- หน้าแรก
- พลังลำดับฝ่าวันสิ้นโลก
- บทที่ 310 ยังมีเฉินเยี่ยอีกคน
บทที่ 310 ยังมีเฉินเยี่ยอีกคน
บทที่ 310 ยังมีเฉินเยี่ยอีกคน
ในวินาทีที่บานประตูซึ่งกางกั้นระหว่างลำดับ 2 กับลำดับ 3 ถูกเปิดออก
เฉินเยี่ยก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ...
เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมถึงไม่เคยมีใครล่วงรู้เลยว่า สายลำดับย่อยสายที่สามของสาวกแห่งควันคืออะไร
และตอนนี้ เมื่อมาถึงจุดที่ต้องเลือก ต่อให้มีคนมาถามเขาว่าสายลำดับย่อยของสาวกแห่งควันที่เลื่อนเป็นลำดับ 3 มีอะไรบ้าง
เฉินเยี่ยก็ไม่มีทางปริปากบอกสายลำดับที่สามให้ใครรู้เด็ดขาด
เฉินเยี่ยตัดสายสาวกแห่งควันทิ้งเป็นอันดับแรก
เพราะสายนี้พอไปถึงลำดับ 4 ก็จะถึงทางตัน ไม่มีทางไปต่อได้อีก
มันคือสายลำดับที่บกพร่อง
เฉินเยี่ยย่อมไม่มีทางดันทุรังเดินไปในเส้นทางที่ตีบตันแบบนี้แน่
ส่วนเจ้าแห่งสายหมอก
เฉินเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่เลือกสายนี้เช่นกัน
เพราะสายนี้มีความคล้ายคลึงกับสาวกแห่งควันมากเกินไป แถมความสามารถบางอย่างยังทับซ้อนกันอีกต่างหาก ขืนเลือกไปก็คงดึงศักยภาพออกมาใช้ได้ไม่เต็มที่
ส่วนตัวเลือกที่สาม...
เฉินเยี่ยใช้เวลาคิดทบทวนอยู่นานถึงสิบนาทีเต็ม
สุดท้าย เขาก็ตัดสินใจเลือกสายลำดับย่อยสายที่สามที่ไร้คนล่วงรู้สายนี้
ในวินาทีที่เฉินเยี่ยตัดสินใจเลือก พลังงานอันลี้ลับ เยียบเย็น และชวนให้ขนลุกซู่ ก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
ร่างของเฉินเยี่ยราวกับกลายเป็นเสาอากาศรับสัญญาณพลังงานเหล่านั้น
พลังงานอันร้อนระอุ ลี้ลับ เยือกเย็น และบ้าคลั่ง ต่างพากันถาโถมเข้าสู่ร่างของเฉินเยี่ยอย่างบ้าคลั่ง
เพียงชั่วพริบตาเดียว กลับรู้สึกยาวนานราวกับผ่านไปนับพันปี
เมื่อเฉินเยี่ยลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือดวงจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้า
ดวงจันทร์สีเลือดนั้น ดูเหมือนจะแดงฉานราวกับเลือดสดๆ มากขึ้นกว่าเดิมเมื่อสะท้อนอยู่ในดวงตาของเฉินเยี่ย
ในตอนนี้ ร่างกายของเฉินเยี่ยเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
ราวกับกำลังตอบสนองต่อดวงจันทร์สีเลือดบนฟากฟ้า
ก่อนหน้านี้ การฝึก "เคล็ดวิชาลมหายใจชมจันทร์โลหิต" และ "วิชากลืนจันทร์"
ทำให้เฉินเยี่ยสามารถจ้องมองดวงจันทร์สีเลือดได้นานกว่าผู้มีพลังลำดับทั่วไปมาก
แต่ทว่าตอนนี้...
เขาสามารถจ้องมองดวงจันทร์สีเลือดได้อย่างไร้ข้อกังขาใดๆ แล้ว
"เฮ้ย! เฉินเยี่ย นายบ้าไปแล้วหรือไง จ้องมองดวงจันทร์สีเลือดทำไม?"
ในตอนนั้นเอง เสียงใสแจ๋วของสาวน้อยผมชมพูก็ดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน
เฉินเยี่ยที่กำลังตั้งใจจะสำรวจความสามารถใหม่ของลำดับ 3 ถูกขัดจังหวะเข้าอย่างจัง
"เธอ... มาได้ไงเนี่ย!"
