- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 7 สะพานไม้ลึกลับ
บทที่ 7 สะพานไม้ลึกลับ
บทที่ 7 สะพานไม้ลึกลับ
บทที่ 7 สะพานไม้ลึกลับ
"ของอยู่ในเป้หมดเลยค่ะ พวกเราทำของหายไปหมดแล้ว" ฟางเสวี่ยหน้าแดง เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ การที่เธอกับอวี๋มู่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ สาเหตุหลักล้วนมาจากเธอทั้งสิ้น
ตี้จิ่วขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ถามต่อว่าอวี๋มู่กับฟางเสวี่ยมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร
เมื่อเห็นตี้จิ่วขมวดคิ้ว ฟางเสวี่ยก็รีบอธิบาย "ฉันกับอวี๋มู่แล้วก็เพื่อนอีกสองคนไปเที่ยวที่อารามสิ้นทรงจำด้วยกันค่ะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ฉันก็เห็นสะพานไม้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันเคยมาที่อารามสิ้นทรงจำหลายครั้งแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสะพานไม้แบบนี้เลย ฉันคิดว่าเป็นจุดชมวิวเปิดใหม่ก็เลยเดินขึ้นไปบนสะพาน ไม่คิดเลยว่าพอเดินขึ้นไปปุ๊บก็เจอหมาป่าสีเทาหลายตัว ฉันตกใจมากก็เลยรีบวิ่งหนี..."
อวี๋มู่พูดต่อจากฟางเสวี่ย "พอฉันเห็นฟางเสวี่ยวิ่ง ฉันก็เลยวิ่งตามค่ะ ฟางเสวี่ยบอกว่ามีหมาป่าสีเทาหลายตัว ถึงฉันจะมองไม่เห็นแต่ก็เชื่อว่าเธอไม่ได้โกหก ผลก็คือระหว่างทางพวกเราวิ่งหนีจนทำทั้งเป้ทั้งมือถือหล่นหายหมดเลย ตอนนี้ก็หลงทางสนิท ช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้แต่กินผลไม้ป่ากับรากไม้ แล้วก็ช็อกโกแลตอีกสองสามชิ้นเท่านั้นเองค่ะ"
"คุณเห็นหมาป่าจริงๆ เหรอครับ?" ตี้จิ่วรู้สึกสงสัย ตามหลักแล้วในเมื่ออารามสิ้นทรงจำคือสถานที่ท่องเที่ยว ก็ไม่น่าจะมีหมาป่าสีเทาโผล่มาพร้อมกันหลายตัวได้นี่นา
ฟางเสวี่ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น "ตอนนั้นฉันมั่นใจว่าเห็นจริงๆ ค่ะ แต่ตอนหลังก็เริ่มสงสัยเหมือนกันว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่า อารามสิ้นทรงจำอยู่รอบนอกสุดของเทือกเขาสิ้นทรงจำซึ่งถูกแยกออกจากเขตอันตรายของเทือกเขาสิ้นทรงจำโดยสิ้นเชิง แล้วจะมีหมาป่าโผล่มาได้ยังไง?"
"แล้วพวกคุณเข้ามาที่นี่กี่วันแล้วครับ?"
"น่าจะสักสองสามวันแล้วมั้งคะ ช่วงหลายวันนี้พวกเราเอาแต่วิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว ก็เลยไม่แน่ใจว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว..." หลังจากตอบคำถามของตี้จิ่ว ฟางเสวี่ยก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมองตี้จิ่วแล้วถามว่า "พี่ชาย คุณก็หลงทางเหมือนพวกเราใช่ไหมคะ?"
