- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 30 อิ๋นเยี่ย ยามที่จิตใจคนอ่อนแอที่สุด
บทที่ 30 อิ๋นเยี่ย ยามที่จิตใจคนอ่อนแอที่สุด
บทที่ 30 อิ๋นเยี่ย ยามที่จิตใจคนอ่อนแอที่สุด
บทที่ 30 อิ๋นเยี่ย ยามที่จิตใจคนอ่อนแอที่สุด
อันที่จริงในใจของเซวียชิงชิวก็รู้สึกขัดแย้งอยู่ไม่น้อย
ประการแรก นางไม่อยากจะลงมือเล่นเกมนี้กับเซวียมู่ด้วยตัวเองแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะ 'กลัว' อย่างที่เยวี่ยเสี่ยวฉานเข้าใจหรอกนะ
ยอมรับว่าเซวียมู่เริ่มจะถูกใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ และนางก็แอบกังวลนิดๆ ว่าตัวเองจะเผลอใจไปจริงๆ แต่นั่นก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น สำหรับคนอย่างนาง ความมั่นใจในตัวเองที่สั่งสมมานานปี ไม่ได้สั่นคลอนกันได้ง่ายๆ หรอก
สำหรับคนระดับนาง การจะบอกว่ารักใครสักคนในตอนนี้ มันยังเร็วเกินไปจริงๆ
แต่สาเหตุหลักก็คือ... การที่ปากก็คอยพร่ำสอนลูกศิษย์อย่างเข้มงวดว่าห้ามไปมีอะไรกับเขา แต่ตัวเองกลับมาทำตัวส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้เขาสะเอง... มองยังไงมันก็น่าเกลียด แค่คิดก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าจนทำตัวไม่ถูกแล้ว
สายตาของเสี่ยวฉานและคำพูดที่หลุดออกมาเป็นบางครั้ง อย่าง 'บางคนก็เก่งกาจเกินไป บางคนก็ยังเด็กเกินไป' หรือ 'ท่านอาจารย์ทำได้นี่นา' อะไรพวกนั้น แค่ได้ยินก็ทำเอานางรู้สึกอึดอัดไปหมดแล้ว... ถ้าไม่ใช่เพราะเซวียมู่มีประโยชน์กับนางมากจริงๆ ป่านนี้นางคงตบเขากะโหลกยุบไปแล้ว ตัดปัญหาให้จบๆ ไป
แต่ในทางกลับกัน เซวียมู่ก็มักจะทำให้นางรู้สึกสนุกและน่าสนใจอยู่เสมอ ลึกๆ แล้วนางก็อยากจะลองทดสอบดูว่า ผู้ชายที่ไม่มีวรยุทธ์เลยแม้แต่น้อยคนนี้ จะสามารถต้านทานวิชามารยั่วยวนของนางได้สักกี่ส่วนกันเชียว?
นางลองคิดดูแล้ว ก็แค่ทดสอบดู ไม่ต้องทำตัวส่งสายตาหวานเชื่อมก็พอ เปลี่ยนจากการใช้มารยาหญิงยั่วยวนตัณหา มาใช้วิธีที่เหนือชั้นกว่านั้นแทน
คิดได้ดังนั้น นางก็เริ่มลงมือทดสอบ
เซวียมู่พบว่าความรู้สึกที่เขามองเซวียชิงชิวเริ่มเปลี่ยนไป...
นางเพียงแค่จ้องมองเขาด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม แววตานั้นราวกับอัดแน่นไปด้วยความรักความผูกพันอันลึกซึ้งไร้ที่สิ้นสุด นี่ไม่ใช่การแสดง นางอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่เขาจริงๆ แต่กลับทำให้คนที่ถูกมองเกิดภาพลวงตาเช่นนั้นขึ้นมาได้ และผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาหาเซวียมู่ก็คือ ในชั่วพริบตานั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกสงสารและอยากจะทะนุถนอมหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมาอย่างจับใจ ความรู้สึกผูกพันอาวรณ์อันมหาศาลถาโถมเข้าใส่หัวใจ ราวกับว่าเขาได้รักนางมานานนับพันนับหมื่นปี และพร้อมจะสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนางได้
เซวียมู่รู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่แยกตัวออกมาเป็นสองส่วน ราวกับมีตัวเขาอีกคนหนึ่งกำลังยืนมองดูตัวเองอยู่ ตัวหนึ่งคือตัวเขาที่รู้ตัวดีว่ากำลังถูกทดสอบด้วยวิชามารยั่วยวน ส่วนอีกตัวคือตัวเขาที่ต้านทานมนตร์สะกดไม่ไหว และได้ตกลงไปในห้วงแห่งความรักเรียบร้อยแล้ว...