เฉินเยี่ยยังคงมึนงงกับประสบการณ์การเปลี่ยนสายลำดับ สมองเลยยังประมวลผลตามไม่ทัน
"หมดเวลาแล้ว ถึงตาพวกเราผลัดเวรแล้ว!"
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เฉินเยี่ยทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
"นี่ยังเรียกว่าเร็วอีกเหรอ? นาย... ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"อ้อ ไม่เป็นไร งั้นก็รับช่วงต่อเลย ฉันไปนอนพักล่ะ!"
เฉินเยี่ยหลบสายตาสาวน้อยผมชมพู ร่างของเขาสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีเทาจางหายไปในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตัวเป็นรูปร่างอีกครั้งในรถกระบะปีศาจ
รถกระบะปีศาจค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของสาวน้อยผมชมพู
"เฉินเยี่ย... เขา... ไม่เป็นไรแน่เหรอ!"
สาวน้อยผมชมพูมองตามหลังเฉินเยี่ยพลางพึมพำกับตัวเอง
เถี่ยซือกับเฉินห่าวเองก็ส่งมอบหน้าที่เฝ้ายามให้ผลัดต่อไป แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน
ด้วยความที่เถี่ยซือตัวใหญ่เกินขนาดมาตรฐานไปเยอะ ก็เลยไม่มีเต็นท์ไหนที่เขาเข้าไปนอนได้พอดี
บวกกับอากาศช่วงนี้ก็ไม่ได้หนาวเย็นอะไรนัก
ไอ้หนุ่มร่างยักษ์คนนี้ก็เลยไม่กลับไปนอนในรถ แต่เลือกทำเลเหมาะๆ บนพื้นหญ้า แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หรา ไม่นานเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้องก็ดังขึ้น
ส่วนเฉินห่าวน่ะเหรอ เขามุดเข้าไปนอนในเต็นท์เล็กๆ ข้างๆ รถคันน้อยแสนสุขอย่างว่าง่าย
ส่วนเฉินเยี่ยน่ะเหรอ...
ท้ายกระบะถูกเขาดัดแปลงให้กลายเป็นที่นอนสบายๆ ไปแล้ว
หลังคากระบะฝั่งหนึ่งถูกเปิดออก ทำให้นอนมองเห็นดวงจันทร์สีเลือดและดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน
แต่ทว่าตอนนี้ เฉินเยี่ยกลับตาสว่างแจ๋ว ไม่มีอาการง่วงนอนเลยสักนิด เขานอนตะแคงเบิกตาโพลงจ้องมองดวงจันทร์และดวงดาวบนท้องฟ้า
หลังจากเปลี่ยนสายลำดับ พลังของเขาก็พุ่งพรวดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ความสงสัยในใจของเขากลับเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
...
"ไอ้อ้วนกับเฉินห่าวไปแล้วเหรอ?"
พอถึงตอนเช้า เฉินเยี่ยก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับขอบตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า
จากที่ปกติก็ดูเป็นคนน่ากลัวไม่น่าคบหาอยู่แล้ว พอมีรอยคล้ำใต้ตาเพิ่มเข้ามา ก็ยิ่งดูหลอนและไม่น่าเข้าใกล้เข้าไปใหญ่
แล้วเฉินเยี่ยก็สังเกตเห็นความผิดปกติในค่ายพักแรม
ป้อมปราการวันสิ้นโลกรูปร่างประหลาดล้ำนั่น หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้แต่รถคันน้อยแสนสุขของเฉินห่าว ก็อันตรธานหายไปเหมือนกัน
แถมพวกคนที่เคยติดตามไอ้อ้วน ก็หายหัวไปหมดแล้วด้วย
"เฮ้ย อาเยี่ย นี่นายไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเหรอ?"
