๊ะอาหารตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงหน้าประตูพอดี พร้อมกับกางขาตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดลงบนโต๊ะ เล็งปากกระบอกปืนไปทางประตูร้านราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต

เครื่องยิงลูกระเบิด Mk19 รุ่นนี้เป็นอาวุธหนักที่หน่วยงานมอบให้บุคลากรนอกเครื่องแบบไว้ใช้งาน

หากเธอใช้งาน Mk19 นี้เพียงลำพัง เธอก็สามารถรัวลูกระเบิดความร้อนสูงออกไปได้เฉลี่ยถึง 80 นัดต่อนาที

ถ้าเป็นพื้นที่โล่งกว้าง รับรองว่าเธอจะถล่มไอ้พวกหนูยักษ์พวกนี้ให้กลายเป็นเศษเนื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ทว่าในร้านอาหารที่มิดชิดแห่งนี้ ไม่มีป้อมปราการป้องกันใดๆ พื้นที่ที่ต้องป้องกันก็กว้างเกินไป แถมระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายยังใกล้กันมากเกินไป

ต่อให้เธอยิงถล่มตัวที่พุ่งเข้ามาตัวแรกๆ ได้สำเร็จ หนูยักษ์ตัวอื่นก็ยังสามารถมุดผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่รอบๆ ร้านเข้ามาทำร้ายฝูงชนได้อยู่ดี...

เสียงย่ำเท้าดังสนั่นราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระหน่ำ เงาของหนูยักษ์นับสิบพุ่งทะลุหมอกออกมา พวกมันเรียงแถวหน้ากระดานพุ่งชนเข้ากับกระจกบานใหญ่ริมถนนของร้านอาหาร

กระจกแตกกระจายละเอียด เสียงฝูงชนร้องไห้ระงมดังสนั่นไปทั่ว

เงาดำแนวยาวเดิมทีได้ทิ้งตัวลงมาจากฟ้าและเล็งไปที่หนูยักษ์ตัวที่อยู่ขอบนอกสุดตัวหนึ่ง แต่กลับหยุดชะงักลงเมื่อใกล้จะถึงขอบเขตของร้านอาหาร มันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวกลับไปอย่างเงียบเชียบ

ฝูงหนูรอดชีวิตจากการไล่ล่ามาได้

หนูยักษ์ตัวที่ใหญ่ที่สุดพุ่งทะลวงเข้ามาทางประตูหลัก ดวงตาสีแดงฉานของมันสะท้อนภาพแผ่นหลังของไฉชุ่ยเฉี่ยวที่สวมชุดเกราะทองแดงและยืนนิ่งไม่ไหวติง

ในสมองของมันไม่มีแนวคิดเรื่อง "ถ้ามีอะไรผิดปกติแสดงว่ามีอันตราย" อยู่เลย ความกลัวต่อเงาดำในหมอกเข้าครอบงำหัวใจของมันจนหมดสิ้น ทำให้มันมองข้ามรังสีคุกคามอันแหลมคมที่แผ่ออกมาจากตัวคุณหนูไฉ

หนูยักษ์เหวี่ยงขาหน้าอันทรงพลัง กรงเล็บที่แหลมคมราวด้านโค้งของมีดถูกชูขึ้นสูงและฟาดฟันลงมาทางคุณหนูไฉอย่างแรง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เว่ยหลิงหลานเพิ่งจะใช้ระเบิดถล่มหนูยักษ์ตัวที่พุ่งทะลุกระจกเข้ามาตายไปหนึ่งตัว พอหันกลับมาก็เห็นคุณหนูไฉที่ยืนอยู่ตรงประตู กำลังจะถูกสัตว์ประหลาดหนูฉีกกระชากร่างแล้ว

ทำไม... เธอถึงไม่หลบ?