ตัวที่ตกหลุมรักนั้นคือตัวตนปกติของเขา ที่ไม่มีพลังฝีมือใดๆ ย่อมไม่มีทางต้านทานวิชามารของยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลกได้อยู่แล้ว แล้วไอ้ตัวที่ยืนมองอยู่นั่นมันใครกันล่ะ?
นั่นก็คือตัวเขาเอง... ตัวเขาที่ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะไว้ได้ส่วนหนึ่งภายใต้อิทธิพลของพลังลึกลับบางอย่าง ราวกับสามารถแบ่งแยกจิตใจออกเป็นสองส่วนได้
ฝ่ามือของเขาเริ่มร้อนผ่าว พลังงานอันบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัดเป่าความชั่วร้ายและทำลายภาพลวงตาทิ้งไป ตัวเขาที่ยืนมองอยู่เริ่มมีสติแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกรักใคร่หลงใหลเมื่อครู่นี้ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างไม่รู้ตัว
ราวกับมีเสียงระเบิดดังขึ้นในหัว แววตาของเซวียมู่ก็กลับมาใสกระจ่างดังเดิม
"พี่สาว ไม่ได้ผลหรอกนะ"
เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้น ทำเอาแววตาของเซวียชิงชิวฉายแววตกตะลึงสุดขีด
วิชาที่นางใช้คือดาวประกายพรึกมนตร์ลวง ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับของพรรคซิงเยวี่ย แม้จะจัดอยู่ในหมวดวิชามารยั่วยวน แต่ก็เป็นวิชาระดับสูง ไม่ใช่การยั่วยวนด้วยตัณหาราคะ แต่เป็นการควบคุมในระดับจิตวิญญาณ สิ่งที่วิชานี้กระตุ้นขึ้นมาไม่ใช่ความใคร่ แต่เป็นความรู้สึกรักใคร่หลงใหลจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ขอเพียงแค่เจ้ามีความรู้สึกดีๆ ให้อยู่บ้าง แม้จะเป็นเพียงแค่ความหลงใหลในรูปลักษณ์ภายนอก ความรู้สึกนั้นก็จะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นเท่า จนทำให้คิดไปเองว่ารักนางจนหมดหัวใจ
ที่ผ่านมาไม่รู้ว่ามียอดฝีมือรุ่นเยาว์กี่คนต่อกี่คนแล้วที่ต้องเสียสติไปเพราะวิชานี้ จมปลักอยู่ในห้วงรักอันบ้าคลั่ง ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนางโดยไม่หวังผลตอบแทน แม้กระทั่งยอมตายแทนก็ยังได้...
นางไม่เคยคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อครอบงำเซวียมู่เลย เพราะความรักที่บ้าคลั่งจะทำให้คนขาดสติ แต่นางต้องการกุนซือที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่ใช่คนบ้าที่คลั่งรัก ส่วนวิชาควบคุมจิตใจประเภทอื่นๆ ก็มีข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีทางทำให้ผู้ถูกควบคุมมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนได้ ดังนั้นที่นางพูดว่าจะไม่ยอมถอนมนตร์ให้ ความจริงแล้วนางตั้งใจจะรีบถอนมนตร์ให้เขาโดยเร็วที่สุดต่างหาก เพราะไม่อยากให้เกิดผลข้างเคียงตามมา
แต่ปัญหามันอยู่ที่... เขากลับไม่หลงกลเลยเนี่ยสิ?
จะเป็นไปได้ยังไง? เขาก็แค่คนธรรมดานี่นา! ทำไมถึงต้านทานได้ล่ะ?