พอฉู่เช่อเห็นขอบตาดำคล้ำของเฉินเยี่ย ก็ถึงกับสะดุ้งโหยงตกใจ
ต้องรู้ไว้นะว่า สภาพร่างกายของผู้มีพลังลำดับมันต่างจากคนธรรมดาลิบลับ
ต่อให้อดนอนสักสองสามวัน ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมายนักหรอก
แต่ขอบตาดำคล้ำของเฉินเยี่ยเนี่ย มันไม่เหมือนคนอดนอนแค่วันสองวันเลย
มันเหมือนคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาเป็นอาทิตย์มากกว่า
รอยคล้ำใต้ตาเข้มซะจนเหมือนไปสักลายแพนด้ามายังไงยังงั้น
ยิ่งพอมารวมกับเนตรสีเลือดข้างซ้าย กับเบ้าตากลวงโบ๋ข้างขวา แถมด้วยขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าแบบนี้ ยิ่งทำให้สภาพของเฉินเยี่ยดูหลอนเกินบรรยาย
"เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะ สองคนนั้นหนีไปแล้วเหรอ?"
เฉินเยี่ยเปลี่ยนเรื่อง แล้วยิงคำถามตรงประเด็นทันที
"จะเพราะอะไรอีกล่ะ ก็แถวนี้ไม่มีสิ่งลี้ลับแล้ว ปลอดภัยหายห่วง ไอ้อ้วนก็เลยชิงหนีไปโอเอซิสในตำนานก่อนไง!"
"เฉินห่าวก็โดนลากไปด้วย แล้วก็มีพวกที่สมัครใจจะตามไอ้อ้วนไปอีกกลุ่มนึง!"
"เชี่ยเอ๊ย ไอ้อ้วนนี่ชิ่งหนีพวกเราไปดื้อๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ?"
"ช่างเถอะๆ ต่างคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง พวกเราก็เตรียมตัวเก็บของออกเดินทางกันเถอะ"
"สภาพนายดูไม่จืดเลยนะ จะไปงีบต่ออีกหน่อยไหม?"
หนีไปแล้วเหรอ?
มิน่าล่ะ ตอนใกล้สว่างถึงได้ยินเสียงสวบสาบกุกกัก
เฉินเยี่ยส่ายหน้า หาวหวอดๆ พลางตอบว่า "ฉันไม่เป็นไรหรอก ถึงตอนนี้จะดูง่วงสุดๆ ก็เถอะ แต่พอหัวถึงหมอนปุ๊บก็ตาสว่างปั๊บ นอนไม่หลับหรอก!"
"งั้น... ก็ได้ วันนี้นายขับรถก็ระวังๆ หน่อยแล้วกัน!"
"อืม..."
และแล้ว เฉินเยี่ยก็ต้องทนแบกขอบตาดำคล้ำไปแปรงฟันล้างหน้า
พอสาวน้อยผมชมพูเห็นสภาพของเฉินเยี่ย ก็ตกใจตาค้างไปเหมือนกัน
เถี่ยซือกับติงตงก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างจากคนอื่นๆ
หลังจากอธิบายไปแบบขอไปที เฉินเยี่ยก็เดินกลับไปที่รถ หยิบแว่นกันแดดมาสวมทับใบหน้าแพนด้าของตัวเอง
ช่วยไม่ได้นี่นา สายลำดับใหม่นี่มันประหลาดล้ำเกินไป
ผลข้างเคียงที่ต้องจ่ายก็คืออาการนอนไม่หลับนี่แหละ
อาการนอนไม่หลับ ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญอะไร
แต่มีเพียงคนที่เคยต้องนอนกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง เบิกตาโพลงมองดูท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นมาทีละนิดเท่านั้นแหละ ถึงจะเข้าใจความทรมานของมันได้อย่างลึกซึ้ง
บางคนเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ตอนกลางคืนก็หาวหวอดๆ ง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว
แต่พอขึ้นเตียง หัวถึงหมอนปุ๊บ สมองก็ดันตื่นตัวขึ้นมาปั๊บ ตาสว่างแจ๋วซะงั้น
เพื่อที่จะได้นอนหลับสนิทสักงีบ หลายคนยอมทุ่มเงินไม่อั้นเลยทีเดียว
คนที่เคยไปนั่งเล่นเกมโต้รุ่งที่ร้านเน็ตคงจะรู้ดีว่า หลังจากโต้รุ่งมาทั้งคืน วินาทีที่ก้าวเท้าออกจากร้านเน็ต จะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถูกคั่นกลางไว้ด้วยกระจกฝ้า
แล้วถ้าโต้รุ่งติดๆ กันหลายคืนล่ะก็...