"หึ... หนวกหูจริง"

ไฉชุ่ยเฉี่ยวเอามือไพล่หลัง ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เธอเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับว่าการโจมตีที่รวดเร็วปานสายฟ้าทางด้านหลังนั้น เป็นเพียงแค่สายลมที่พัดผ่านหน้าไปเท่านั้น

ในวินาทีที่กรงเล็บหนูยักษ์กำลังจะถึงตัวเธอนั่นเอง มือสีขาวซีดที่ดูเรียวยาวและผอมแห้งนับสิบๆ มือก็พุ่งออกมาจากพื้นดิน

พวกมันรัดร่างของหนูยักษ์เอาไว้แน่นราวกับงูเหลือม ก่อนจะบิดอย่างแรง!

แกรก! แกรก! แกรก!

กระดูกทั่วร่างของหนูยักษ์ถูกบิดจนหักสะบั้น ดัง "โพละ" ออกมาคำหนึ่ง ท้องที่อ้วนกลมและบวมเป่งถูกบีบจนแตกกระจายเหมือนลูกเลมอนไม่มีผิด!

ของเหลวสีแดงและขาวสาดกระเซ็นไปทั่ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยวน

มือสีขาวนับสิบมือนั้นยังไม่หายไป แต่วินาทีถัดมาพวกมันก็ปรากฏขึ้นที่ใต้เท้าของหนูยักษ์ตัวอื่นๆ บีบคั้นและเก็บเกี่ยวชีวิตของฝูงหนูอย่างรวดเร็วราวกับการคั้นเลมอน

เพียงไม่กี่วินาทีผ่านไป ร้านอาหารที่เคยเละเทะก็เหมือนถูกปูด้วยพรมสีเลือดผืนใหญ่ กลิ่นคาวคลื่นเหียนพุ่งเข้าจมูกจนหลายคนถึงกับอ้วกออกมาตรงนั้นทันที

สายตาที่ฝูงชนมองไปยังคุณหนูไฉนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสั่นสะท้าน

ส่วนฝ่ายหลังนั้นยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดที่เจิ่งนองไปทั่ว แต่บนร่างกายกลับไม่มีรอยเลือดสีแดงแม้แต่หยดเดียว

คุณหนูไฉยังคงสร้างมาดอันสูงส่งต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทันใดนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นเครื่องประดับรูปพระจันทร์ที่แขวนอยู่บนผนังร้านอาหาร จึงตัดสินใจใช้ชื่อร่างอวตารให้เข้ากับสถานการณ์ทันที

เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ขมวดคิ้วแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นว่า "เหยียบปฐพี ทะยานสู่สวรรค์ ข้ามผ่านเมฆา ทะลวงมหาสมุทร พุ่งทะยานสามพันลี้ โผบินเก้าหมื่นลี้!

ข้าคือ เว่ยเย่ว์เยี่ยน แห่งกลุ่มดาวเต่าดำวิมานเจ็ดดารา สังกัดสำนักเฉิงเซียว ดาวเว่ยนั้นมากด้วยเภทภัย มีหน้าที่ดูแลเรื่องการสังหารอันเงียบเชียบ!"

"สำนักเฉิงเซียว..."

เว่ยหลิงหลานสีหน้าเคร่งขรึม เธอพยายามนึกความหมายของคำนี้

เฉิงเซียว หมายถึง หมู่เมฆหรือท้องฟ้า

ในบทกวีของซูซื่อสมัยราชวงศ์ซ่งก็เคยมีคำนี้ที่สื่อถึงท้องฟ้าอันกว้างไกล

ส่วนประโยคที่ว่า "เหยียบปฐพี ทะยานสู่สวรรค์ ข้ามผ่านเมฆา ทะลวงมหาสมุทร" นั้น ก็มาจากบทกวีของหลี่ไป๋สมัยราชวงศ์ถัง

