- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 40 กราบกรานกระบี่
บทที่ 40 กราบกรานกระบี่
บทที่ 40 กราบกรานกระบี่
บทที่ 40 กราบกรานกระบี่
การเลือกที่จะต้อนรับแขกที่เรือนพักในสำนักแทนที่จะเป็นสถานที่สักแห่งในหอไป่ฮวา ถือเป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่ง หอไป่ฮวาก็เป็นแค่สถานที่เริงรมย์ เห็นได้ชัดว่าเซวียชิงชิวคิดว่าควรจะต้อนรับผู้ใช้กระบี่เช่นนี้ด้วยความเคารพและจริงจังมากกว่า
ถือเป็นการแสดงความชื่นชมต่อคนรุ่นหลัง และเป็นการให้เกียรติวีรบุรุษด้วยกัน
มู่เจี้ยนหลีเข้าใจเรื่องนี้ดี ตลอดทางนางไม่ได้สนใจค่ายกลป่าไผ่ของอีกฝ่ายเลย เดินสายตาตรงแน่วตามการนำทางของเมิ่งหลานจนก้าวเข้ามาในเรือนไผ่
เซวียชิงชิวนั่งสง่าอยู่บนที่นั่งประธาน เซวียมู่นั่งอยู่ทางซ้าย อิ๋นเยี่ยนั่งอยู่ทางขวา บุคคลที่มีตำแหน่งสูงสุดของพรรคซิงเยวี่ยในที่แห่งนี้ หรืออาจจะในทั้งสำนักเลยก็ว่าได้ ต่างมานั่งรวมตัวกันรอต้อนรับนาง
มู่เจี้ยนหลีชะงักไปเล็กน้อย การต้อนรับระดับนี้สูงกว่าที่นางคาดคิดไว้มาก นางไม่คิดว่าตัวเองจะมีฐานะเทียบเท่ากับอาจารย์ของนางหรอกนะ
ความจริงแล้วก็แค่เซวียมู่อยากรู้อยากเห็นว่าการ 'กราบกรานกระบี่' มันคืออะไร ก็เลยหน้าด้านขอตามมาดูด้วย ส่วนอิ๋นเยี่ยก็เบิกตากลมโตเป็นประกายวิบวับ นางกำลังตื่นเต้นที่จะได้ดู 'คนที่เป็นกระบี่' ต่างหาก...
พอต้องมาเจอกับพวกตัวสร้างปัญหาพวกนี้ ประมุขสำนักอย่างเซวียชิงชิวก็ปวดหัวตึบเหมือนกัน
สายตาของมู่เจี้ยนหลีตกลงบนร่างของเซวียมู่ คราวนี้จิตกระบี่ของนางไม่ได้สั่นไหว แต่นางกลับรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อตอนเช้าที่เดินสวนกัน เขายังไม่มีวรยุทธ์เลยแม้แต่น้อย แต่พอมาเจอกันตอนเย็น ทำไมถึงบรรลุขั้นทะเลปราณไปได้ล่ะ?
แต่พอลองคิดดูอีกที วรยุทธ์ของเซวียชิงชิวล้ำเลิศไร้เทียมทาน การจะหาวิธีเพิ่มพลังวัตรให้ใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร อย่างมากก็แค่การเร่งรัดให้เติบโตเร็วเกินไปเท่านั้น นางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจจริงๆ ก็คือ การที่เซวียมู่นั่งอยู่ทางซ้ายต่างหาก
ซ้ายมาก่อนขวา นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันทั่วไป ตำแหน่งของเซวียมู่ถึงกับอยู่สูงกว่าอิ๋นเยี่ยเชียวหรือ...
อิ๋นเยี่ยคือใคร? ศิษย์น้องเพียงคนเดียวของเซวียชิงชิว จิตวิญญาณแห่งค่ายกลของพรรคซิงเยวี่ย บุคคลสำคัญระดับแนวหน้าของใต้หล้า เมื่อเดือนก่อน นักพรตซินอี ยอดฝีมือขั้นเข้าสู่เต๋าแห่งสำนักเสวียนเทียน ไล่ล่าเฟิงเลี่ยหยาง ดาวรุ่งดวงใหม่ของพรรคมาร แต่กลับถูกอิ๋นเยี่ยที่ดูเหมือนเด็กหญิงวัยห้าขวบขวางไว้ กระบวนการต่อสู้เป็นอย่างไรไม่มีใครดูออก รู้แค่ว่านักพรตซินอีถูกเด็กหญิงคนนี้ตบกระเด็นทีเดียวตายคาที่...