เซวียชิงชิวคิดว่าเป็นเพราะนางใช้พลังน้อยเกินไป จึงลองเพิ่มพลังขึ้นอีกนิด... และเพิ่มขึ้นอีก... แต่แววตาของเซวียมู่ก็ยังคงใสกระจ่างเหมือนเดิม
เซวียชิงชิวเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว ในฐานะประมุขสำนักมารที่ยิ่งใหญ่ ผู้ยิ่งยงไร้เทียมทานมาทั้งชีวิต นานแค่ไหนแล้วที่นางไม่ได้เห็นวิชาของตัวเองถูกทำลายจนหมดสภาพแบบนี้? ตอนนี้นางถึงกับลืมไปแล้วว่านี่เป็นแค่การทดสอบเซวียมู่ ความอยากเอาชนะพลุ่งพล่านขึ้นมา นางเผลอใช้วิชามารยั่วยวนขั้นสูงขึ้นไปอีกโดยไม่รู้ตัว
เซวียมู่พบว่าแววตาของนางเริ่มดูเลื่อนลอย มือเรียวบางเอื้อมมาหาเขาช้าๆ ริมฝีปากบางขยับเผยอ เสียงครางแผ่วเบาที่หลุดออกมาอย่างไม่รู้ตัวนั้น ราวกับกำลังเพรียกหาชายคนรัก ความรู้สึกแปลกประหลาดชนิดหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้เขาอยากจะคว้ามือนางไว้ ดึงร่างบางเข้ามากอดให้แน่น และทะนุถนอมนางให้หนำใจ
เซวียมู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลง แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อมองดูเซวียชิงชิว นางก็แค่ดูสวยและมีเสน่ห์มากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
การร่ายมนตร์และการทำลายมนตร์ ก็มีแค่นี้แหละ
เซวียชิงชิวนั่งไม่ติดจริงๆ แล้ว นางสะกดกลั้นความตกตะลึงในใจ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ความตั้งใจที่จะไม่ทำตัวส่งสายตาหวานเชื่อมอะไรนั่นถูกโยนทิ้งไปไกลลิบแล้ว เรือนร่างอันโค้งเว้าสมบูรณ์แบบของนางค่อยๆ ขยับตัว ทุกย่างก้าวที่กรีดกราย กลิ่นหอมอ่อนๆ ก็ลอยมาเตะจมูก ชวนให้คนหลงใหลจนไม่อยากตื่นจากภวังค์
ท่อนแขนเรียวเสลาโอบรอบคอของเขา ริมฝีปากอวบอิ่มขยับเข้าใกล้ใบหู ลมหายใจหอมกรุ่นเป่ารด พร้อมกับเสียงถอนหายใจแผ่วเบาที่ดังแว่วมา
หัวใจของเซวียมู่กระตุกวูบอย่างรุนแรง เขารู้สึกได้เลยว่าคราวนี้คงจะต้านทานไว้ไม่อยู่แน่ๆ
จิตใจ ท่าทาง การกระทำ น้ำเสียง กลิ่นหอม วิชามารยั่วยวนถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มพิกัด นี่น่าจะเป็นการใช้วิชามารยั่วยวนที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของเซวียชิงชิวแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่พึ่งพาของวิเศษแล้วจะสามารถทำใจให้สงบนิ่งไร้กิเลสได้อีกต่อไป แต่มันคือการปะทะกันระหว่างชายหญิงโดยแท้จริง จะสามารถต้านทานเสน่ห์อันล้นเหลือที่สามารถสยบได้ทั้งแผ่นดินนี้ได้หรือไม่ จะสามารถสะกดกลั้นความรู้สึกรักใคร่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและสติสัมปชัญญะของตัวเขาเองล้วนๆ
ลมหายใจของเซวียมู่เริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ กิเลสตัณหาในใจคอยยุยงให้เขากอดนางซะ รัดนางไว้ให้แน่น จูบนางให้หนำใจ ต่อให้ต้องโดนทุบตีจนตายก็ยอม หญิงงามหยดย้อยขนาดนี้ จะมัวรออะไรอยู่อีกเล่า แลกกับชีวิตก็ถือว่าคุ้ม!