เมื่อคืนเพิ่งจะเป็นคืนแรกเอง
เฉินเยี่ยพยายามจะเอาชนะผลข้างเคียงนี้ให้ได้ เมื่อคืนเขาพยายามข่มตาหลับอย่างสุดความสามารถแล้วนะ
แม้แต่ตอนใกล้สว่าง ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวตอนที่พวกไอ้อ้วนกับเฉินห่าวเตรียมตัวจะหนี เฉินเยี่ยก็ยังขี้เกียจลุกขึ้นมาดูเลย
ตอนนั้นเขากำลังต่อสู้กับอาการนอนไม่หลับอย่างดุเดือด ก็เลยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับการจากไปของพวกนั้นเลย
และนั่นก็คือสาเหตุของบทสนทนาระหว่างเขากับฉู่เช่อเมื่อกี้
หลังจากพวกไอ้อ้วนกับเฉินห่าวจากไป ตอนนี้ในขบวนรถก็เหลือคนอยู่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดคน
ถือว่าเป็นจำนวนคนที่เยอะที่สุดตั้งแต่ตั้งขบวนรถมาเลยล่ะ
ถึงคนจะหายไปบ้าง แต่พื้นที่ในรถบัสรับส่งสนามบินทั้งสองคันก็ไม่ได้ดูโล่งขึ้นสักเท่าไหร่
ขบวนรถก็ยังคงดูยิ่งใหญ่อลังการอยู่ดี
หลังจากกินมื้อเช้าแบบง่ายๆ เสร็จ ทุกคนก็มานั่งสุมหัววางแผนการเดินทางไปยังโอเอซิสในตำนานกันต่อ
พอเห็นไอ้อ้วนทำเป็นตัวอย่างให้ดู ทุกคนก็เริ่มมีความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการเดินทางไปโอเอซิสในตำนานขึ้นมาเหมือนกัน
หลังจากปรึกษาหารือกันพักหนึ่ง ทุกคนก็ตกลงกันว่าจะแบ่งขบวนรถออกเป็นห้าทีมย่อย
เฉินเยี่ยฉายเดี่ยวเป็นทีมแรก
ฉู่เช่อกับติงตง พ่วงด้วยรถบัสรับส่งสนามบินอีกหนึ่งคัน เป็นทีมที่สอง
รถโรงเรียนของเถี่ยซือ เป็นทีมที่สาม
ส่วนทีมสุดท้ายคือสาวน้อยผมชมพู พ่วงด้วยรถบัสรับส่งสนามบินอีกคัน
ส่วนเหตุผลที่ต้องแบ่งทีมแบบนี้น่ะเหรอ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก แค่แบ่งกันไปแบบสุ่มๆ นั่นแหละ
ก็แหม จำนวนคนในขบวนรถมันเยอะเกินไปนี่นา
ขืนเคลื่อนขบวนไปพร้อมกันเป็นพรวน ก็รังแต่จะเตะตาคนอื่นเปล่าๆ
พอแบ่งเป็นทีมย่อยแบบนี้ แต่ละทีมก็จะมีคนแค่สามสิบกว่าคนเท่านั้น
กลุ่มคนแค่สามสิบกว่าคน ก็คงไม่เป็นที่น่าสงสัยเท่าไหร่นักหรอก
ส่วนคำถามที่ว่า ทีมที่มีคนสามสิบกว่าคนจะเอาชีวิตรอดได้ยังไงถ้าไม่มีผู้นำทาง ก็ดูตัวอย่างไอ้อ้วนเอาสิ
ยังไงซะ พวกผู้มีพลังลำดับก็มักจะมีลูกเล่นและไพ่ตายซ่อนอยู่เพียบอยู่แล้ว
วิธีหลบหลีกสิ่งลี้ลับก็ไม่ได้มีแค่วิธีเดียวสักหน่อย
ป้อมปราการวันสิ้นโลกของไอ้อ้วนก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้ทุกคนเห็นแล้วไม่ใช่เหรอ
แน่นอนว่า การมีผู้นำทางคอยนำทางให้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ผู้นำทางก็ไม่ได้หาง่ายๆ เหมือนผักกาดขาวตามตลาดนี่นา ไม่ใช่ว่าอยากจะมีก็มีได้ง่ายๆ
ถ้าไม่มีผู้นำทาง ก็ใช่ว่าจะหมดหนทางเอาชีวิตรอดซะทีเดียว
ใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกลำดับเส้นทางแปลกๆ พวกนั้น จะมีความสามารถพิเศษอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง
ถึงวิธีนี้มันจะดูเหมือนใส่กางเกงในซ้อนกันสองตัวก็เถอะ
แต่บางทีมันอาจจะได้ผลก็ได้นะ ใครจะรู้?
การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยให้รัดกุมที่สุด ย่อมดีกว่าการไปแบบไร้การป้องกันอยู่แล้ว
สำหรับแผนการนี้ เฉินเยี่ยก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
ไม่นาน การแบ่งทีมก็เสร็จสมบูรณ์
เซวียหนานถึงขั้นเดินไปกำชับกับพวกผู้รอดชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าให้ช่วยกันแสดงละครให้เนียนๆ หน่อย
อย่างน้อยๆ ก่อนที่จะรู้ว่าโอเอซิสในตำนานมันมีอะไรซ่อนอยู่ ก็ช่วยตั้งใจแสดงกันหน่อยเถอะ
และแล้ว รถแต่ละคันก็ค่อยๆ ทยอยขับออกไปตามทิศทางที่ฉู่เช่อบอกไว้ก่อนหน้านี้ โดยแยกย้ายกันไปคนละเส้นทาง
ส่วนทำไมเฉินเยี่ยถึงต้องฉายเดี่ยวอยู่ทีมเดียวน่ะเหรอ?
เรื่องแค่นี้ยังต้องถามอีกเหรอ?
รถเอสยูวีดัดแปลงของสาวน้อยผมชมพูขับนำหน้าสุด ตามมาด้วยรถบัสรับส่งสนามบินอีกคัน
ครั้งนี้ สาวน้อยผมชมพูไม่ได้งีบหลับในรถเหมือนเคย เธอกอดกระบี่มังกรเพลิงไว้แน่น สายตาคมกริบจ้องมองไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ
หลังจากขบวนรถวิ่งไปได้ราวๆ สามชั่วโมง
พอรถวิ่งข้ามเนินเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง
ทุ่งดอกไม้กว้างใหญ่ไพศาลที่กำลังพริ้วไหวไปตามสายลม ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของสาวน้อยผมชมพูอย่างช้าๆ
ทุ่งดอกไม้แห่งนี้กว้างใหญ่มากจนแทบจะกลืนกินลานสายตาของเธอไปจนหมดสิ้น
ในทุ่งดอกไม้แห่งนี้ มีดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่ง ทั้งสีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง...
ดอกไม้อันงดงามเหล่านี้พริ้วไหวไปตามสายลมเอื่อยๆ ราวกับกำลังโบกมือทักทายผู้มาเยือนจากแดนไกล
ทุ่งดอกไม้ทอดยาวไปจนถึงกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลลิบ
ใช่แล้ว กำแพงเมืองนั่นแหละ กำแพงเมืองสูงราวๆ สามสี่เมตรตั้งตระหง่านโอบล้อมเมืองทั้งเมืองเอาไว้
แถมยังมีโดมกระจกใสครอบเมืองทั้งเมืองเอาไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย
"พี่สาว..."
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ชะโงกหน้ามองไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น
นี่มัน...
สาวน้อยผมชมพูถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ไอ้โดมกระจกใสนี่ มันก็คือม่านกำบังเร้นกายของลำดับเส้นทางผู้นำทางไม่ใช่เหรอ?
สาวน้อยผมชมพูคุ้นเคยกับไอ้ม่านกำบังเร้นกายนี่ดีสุดๆ ก็แหม เห็นมันแทบจะวันเว้นวันเลยนี่นา
แต่ว่านะ... ทำไมมันถึงได้ใหญ่โตอลังการขนาดนี้ล่ะ
ต่อให้เป็นหัวหน้าฉู่เช่อที่เพิ่งเลื่อนเป็นลำดับ 3 ก็ไม่มีทางกางม่านกำบังเร้นกายให้ครอบคลุมเมืองทั้งเมืองแบบนี้ได้หรอก
อย่าบอกนะว่าที่นี่คือโอเอซิสในตำนาน?
แล้วในโอเอซิสในตำนาน มีผู้มีพลังลำดับเส้นทางผู้นำทางระดับ 4 หรือสูงกว่านั้นอยู่ด้วยเหรอ?