ฝ่ายธรรมะทางใต้แห่กันมาล้อมปราบศิษย์พรรคมารกันทั้งสำนัก แต่กลับไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลยสักเส้นขนเดียว แถมเฟิงเลี่ยหยางที่โดนไล่ล่าก่อนหน้านี้ก็หนีรอดไปได้อีก ฝ่ายธรรมะทางใต้จึงทำได้เพียงระบายความโกรธด้วยการทำลายหอนางโลมไม่กี่แห่งที่พรรคซิงเยวี่ยใช้เป็นจุดรับส่งตอนที่อิ๋นเยี่ยกับเฟิงเลี่ยหยางหลบหนีจนความแตก ผลก็คือบรรดานางโลมภายใต้การนำของแม่เล้าที่ชื่อฉินหลี พากันไปร้องห่มร้องไห้ โวยวาย ผูกคอตายหน้าศาลาว่าการ แถมยังมีนางโลมไปนอนดิ้นพราดๆ หน้าประตูสำนักเสวียนเทียนอีก ทำเอาฝ่ายธรรมะต้องเสียหน้าอย่างหนัก
เรื่องนี้เริ่มแพร่สะพัดออกไปจนสะเทือนไปทั่วทั้งใต้หล้า อิ๋นเยี่ยที่เคยไร้ชื่อเสียงเรียงนามกลับโด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน ใครๆ ต่างก็ลือกันว่าแม่หนูน้อยคนนี้มีวรยุทธ์ที่แปลกประหลาด แม้จะมองไม่เห็นระดับขั้น แต่กลับสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นเข้าสู่เต๋าได้ในพริบตา ดีไม่ดีอาจจะใกล้เคียงกับขั้นต้งซวี หรืออาจจะเป็นขั้นต้งซวีไปแล้วก็ได้
ยอดฝีมือที่อาจจะเทียบเท่ากับขั้นต้งซวี กลับมีตำแหน่งในพรรคซิงเยวี่ยต่ำกว่าเซวียมู่ แถมดูท่าทางนางยังยิ้มแย้มแจ่มใสไม่มีท่าทีขัดข้องเลยสักนิด... นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่?
แน่นอนว่าคนนอกย่อมไม่มีทางรู้เหตุผลที่แท้จริงหรอกว่า เป็นเพราะอิ๋นเยี่ยมันตัวสร้างปัญหาต่างหากล่ะ นางไม่มีทางไปแย่งตำแหน่งกับใครหรอก ต่อให้จะแย่ง ก็คงแย่งเพราะตำแหน่งนั้นมันสวยกว่าแค่นั้นแหละ? ยังไงซะ คนนอกก็คงคิดไปเองว่าผู้ชายคนนี้ต้องเก่งกาจระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแน่ๆ...
ช่างเถอะ เรื่องภายในของพรรคซิงเยวี่ย จะไปยุ่งอะไรด้วย? มู่เจี้ยนหลีอาศัยจังหวะตอนทำความเคารพดึงสติกลับมา
"ผู้น้อยมู่เจี้ยนหลี คารวะท่านประมุขเซวีย"
เซวียชิงชิวจ้องมองนางเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง น้ำเสียงฟังดูคล้ายล่องลอยมาจากที่ไกลแสนไกล
"เมื่อสิบปีก่อน อาจารย์ของเจ้าก็เคยมาขอข้ากราบกรานกระบี่ แต่ข้าปฏิเสธไป"
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์เคยเล่าเรื่องนี้ให้ผู้น้อยฟัง และยังคงฝังใจอยู่เสมอ"
มู่เจี้ยนหลียืนตัวตรง ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ดังนั้นการที่ผู้น้อยมาในวันนี้ หนึ่งก็เพื่อแสวงหาเต๋าของตนเอง สองก็เพื่อสานต่อความเสียใจของท่านอาจารย์ให้สมบูรณ์เจ้าค่ะ"
เซวียชิงชิวมีสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
"เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าทิ้ง เพื่อตัดทายาทของสำนักเวิ่นเจี้ยนหรือ?"