ร่างกายของทั้งสองคนเบียดชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เริ่มไม่เป็นจังหวะของอีกฝ่าย แม้กระทั่งสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากพวงแก้มของกันและกัน
เซวียมู่รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย พยายามจะเอ่ยปากบอกว่า พอได้แล้ว แค่การทดสอบเท่านั้นแหละ หยุดแค่นี้เถอะ
ทว่าคำพูดเพิ่งจะมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก จู่ๆ ก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดสุดขีดแผ่ซ่านเข้ามาจากนอกประตูและลุกลามอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าท้องฟ้ามืดครึ้มลงกะทันหัน ดวงจันทร์สีนวลลอยเด่นอยู่ปลายฟ้า เขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ สายลมเย็นพัดเอื่อย ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างเกาะกินหัวใจ ความเศร้าหมองของคนไกลบ้านพลันบังเกิด นึกถึงพ่อแม่ที่จากไปก่อนวัยอันควร นึกถึงรักแรก นึกถึงร่องรอยมากมายในโลกใบนั้นที่เขายังคงอาลัยอาวรณ์ นึกถึงหน้าที่การงานที่อุตส่าห์ทุ่มเทสร้างมา นึกถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น... ที่ผ่านมาเขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะนึกถึงมัน เพราะรู้ดีว่าคิดไปก็เปล่าประโยชน์ แต่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนไร้หัวใจที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยเสียหน่อย
ในวินาทีนี้ หญิงงามในอ้อมกอดได้มอบการปลอบประโลมอันอบอุ่นถึงขีดสุด เป็นที่พึ่งพิงให้แก่จิตใจที่เศร้าหมองและอ้างว้างของเขา ในที่สุดเขาก็ต้านทานไม่ไหวอีกต่อไป สวมกอดนางไว้แน่น
ในวินาทีที่ร่างนุ่มนิ่มหอมกรุ่นถูกดึงเข้ามาในอ้อมกอด เซวียมู่ก็พลันได้สติกลับมา รู้ตัวทันทีว่าคราวนี้จบเห่แน่ ใครกันนะที่มาช่วยเป็นลูกคู่ให้เสียนี่! พลังทำลายล้างนี่มันระดับทะลวงเกราะป้องกันได้สบายๆ เลยเชียว!
เดิมทีคิดว่าจะต้องโดนเซวียชิงชิวพูดจาเยาะเย้ย หรือเผลอๆ อาจจะโดนตบฉาดใหญ่ แต่พอก้มหน้าลงมอง กลับพบว่าหญิงงามในอ้อมกอดกำลังมองเขาด้วยแววตาเลื่อนลอยและหลงใหล มือเรียวบางของนางไม่เพียงแต่ไม่เงื้อขึ้นตบเขา แต่กลับสั่นเทาเอื้อมมาลูบไล้ใบหน้าของเขา ริมฝีปากสีแดงสดสั่นระริก ราวกับเตรียมจะประทับจูบลงมา
เดี๋ยวๆ ข้าได้สติแล้วนะ ทำไมท่านถึงได้มามีอารมณ์ซะเองล่ะเนี่ย?
วินาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เซวียชิงชิวสะดุ้งสุดตัว เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังนั่งตักเซวียมู่ แถมยังโอบกอดเขาเอาไว้ สบตากันด้วยความรักใคร่ลึกซึ้ง...
เซวียชิงชิวสะดุ้งโหยง พุ่งพรวดกลับไปนั่งประจำที่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะด้วยความเร็วระดับเคลื่อนย้ายพริบตา ในใจรู้สึกอับอายและโกรธจัดจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
นางอยากจะสับไอ้สองตัวข้างนอกนั่นให้แหลกเป็นชิ้นๆ จริงๆ... เซวียมู่อาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนช่วยสร้างบรรยากาศ แต่นางจะมารู้ได้อย่างไร?
-อิ๋นเยี่ย ยามที่จิตใจคนอ่อนแอที่สุด
พูดง่ายๆ ก็คือ เจาะลึกถึงเกราะป้องกันทางจิตใจ ซ้ำยังเป็นการโจมตีแบบวงกว้างที่ไม่แบ่งแยกมิตรหรือศัตรูอีกต่างหาก
ที่เซี่ยโหวตี๋เชื่อว่าเคล็ดวิชาของอิ๋นเยี่ยสามารถเจาะลึกทะลวงเกราะป้องกันทางจิตใจของคนได้ และจะทำให้ภูตผีปีศาจออกอาละวาด จนกระถางทลายพิภพต้องพังทลาย ก็เพราะเหตุนี้ไม่ใช่หรือ?
เดิมทีเซวียชิงชิวก็รู้สึกดีกับเซวียมู่อยู่บ้างแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอันวาบหวามที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อยั่วยวนเขา นางเองก็แอบอินไปกับบทบาทอยู่ไม่น้อย ผลก็คือ เมื่ออยู่ในบรรยากาศนั้นและเผลอเรอเพียงนิดเดียว นางก็ถูกทะลวงเกราะป้องกันทางจิตใจเข้าอย่างจัง จนถึงขั้นเผลอตัวเผลอใจเข้าไปนั่งตักเขาเสียเอง! ถ้าไม่มีเสียงเคาะประตูขัดจังหวะล่ะก็ ดีไม่ดีอาจจะจูบกันไปแล้วก็ได้!
เซวียชิงชิวโกรธจนแทบกระอักเลือด ตะคอกใส่คนข้างนอกด้วยความโมโห
"ไสหัวเข้ามาให้หมด!"
[จบตอน]