บนกำแพงเมืองมีคนยืนอยู่ประปราย ดูเหมือนพวกเขาจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้แล้ว
ต่างก็พากันมองมาทางนี้เป็นตาเดียว
มีคนหนึ่งโบกธงสีแดงชี้ลงไปที่พื้น
สาวน้อยผมชมพูสังเกตเห็นว่า ท่ามกลางทุ่งดอกไม้นั้น เหมือนจะมีรอยล้อรถที่ถูกทับจนแบนราบเป็นทางยาวอยู่
"ขับไปตามรอยล้อรถนั่นแหละ!"
สาวน้อยผมชมพูหันไปสั่งน้องสาว
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เพ่งมองอย่างตั้งใจ ก่อนจะค่อยๆ เหยียบคันเร่ง บังคับรถเอสยูวีให้แล่นฝ่าทุ่งดอกไม้ไปอย่างช้าๆ
รถบัสรับส่งสนามบินที่ตามหลังมา ก็ขับตามเข้าไปในทุ่งดอกไม้เช่นกัน
ล้อรถบดขยี้ดอกไม้จนแบนราบติดดิน กลีบดอกไม้กับเศษดินผสมปนเปกันไปหมด
แต่ทันทีที่ล้อรถแล่นผ่านไป ดอกไม้ที่ถูกบดขยี้จนแบนราบเหล่านั้น ก็กลับผลิบานขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่ดูสดใสมีชีวิตชีวา กลับมายืนหยัดท้าทายสายลมกลางทุ่งดอกไม้อีกครา
ขบวนรถค่อยๆ แล่นผ่านม่านกำบังเร้นกายเข้าไปจนถึงตีนกำแพงเมือง
พอเข้ามาใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่ากำแพงเมืองนี้เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน ร่องรอยความใหม่ยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนในหลายๆ จุด
กลุ่มกองกำลังติดอาวุธในชุดเครื่องแบบกลุ่มหนึ่ง ถือปืนเดินตรงเข้ามาหาอย่างนอบน้อม
"ขออภัยครับ ไม่ทราบว่าเป็นผู้มีพลังลำดับหรือเปล่าครับ?"
สาวน้อยผมชมพูหันขวับไปมองด้วยสายตาคมกริบ "ใช่ ฉันเป็นผู้มีพลังลำดับ..."
พอได้ยินว่าเป็นผู้มีพลังลำดับจริงๆ ท่าทีของชายติดอาวุธก็ยิ่งนอบน้อมขึ้นไปอีก "ยินดีต้อนรับท่านผู้มีพลังลำดับสู่โอเอซิสครับ!"
ไม่นาน ขบวนรถก็ได้รับการต้อนรับอย่างสุภาพและมีเกียรติ
หัวหน้ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธโบกมือให้สัญญาณคนที่อยู่บนกำแพงเมือง
ประตูเมืองค่อยๆ เปิดอ้าออก
ยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าเมือง สาวน้อยผมชมพูก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างผู้มีพลังลำดับกับคนธรรมดาอย่างชัดเจน
ไอ้หมอนั่นไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกคนธรรมดาเลยสักนิด แต่กลับนอบน้อมกับเธอซะเหลือเกิน
"ท่านผู้มีพลังลำดับครับ ทุกคนที่เข้าเมืองจะต้องลงทะเบียนประวัติ รบกวนช่วย..."
หลังจากขบวนรถแล่นเข้าเมืองมาได้ ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดเครื่องแบบ ก็เดินเข้ามาถามไถ่ข้อมูลของสาวน้อยผมชมพูด้วยรอยยิ้มประจบประแจง พร้อมกับถือสมุดจดไว้ในมือ
"ผู้มีพลังลำดับเส้นทางเซียนกระบี่ ลำดับ 3 เฉินเยี่ย!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของชายร่างท้วมแข็งค้างไปทันที
"เฉินเยี่ยเหรอครับ?"
สาวน้อยผมชมพูขมวดคิ้ว "มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"
ชายร่างท้วมยิ้มเจื่อนๆ "ท่านครับ ทางนู้นก็มีคนชื่อเฉินเยี่ยอยู่เหมือนกันน่ะครับ!"
สาวน้อยผมชมพูชะงักไปนิดนึง หรือว่าเฉินเยี่ยจะชิงมาถึงก่อนแล้ว?
เธอมองตามทิศทางที่ชายร่างท้วมชี้ไป ก็เห็นฉู่เช่อยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเขาเหมือนคนท้องผูกมาสามวันเต็มๆ ไม่มีผิด