มู่เจี้ยนหลีเอ่ยเรียบๆ
"คนเก่งๆ ในสำนักเวิ่นเจี้ยนมีมากมายก่ายกอง ขาดมู่เจี้ยนหลีไปสักคน ก็ไม่ถึงกับสิ้นทายาทหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่าง ท่านประมุขเซวียเป็นถึงปรมาจารย์แห่งยุค ย่อมต้องมีความใจกว้าง คงไม่ถึงกับมาหาเรื่องคนรุ่นหลังหรอกกระมัง"
เซวียชิงชิวหัวเราะออกมา ในรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความขบขัน
"เจ้าเป็นศิษย์รุ่นที่สี่สิบแปดของสำนักเวิ่นเจี้ยน ส่วนข้าเป็นประมุขรุ่นที่ห้าสิบของพรรคซิงเยวี่ย จะว่าไปแล้ว ข้ายังต้องเรียกเจ้าว่าศิษย์ทวดด้วยซ้ำ ตกลงใครเป็นคนรุ่นหลังกันแน่?"
"..."
มู่เจี้ยนหลีถึงกับอึ้ง ต่างสำนักกันจะมานับรุ่นกันแบบนี้ได้ยังไง เวลาในการก่อตั้งสำนักก็ไม่เท่ากันเสียหน่อย? อย่างสำนักเหยียนหยางนั่นก็เพิ่งจะมีแค่สามรุ่น ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งก็ยังมีชีวิตอยู่ แบบนี้ไม่ต้องกลายเป็นบรรพบุรุษของคนทั้งใต้หล้าเลยหรือไง?
แต่นางไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจา จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่ตอบโต้อะไร
เซวียชิงชิวพูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
"รู้ไหมว่าทำไมตอนที่อาจารย์ของเจ้ามากราบกรานกระบี่ ข้าถึงต้องปฏิเสธ?"
มู่เจี้ยนหลีตอบ
"ผู้น้อยไม่ทราบเจ้าค่ะ"
เซวียชิงชิวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน
"ปีนั้นพิธีการกราบกรานกระบี่ของเขาเสร็จสิ้นไปตั้งหลายปีแล้ว แต่จู่ๆ ก็วิ่งโร่มาหาข้าเพื่อขอกราบกรานกระบี่... เอาจริงๆ นะ สิ่งที่เขาอยากจะกราบ ไม่ใช่กระบี่หรอก แต่เป็นอยากจะกราบไหว้ฟ้าดินเข้าหอต่างหาก... ข้าก็แค่บอกเขาไปอ้อมๆ ว่า ท่านอาวุโสกว่าข้าตั้งสามรุ่น แถมยังแก่กว่าข้าเป็นสิบๆ ปี หน้าตาก็อัปลักษณ์ ยังจะมีหน้ามาหญ้าอ่อนอย่างข้าอีกหรือ ผลก็คือเขายกเลิกการกราบกรานกระบี่ไปเลย... ได้ยินมาว่าเพราะเรื่องนี้ทำให้เขาบรรลุขั้นต้งซวีช้าไปถึงห้าปี เกือบจะชวดตำแหน่งประมุขสำนักไปซะแล้ว แหม ข้าล่ะเกรงใจจริงๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวางวิถีกระบี่ของเขาเลยนะ"
เซวียมู่หลุดขำพรืดออกมา พอฟังจบเขาก็เข้าใจทันที ว่าตอนนั้นนางต้องตั้งใจยั่วยวนให้เขาหลงใหล แล้วก็สลัดเขาทิ้งอย่างไม่ไยดี เพื่อทำให้จิตใจของเขาว้าวุ่น เป็นการกำจัดศัตรูตัวฉกาจไปในตัว ไม่ต้องสงสัยเลย
มู่เจี้ยนหลียืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนภาพลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของอาจารย์พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา... คราวนี้บรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของการแสวงหาเต๋าพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี แล้วแบบนี้จะไปกราบกระบี่บ้าบออะไรได้อีกล่ะ...