เว่ยเย่ว์เยี่ยน (ดาวนกนางแอ่นในกลุ่มดาวเต่าดำ) เป็นหนึ่งในยี่สิบแปดกลุ่มดาวนก เป็นดาวดวงที่ห้าในเจ็ดดาวทิศเหนือ อยู่ตรงส่วนหางของเต่าดำ ดูแลเรื่องความตายและการสังหารในฤดูใบไม้ร่วง

เว่ยหลิงหลานในฐานะบุคลากรนอกเครื่องแบบของหน่วยจัดการกิจการพิเศษ เธอยังไม่มีระดับชั้นความลับพอที่จะเข้าถึงข้อมูลขององค์กรลึกลับต่างๆ ได้

แน่นอนว่าเธอจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า "สำนักเฉิงเซียว" ที่ไฉชุ่ยเฉี่ยวพูดส่งๆ ออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก

แต่ทว่าอีกฝ่ายสวมชุดเกราะทองแดงหนาหนักแต่กลับเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว แถมยังมีออร่าที่ลึกล้ำและเย็นยะเยือก พอเปิดปากมาก็ร่ายยาวถึงที่มาที่ไปขนาดนี้ เมื่อรวมกับกองเลือดหนูที่เละเทะอยู่บนพื้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่ปั้นเรื่องขึ้นมามั่วๆ เลยสักนิด

'มาจากองค์กรลึกลับโบราณเหรอ? หรือว่าเป็นสมาคมลับที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่กันแน่?'

คุณหนูไฉมองไปยังเว่ยหลิงหลานที่กำลังใช้ความคิด "ตัวตนของเธอ"

ฝ่ายหลังพอได้สติก็รีบแสดงไอดีผู้เล่นของตัวเองออกมาทันที

เนื่องจากไฉชุ่ยเฉี่ยวไม่ใช่ผู้เล่น เธอจึงมองไม่เห็นไอดีของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางการทำตัวเหนือธรรมชาติของเธอ เธอพยักหน้าเล็กน้อยราวกับเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว

จริงๆ แล้วคุณหนูไฉเองก็มองไม่เห็นภาพที่หนูยักษ์ถูกไล่ล่าในหมอกเมื่อครู่เหมือนกัน แต่หลี่อังเห็น

ด้วยพลังจำลองภาพจาก [เนตรจิต] เขาได้ฉายข้อความตัวเล็กๆ ลงบนด้านในหน้ากากของคุณหนูไฉ เพื่อทำหน้าที่เป็นโพยคอยบอกบทสั่งการอยู่เบื้องหลัง

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเงาดำแนวยาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้านั่นคืออะไร และทำไมมันถึงยอมถอยกลับไปเมื่อถึงเขตของร้านอาหาร

แต่ความจริงที่ว่าร้านอาหารหยงอี้เกอไม่ปลอดภัยอีกต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากมันปลอดภัย ระบบก็คงไม่ส่งผู้เล่นสองคนมาทำภารกิจคุ้มกันโดยเฉพาะหรอก

ภายใต้คำสั่งจากโพยของหลี่อัง คุณหนูไฉ หรือในนาม เว่ยเย่ว์เยี่ยน แห่งสำนักเฉิงเซียว ก็กวาดสายตามองไปยังผู้คนในร้านอาหารอย่างเย็นชา

เธอกล่าวเสียงหนักแน่นว่า "ที่นี่ไม่ปลอดภัย เตรียมตัวซะ เราต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้"

"ค่ะๆ ได้ค่ะ"

เว่ยหลิงหลานที่ถูกออร่าของคุณหนูไฉข่มจนไม่กล้าคัดค้านอะไรรีบรับคำ เธอรีบเก็บซากหนูยักษ์ตัวหนึ่งบนพื้นเข้ากระเป๋าระบบไปก่อน จากนั้นก็หันไปสั่งการฝูงชนให้นำอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาจากห้องครัว

