- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
- บทที่ 1 ร่วงหล่นสู่ติ่ง
บทที่ 1 ร่วงหล่นสู่ติ่ง
บทที่ 1 ร่วงหล่นสู่ติ่ง
ทะลุมิติทั้งที ใครเขาฝึกวิชากัน? ข้าจะสร้างเกิร์ลกรุ๊ปครองใต้หล้าต่างหาก
บทที่ 1 ร่วงหล่นสู่ติ่ง
ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) จันทร์เสี้ยวโค้งเกี่ยวเฉียงอยู่บนปลายฟ้า ดวงดาวไม่กี่ดวงทอแสงผลุบๆ โผล่ๆ ตีนเขาพาดผ่านสระน้ำเย็นเยียบแห่งหนึ่งซึ่งสะท้อนเงาจันทร์และดารา เสียงจักจั่นเรไรดังแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งขับเน้นให้บริเวณริมสระดูเงียบสงบและวิเวกวังเวง
ขบวนรถม้าสายหนึ่งเคลื่อนผ่านเส้นทางสายเล็กเชิงเขาอย่างเชื่องช้า เสียงล้อรถบดถนนดังก้อง ทำลายความเงียบสงบใต้แสงจันทร์
ขบวนรถม้านี้ดูแตกต่างจากขบวนทั่วไปเล็กน้อย ข้อแตกต่างสำคัญคือผู้คุ้มกันในขบวนดูเหมือนจะเป็นสตรีทั้งหมด
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่างดงามหมดจดของเด็กสาวคนหนึ่ง ดวงตาโตเป็นประกายจ้องมองสระน้ำด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "ท่านอาจารย์ๆ นั่นใช่สระเวิ่นติ่งหรือเปล่าเจ้าคะ?"
น้ำเสียงใสกระจ่างราวนกกระจิบพลันดังขึ้นกลางดึก ทำให้ฝูงนกที่หลับใหลอยู่ตกใจบินกระพือปีกพรึ่บพรั่บขึ้นสู่ท้องฟ้า
ข้างกายเด็กสาวคือหญิงสาววัยกำลังดีที่มีผ้าโปร่งปิดบังใบหน้า เดิมทีนางกำลังหลับตาพิงพักผ่อน ครั้นได้ยินคำถามของเด็กสาว ดวงตาก็หรี่ขึ้นเล็กน้อย กวาดตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างงัวเงีย พลางถอนหายใจแผ่วเบา "ใช่ สระเวิ่นติ่ง"
เด็กสาวถามด้วยความสงสัย "ไม่ใช่ว่านี่คือสระศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนเฝ้าอยู่ตลอดหรือเจ้าคะ? ไม่เห็นมีแม้แต่เงาผีเลยสักตัว"
"สระศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ? ก็แค่คำพูดลอยๆ เท่านั้นแหละ" หญิงสาวหัวเราะเยาะ "เคยมีคนเฝ้าอยู่จริง ก็แค่เพราะตอนที่ติ่งร่วงหล่นลงมาจนกลายเป็นสระ น้ำในสระได้ซึมซับไอวิญญาณที่ล้นทะลักออกมาจากติ่งเจิ้นซื่อ การแช่ตัวในสระเป็นผลดีต่อการบำเพ็ญเพียร ราชวงศ์จึงยึดครองไว้ก็เท่านั้น ผ่านไปกว่าพันปี ไอวิญญาณสลายไปหมดแล้ว ที่นี่ก็กลายเป็นเพียงสระน้ำธรรมดา ราชวงศ์จึงไม่มีกะจิตกะใจจะดูแลต่อ ปล่อยทิ้งร้างมาเกือบร้อยปีแล้ว"
เด็กสาวดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับ "ไม่มีไอวิญญาณเหลืออยู่เลยจริงๆ หรือเจ้าคะ?"
"ไม่มีแล้ว" หญิงสาวปรายตามองนาง พลางกล่าวอย่างขบขัน "เจ้าก็แค่เห็นสระน้ำแล้วถูกใจ อยากจะลงไปอาบน้ำล่ะสิ?"
เมื่อถูกจับความรู้สึกได้ เด็กสาวก็หัวเราะคิกคัก "ท่านอาจารย์เข้าใจข้าที่สุดเลย พวกเราเดินทางกันมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว ตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมด..."
หญิงสาวกล่าวอย่างระอา "ตบะของเจ้าไม่แปดเปื้อนฝุ่นธุลีมาตั้งนานแล้ว จะไปเอาความเหนียวเหนอะหนะมาจากไหน?"
ดวงตาของเด็กสาวกลอกกลิ้งไปมา รอยยิ้มแฝงความยั่วยวนขึ้นมาทันที นางเอนกายพิงผู้เป็นอาจารย์ "ข้าคิดถึงบุรุษจนตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมดแล้วเจ้าค่ะ..."