ตี้จิ่วพยักหน้า "ใช่ครับ ผมก็หลงทางเหมือนกัน ผมชื่อตี้จิ่ว ต่อไปเรียกชื่อผมตรงๆ ได้เลยครับ ไม่ไกลจากที่นี่มีทะเลสาบอยู่ พวกเราไปพักที่ริมทะเลสาบสักคืนก่อน หาอะไรกินกัน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยหาทางไปต่อ"
"อ๊ะ..." ตี้จิ่วยังพูดไม่ทันขาดคำ ฟางเสวี่ยก็ร้องอุทานขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับพูดด้วยความหวาดกลัวว่า "ฉันเห็นสะพานไม้นั่นอีกแล้ว อยู่ตรงนั้นไงคะ"
ตี้จิ่วและอวี๋มู่หันไปมองตามทิศทางที่ฟางเสวี่ยชี้พร้อมกัน ไม่เห็นจะมีสะพานที่ไหนเลย ทิศที่ฟางเสวี่ยชี้ไปนั้นมีแต่พุ่มไม้หนามทั้งนั้น
อวี๋มู่เองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ใบหน้าของเธอเริ่มซีดเซียว เธอไม่เห็นสะพานไม้แต่กลับรู้สึกเลือนรางว่ามีเงาสายหนึ่งหายเข้าไปในทิศทางของพุ่มไม้หนามนั้น
ตี้จิ่วคว้าข้อมือของฟางเสวี่ยเอาไว้ เขาจึงสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบในทันที ตี้จิ่วหยิบสมุนไพรต้นหนึ่งส่งให้ฟางเสวี่ย "คุณเคี้ยวสมุนไพรต้นนี้ให้แหลกแล้วกลืนลงไปนะ อวี๋มู่ คุณช่วยผมดูแผนที่ใบนี้หน่อย"
เดิมทีตี้จิ่วตั้งใจจะพักที่นี่สักคืน แต่ตอนนี้เขาล้มเลิกความคิดนั้นแล้ว เขารู้สึกว่าที่นี่มีความแปลกประหลาดบางอย่าง เขาไม่คิดว่าจู่ๆ ฟางเสวี่ยจะมองเห็นพุ่มไม้หนามเป็นสะพานไม้ไปได้หรอก
ตราบใดที่อวี๋มู่อ่านทิศทางบนแผนที่ออก เขายอมเดินทางข้ามคืนดีกว่า
แผนที่ที่ตี้จิ่วหยิบออกมาเป็นแผนที่ทิวทัศน์แบบสองมิติ ถึงแม้บนนั้นจะระบุทิศเหนือใต้ออกตกเอาไว้ ทว่าป่าไม้ หน้าผา และหุบเขาที่ปรากฏบนแผนที่นั้นตี้จิ่วกลับไม่รู้จักเลยสักที่เดียว
"ฉันรู้ค่ะ ผ่านป่าผืนนี้ไปก็คืออารามสิ้นทรงจำ..." เมื่อเห็นตี้จิ่วหยิบแผนที่ออกมา อวี๋มู่ก็ร้องอุทานด้วยความดีใจ แต่ความดีใจของเธอก็คงอยู่ได้เพียงไม่นานก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังว่า "น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีเข็มทิศ คงต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อนถึงจะเดินทางต่อได้"
ฟางเสวี่ยที่กลืนสมุนไพรลงไปเริ่มมีอาการสงบลง เธอก็พูดสมทบขึ้นมาว่า "คงต้องพักสักคืนก่อนค่อยไปค่ะ อวี๋มู่ไม่มีแรงแล้ว เดินไม่ไหวหรอกค่ะ"
"ผมมีเข็มทิศ ถ้าเดินไม่ไหวผมจะให้ขี่หลัง พวกเราต้องไปเดี๋ยวนี้เลย ถ้าพวกคุณไม่ไป ผมจะไปก่อนแล้วนะ" ตี้จิ่วหยิบเข็มทิศออกมาพลางพูดอย่างไม่ลังเล
พูดจบตี้จิ่วก็หยิบบะหมี่แห้งออกมาสองก้อนแล้วยื่นให้ฟางเสวี่ยกับอวี๋มู่
เพราะเขาก็มองเห็นเงาของสะพานไม้นั่นเหมือนกัน เขามั่นใจว่าฟางเสวี่ยไม่ได้ตาฝาด การยืนอยู่ตรงนี้ทำให้เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอยู่ตลอดเวลา
"เข็มทิศ!" ทั้งอวี๋มู่และฟางเสวี่ยต่างก็จ้องมองเข็มทิศในมือของตี้จิ่วด้วยความตื่นเต้น ขอแค่มีเข็มทิศกับแผนที่ พวกเขาจะต้องหาทางออกไปได้อย่างแน่นอน
"ขอบคุณพี่ตี้มากนะคะ" แม้ว่านี่จะเป็นการพบกันครั้งแรกของเธอกับตี้จิ่ว แต่อวี๋มู่ก็รู้ดีว่าในเวลานี้ นอกจากการให้ตี้จิ่วแบกขึ้นหลังแล้วก็ไม่มีวิธีอื่นอีก ส่วนบะหมี่แห้งที่ตี้จิ่วส่งให้พวกเธอนั้นยิ่งเปรียบเสมือนสวรรค์มาโปรดในยามคับขัน
ตี้จิ่วแบกอวี๋มู่ขึ้นหลังแล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางของอารามสิ้นทรงจำทันที
เมื่อแบกอวี๋มู่ขึ้นหลัง ตี้จิ่วก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นสองก้อนที่เบียดชิดเข้ามา ในใจของเขาเกิดความรู้สึกประหลาดใจระคนยินดี สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยินดีไม่ใช่ความนุ่มนิ่มที่แผ่นหลัง แต่เป็นพละกำลังของเขาต่างหาก