ซึ่งมีทั้งถาดอาหารเหล็กสแตนเลส, หม้อเหล็กชนิดต่างๆ, เชือกยาวๆ ที่มัดต่อกัน และไฟฉายส่องสว่าง

หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จ เว่ยหลิงหลานก็จัดให้ฝูงชนยืนเรียงเป็นรูปขบวนสี่เหลี่ยมขนาด 11x12 คน

โดยให้ผู้ชายวัยฉกรรจ์ถือถาดสแตนเลสและหม้อเหล็กยืนล้อมเป็นวงนอก ส่วนคนแก่ ผู้หญิง และเด็กยืนอยู่ด้านใน

ทั้งด้านหน้า หลัง ซ้าย และขวาของรูปขบวน จะมีคนถือไฟฉายคอยส่องไปยังสี่ทิศทาง

ทุกคนในขบวนยังต้องจับเส้นเชือกที่ล้อมรอบรูปขบวนเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครหลุดออกจากกลุ่มแล้วเดินหายเข้าไปในหมอกจนไม่ได้กลับออกมาอีก

ไม่ใช่ว่าไม่มีคนอยากจะอยู่รอในร้านอาหารต่อ แต่เมื่อเจอกับสายตาเย็นยะเยือกของเว่ยเย่ว์เยี่ยนและปากกระบอกปืนไรเฟิลของเว่ยหลิงหลาน ก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาคัดค้านเลยสักคน

หลังจากจัดรูปขบวนอย่างรวดเร็วเสร็จสิ้น

เว่ยเย่ว์เยี่ยนทำหน้าที่นำทางอยู่หน้าขบวน ส่วนเว่ยหลิงหลานคอยคุมเชิงอยู่ด้านหลัง กลุ่มคนขนาดใหญ่เดินออกจากร้านอาหารมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ในฐานะผู้ชายวัยผู้ใหญ่ หลี่อังต้องยืนอยู่ขอบนอกของขบวน เว่ยหลิงหลานจัดให้พ่อแม่ของเธอ รวมถึงหลี่อังและหวังฉงซาน ยืนอยู่ช่วงท้ายของขบวน ซึ่งใกล้กับขอบเขตการคุ้มครองของเธอมากที่สุด

เขาใช้ [เนตรจิต] กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าเงาดำแนวยาวบนท้องฟ้าไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว เขาก็สั่งให้เว่ยเย่ว์เยี่ยนเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก

เว่ยเย่ว์เยี่ยนนำขบวนเดินไปได้สักพัก จู่ๆ เธอก็หยุดกะทันหันแล้วนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ "เดี๋ยวก่อนนะ ทิศตะวันออกนี่มันไปทางไหนล่ะเนี่ย..."

ท่าทางการยืนนิ่งไม่ไหวติงของเธอทำให้ฝูงชนด้านหลังเริ่มตื่นตระหนกกันใหญ่ แม้แต่เว่ยหลิงหลานเองก็ยังคิดว่าเธอตรวจพบอันตรายอะไรเข้า

หลี่อังได้แต่ถอนหายใจและฉายลูกศรบอกทิศทางลงบนหน้ากากของเธอ

เจ๊... เจ๊เดินผิดทางแล้ว

เว่ยเย่ว์เยี่ยนยังคงทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอจ้องมองไปข้างหน้า แล้วจู่ๆ ก็กระโดดถอยหลังมาสามก้าว ราวกับถูกออร่าของอะไรบางอย่างกดทับเอาไว้

"เหอะ... ช่างเป็นแรงกดดันที่แข็งแกร่งจริงๆ"

เว่ยเย่ว์เยี่ยนมองไปข้างหน้าแล้วแค่นเสียงเหอะออกมา ก่อนจะหันไปบอกฝูงชนด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดและหนักแน่นว่า "ข้างหน้ามีอันตราย เราต้องเปลี่ยนเส้นทาง"

...........

จบบทที่ บทที่ 162 เลมอน

คัดลอกลิงก์แล้ว