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง เซวียชิงชิวกลับหยิบกระบี่ออกมา
"เอ้า ในเมื่อลูกหลานของคนรู้จักเก่าแก่มาเยือนถึงที่ แถมยังมาด้วยความจริงใจในการแสวงหาเต๋า จะหาว่าข้าใจแคบ ทำลายความมุ่งมั่นในการแสวงหาเต๋าของผู้คนในใต้หล้าก็ไม่ได้หรอกนะ"
พูดจบ นางก็สะบัดมือเบาๆ ลำแสงประกายดาวสายหนึ่งก็พุ่ง 'ฟุ่บ' ออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ มาหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้ามู่เจี้ยนหลีอย่างมั่นคง เผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน
มันคือกระบี่ที่รูปร่างหน้าตาประหลาดมาก ตัวกระบี่บิดเบี้ยวไม่เป็นรูปทรง ดูเหมือนจะเกิดจากการนำหินก้อนเล็กๆ รูปทรงต่างๆ มาปะติดปะต่อกัน แต่ที่น่าแปลกก็คือ มันกลับให้ความรู้สึกกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน บนหินก้อนเล็กๆ แต่ละก้อนล้วนมีพลังอำนาจแฝงเร้นแผ่ซ่านออกมาบางเบา ถักทอเข้าด้วยกัน แล้วแผ่ขยายออกไปรอบตัวกระบี่ ดูคล้ายกับเมฆหมอกจางๆ ที่บดบังความจริงของดวงดาวเอาไว้
หนึ่งในสามของวิเศษประจำพรรคซิงเยวี่ย 'ดาวตกเมฆาคล้อย'
บนใบหน้าที่เรียบเฉยมาตลอดของมู่เจี้ยนหลี เผยให้เห็นความตื่นตะลึงเป็นครั้งแรก
สำนักเวิ่นเจี้ยนเดินทางไปกราบกรานกระบี่เลื่องชื่อทั่วทั้งใต้หล้า ก็เพื่อไต่ถามถึงจิตวิญญาณของกระบี่ สัมผัสถึงเจตนารมณ์ของกระบี่ เพื่อนำมาพิสูจน์ยืนยันกับวิถีแห่งเต๋าของตนเอง โดยหวังว่าจะเกิดความเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องอาศัยจิตกระบี่ที่แน่วแน่และบริสุทธิ์ถึงขีดสุด ถึงจะสามารถสื่อสารกับกระบี่ได้ ไม่ใช่แค่การมองดูและกราบไหว้เฉยๆ ก็จะได้ผล ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเดินทางฝ่าฟันความยากลำบาก โดยมีเพียงเป้าหมายเดียวในใจ นั่นคือการแสวงหากระบี่
แต่ถ้าทำตามที่เยวี่ยเสี่ยวฉานพูดเล่นๆ ว่าให้ไปกราบไหว้ในร้านขายอาวุธล่ะก็ นั่นมันไร้สาระสิ้นดี... กระบี่ที่ควรค่าแก่การกราบไหว้ อย่างแรกเลยคือต้องเป็นกระบี่เลื่องชื่อที่อาบชโลมไปด้วยเลือด ผ่านศึกสงครามมานับพันนับหมื่นครั้ง จนมีจิตกระบี่ของเจ้าของในอดีตแต่ละรุ่นแฝงฝังอยู่ภายใน จนก่อเกิดเป็นจิตวิญญาณขึ้นมาจางๆ การกราบกรานกระบี่เช่นนี้ถึงจะมีโอกาสได้รับความรู้กลับมาบ้าง
โดยปกติแล้ว ฝ่ายธรรมะมักจะไว้หน้าสำนักเวิ่นเจี้ยน ยอมนำกระบี่ออกมาให้พวกเขาทดสอบและทำความเข้าใจ เพราะถึงยังไงพวกเขาก็อาจจะไม่สามารถเข้าใจความลับอะไรได้อยู่แล้ว ถือเป็นการทำดีเอาหน้าไปในตัว แต่กระบี่เลื่องชื่อในใต้หล้าไม่ได้มีแค่ในครอบครองของฝ่ายธรรมะเท่านั้นนะ ส่วนใหญ่มันอยู่ในมือของศัตรูต่างหาก... ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว การกราบกรานกระบี่ยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือไม่ใช่การไต่ถาม แต่เป็นการต่อสู้ ซึ่งก็คือการท้าประลองกับยอดฝีมือเพลงกระบี่ทั่วหล้า เพื่อสัมผัสถึงจิตกระบี่ของแต่ละสำนักผ่านการต่อสู้จริง นี่แหละคือแก่นแท้ของการกราบกรานกระบี่หมื่นลี้