เนื่องจากไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ ตี้จิ่วจึงเอาแต่ร่ำเรียนความรู้ด้านเทคโนโลยีแขนงต่างๆ รวมถึงวิชาแพทย์ พละกำลังของเขาจึงอ่อนแอมากตามธรรมชาติ ทว่าครั้งนี้ตอนที่เขาแบกอวี๋มู่ขึ้นหลัง เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าตอนนี้พละกำลังของเขาจะเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัวเสียอีก ตี้จิ่วก้มลงมองที่หน้าอกของตัวเอง เขามั่นใจว่าสิ่งที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่เขาก็ยังคงเป็นหินสีเทาก้อนนั้น
มิน่าล่ะตอนที่เขาปีนขึ้นมาจากหน้าผานั่นถึงไม่ค่อยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย
"พี่ตี้ก็มาเที่ยวเหมือนกันเหรอคะ?" บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดเกินไป อวี๋มู่จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อน
"ใช่ครับ" ตี้จิ่วตอบส่งๆ ไปแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
เมื่อเห็นว่าตี้จิ่วไม่มีอารมณ์จะพูดคุย หลังจากที่อวี๋มู่กับฟางเสวี่ยกินบะหมี่แห้งเสร็จก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรอีก ภายในป่าที่มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องลงมาเล็กน้อยจึงเหลือเพียงเสียงฝีเท้าสวบสาบยามก้าวเดินเท่านั้น
ถึงพละกำลังของตี้จิ่วจะดีกว่าแต่ก่อนมาก แต่การแบกอวี๋มู่เดินติดต่อกันเป็นเวลานานแบบนี้เขาก็เริ่มรู้สึกไม่ไหวเหมือนกัน
ทั้งสามคนเดินๆ หยุดๆ มาตลอดทาง โชคดีที่ตลอดทั้งคืนไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อแสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมา ทั้งสามคนก็เดินออกจากป่ามาโผล่อยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
"ที่นี่ยังมองไม่เห็นอะไรเลยนะคะ" ฟางเสวี่ยมองดูม่านหมอกขมุกขมัวที่อยู่ไกลออกไปพลางพูดด้วยความกังวล
อวี๋มู่เองก็มองไม่เห็นอะไรเหมือนกัน ทั้งสองคนจึงทำได้เพียงรอให้ตี้จิ่วเป็นคนพูด แม้ว่าพวกเธอจะรู้ว่าบนแผนที่เทือกเขาสิ้นทรงจำนั้นทิศทางที่ป่าตั้งอยู่ก็คืออารามสิ้นทรงจำ แต่ถึงอย่างไรพวกเธอก็ไม่เคยเดินเส้นทางนี้มาก่อน
ในตอนนี้เองตี้จิ่วถึงเพิ่งเริ่มตกใจกับสายตาของตัวเอง ฟางเสวี่ยกับอวี๋มู่ต่างก็มองไม่เห็นอะไรเลย แต่เขากลับสามารถมองเห็นสิ่งปลูกสร้างเลือนรางหลายหลังที่อยู่ไกลออกไปลิบๆ ได้ เขามั่นใจว่าก่อนหน้านี้สายตาของเขาไม่ได้ดีขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าหลังจากถูกสายฟ้าสีทองอ่อนเส้นนั้นผ่าใส่ ร่างกายของเขาก็ได้รับการปรับเปลี่ยนสภาพอย่างรอบด้าน
เพียงแต่ตอนนั้นเขากำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงก็ถูกข่าวที่ชวีเสี่ยวซู่นำมาบอกทำให้ตกใจเสียก่อน จากนั้นเขาก็ต้องหนีออกจากแคว้นจี้มา
...
ทันทีที่ออกจากป่า ความรู้สึกไม่สบายตัวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
"เราจะพักที่นี่กันสักครึ่งวัน แล้วค่อยเดินทางต่อ" ตลอดทั้งคืนตี้จิ่วเหนื่อยจนแทบขาดใจมาตั้งนานแล้ว
"พี่ตี้ ขอบคุณมากนะคะ ถ้าพี่ไม่ช่วยฉันไว้ ฉันคงต้องตายในเทือกเขาสิ้นทรงจำแน่ๆ" อวี๋มู่ที่พักผ่อนอยู่บนหลังของตี้จิ่วมาทั้งคืน ตอนนี้พอจะฝืนยืนขึ้นมาได้แล้ว
ตี้จิ่วยิ้มบางๆ "พอดีผมเคยเรียนแพทย์มาบ้างน่ะครับ เลยเคยเห็นวิธีถอนพิษงูชนิดนี้มาก่อน"
"พี่ตี้เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์เหรอคะ?" ฟางเสวี่ยมองตี้จิ่วด้วยแววตาคาดหวังพลางเอ่ยถาม เธอกับอวี๋มู่ต่างก็เป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์เหมือนกัน แต่เมื่อทั้งสองคนต้องมาเจอกับพิษงูชนิดนั้นกลับจนปัญญา ทว่าตี้จิ่วกลับรักษาพิษงูให้อวี๋มู่ได้อย่างดูง่ายดายเหลือเกิน