การต่อสู้ก็แบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ การต่อสู้เป็นตายกับการประลองเพื่อชี้แนะย่อมแตกต่างกัน มู่เจี้ยนหลีมาพบเซวียชิงชิว เดิมทีก็หวังเพียงว่าเซวียชิงชิวจะยอมชี้แนะให้นางสักหนึ่งหรือสองกระบวนท่า เพื่อให้นางได้สัมผัสถึงความหมายของ 'ดาวตกเมฆาคล้อย' สักเล็กน้อย แค่นี้นางก็พอใจแล้ว นางคาดว่าในฐานะประมุขผู้ยิ่งใหญ่ เซวียชิงชิวคงจะมีความใจกว้างพอสำหรับคนรุ่นหลัง ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูง และมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะไม่ได้กลับออกไป แต่ด้วยความกล้าหาญแห่งกระบี่ที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว นางจึงก้าวเดินมาโดยไม่ลังเล
เพียงแต่นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่า ความใจกว้างของเซวียชิงชิวจะเหนือกว่าที่นางคาดคิดไว้มาก นางไม่เพียงแต่ไม่คิดจะกักขังนางไว้ แต่กลับโยนกระบี่ให้นางดูตามสบายเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ใช้คำพูดมาทำให้จิตกระบี่ของนางปั่นป่วนก่อน ถือเป็นการทดสอบเล็กๆ น้อยๆ
มู่เจี้ยนหลีเข้าใจความหมายของเซวียชิงชิวดี อุปสรรคถูกวางไว้แล้ว จะก้าวข้ามไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนางเอง และยังเป็นการอธิบายให้คนในสำนักฟังได้ด้วยว่า นางไม่ได้สนับสนุนศัตรู...
ความใจกว้างและวิสัยทัศน์เช่นนี้ สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์แห่งยุค นี่คือเหตุผลที่นางสามารถกวาดล้างใต้หล้าได้ตั้งแต่อายุยังน้อยงั้นหรือ?
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะทำให้ความหวังดีของปรมาจารย์ต้องสูญเปล่าได้อย่างไร?
มู่เจี้ยนหลีหลับตาลง นิ่งเงียบไปสิบลมหายใจ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภายในดวงตาก็เต็มไปด้วยจิตกระบี่อันน่าเกรงขามที่ไร้ซึ่งความโศกเศร้าหรือยินดี ความเหม่อลอยชั่วขณะเมื่อครู่นี้ปลิวหายไปกับสายลม ไม่หลงเหลืออยู่ในใจอีกต่อไป
ท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนจากพรรคซิงเยวี่ยทั้งสาม มู่เจี้ยนหลีค้อมคำนับ 'ดาวตกเมฆาคล้อย' ที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงใจ มือข้างหนึ่งจับด้ามกระบี่ อีกข้างหนึ่งประสานอินกระบี่ (มุทรากระบี่) ไว้เบื้องหน้า
เซวียมู่ดูไม่ออกจริงๆ ว่านางสื่อสารกับกระบี่ยังไง สรุปก็คือผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ กระบี่วิเศษก็เปล่งประกายเจิดจ้า ตัวกระบี่สั่นไหวน้อยๆ แม้แต่เซวียมู่ยังสัมผัสได้ถึงความดีใจที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวกระบี่อย่างประหลาด ราวกับได้พบเจอเพื่อนแท้ที่รู้ใจก็ไม่ปาน
แสงสว่างค่อยๆ จางหายไป
มู่เจี้ยนหลีปล่อยมือจากด้ามกระบี่ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วประสานมือคารวะจนสุดตัว
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ประทานกระบี่ให้เจ้าค่ะ"
ในดวงตาของเซวียชิงชิวมีแววชื่นชมที่ปิดไม่มิด
"การตอบรับของจิตกระบี่ เป็นความสามารถของเจ้าเอง ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก แต่ข้าขอพูดไว้ก่อนนะ คนเก่งๆ อย่างเจ้าที่มาจากสำนักศัตรู ถือเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ หากวันหน้าพบเจอกันในยุทธภพ ข้าจะไม่ยั้งมือแน่นอน"
มู่เจี้ยนหลีตอบกลับอย่างหนักแน่น
"ผู้น้อยก็เช่นกันเจ้าค่ะ"
พูดจบ นางก็หันหลังเดินจากไป รูปร่างผอมบางแต่ดูสง่างามยืนตรงแหน่วราวกับกระบี่ยาว สำหรับเซวียมู่ที่เคยทำให้นางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตอนแรกนั้น ตอนนี้นางไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีกเลย
[จบตอน]