เด็กสาวอายุอย่างมากก็แค่สิบสามสิบสี่ปี ยังมีความไร้เดียงสาอยู่ ทว่าในพริบตานั้นบุคลิกกลับพลิกผัน ศักยภาพแห่งความหายนะแผ่ซ่านออกมาจางๆ เสน่ห์ยั่วยวนเช่นนี้ไม่ควรเป็นของเด็กวัยนี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประโยคนั้นที่เด็กสาวทั่วไปไม่ควรเอ่ยปาก แต่เมื่อผู้เป็นอาจารย์ได้ยินกลับเพียงแค่หัวเราะเบาๆ ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับกล่าวว่า "ช่างเถอะ เจ้าก็แค่รักความสะอาดโดยธรรมชาติ อืม... พักสักหน่อยก็แล้วกัน อาจารย์จะไปเป็นเพื่อนเจ้า"
หากมีคนนอกมาเห็น คงรู้ทันทีว่าสองคนนี้ไม่ใช่คนดีอะไรแน่
ขบวนรถม้าหยุดลง เหล่าผู้คุ้มกันหญิงกระจายตัวออกไป ควบคุมเส้นทางทุกสายที่มุ่งสู่สระน้ำอย่างเงียบเชียบ อาจารย์จูงมือเด็กสาว ทั้งสองก้าวเท้าเปล่าย่ำออกไปนอกรถม้า ชายเสื้อพลิ้วไหวใต้แสงจันทร์ ร่างอรชรงดงามสองร่างก้าวเดินบนแสงจันทร์อย่างแผ่วเบา งดงามราวกับความฝัน
ผ้าโปร่งร่วงหล่นลงบนกอหญ้า ร่างกายโค้งเว้าดั่งหยกขาวมันแพะสองร่างค่อยๆ ก้าวลงสู่สระน้ำ แม้การเดินทางทั้งวันจะไม่ทำให้พวกนางเหนื่อยล้า แต่ความเย็นฉ่ำของน้ำในสระที่ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง ก็ยังทำให้สองศิษย์อาจารย์ทอดถอนใจด้วยความสบาย
"ท่านอาจารย์..." เด็กสาวลูบไล้แขนเรียว พลางกล่าวเสียงเบา "เก้าติ่งพิทักษ์โลก ใต้หล้าสงบร่มเย็นมานับพันปี เป้าหมายของพวกเราจะเป็นจริงได้หรือเจ้าคะ?"
"ติ่งก็แค่ของตาย หากมันมั่นคงขนาดนั้นจริง คงไม่มีสถานการณ์ที่สำนักใหญ่ต่างๆ แข็งแกร่งจนควบคุมไม่ได้เหมือนในตอนนี้หรอก" หญิงสาวตอบเรียบๆ ผ้าปิดหน้าถูกเลิกขึ้น นางชำระล้างมันในน้ำอย่างลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้างดงามล่มเมือง
ความจริงแล้วผู้เป็นอาจารย์ยังคงอ่อนเยาว์ ใบหน้าดุจหยกนั้นดูอายุอย่างมากก็แค่ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี แต่กลับมีเสน่ห์ความงามแบบผู้ใหญ่ที่ลูกศิษย์ไม่มี ผ่านประสบการณ์ในยุทธภพที่เต็มไปด้วยเลือดและไฟ แบกรับภาระการจัดการสำนัก อีกทั้งยังมาจากพรรคมาร ความสง่างาม ความสูงศักดิ์ ความลึกลับ และความเย้ายวนผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อเกิดเป็นกลิ่นอายที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
เด็กสาวมองด้วยความอิจฉา "ท่านอาจารย์สวยจังเลย สมัยก่อนต้องมีบุรุษมากมายคลั่งไคล้ท่านแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ"
"หึๆ... บุรุษล้วนเป็นพวกชั้นต่ำ พวกมันจะคลั่งไคล้ก็ต่อเมื่อไม่ได้ครอบครองเท่านั้น ดังนั้นฉานเอ๋อร์ เจ้าต้องจำไว้ว่า ความรักก็แค่ของเล่น เล่นได้แต่ห้ามจริงจัง มิฉะนั้นคนที่คลั่งก็จะเป็นเจ้าเอง"
เด็กสาวถึงจะฉลาด แต่ก็ยังเด็กเกินไป ฟังแล้วก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
"ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องยั่วยวนบุรุษ ปล่อยให้คนข้างล่างจัดการก็พอ เจ้ากับข้าแบกรับภาระหนักหน่วงของสำนัก เรื่องพรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง" หญิงสาวยิ้มบาง ลูบคลำหน้าอกขาวผ่องของลูกศิษย์เบาๆ ก่อนกล่าวต่อ "ใครมองหน้าเจ้าแค่แวบเดียว ก็ควักลูกตามันออกมาเสีย นั่นแหละคือสิ่งที่เจ้าควรทำ"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง นางพลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
กลางอากาศสูงขึ้นไปกว่าสิบจ้าง (ประมาณ 33 เมตร) อากาศบิดเบี้ยวอย่างประหลาด จากนั้นเสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้อง พายุพัดกระหน่ำ ท่ามกลางสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ปรากฏเป็นช่องโหว่ ร่างคนผู้หนึ่งร่วงหล่นลงมาจากช่องโหว่นั้นอย่างกะทันหัน
ทันทีที่ร่างนั้นร่วงลงมา พายุและฟ้าร้องก็หายไปพร้อมกัน ทุกสิ่งราวกับเป็นเพียงภาพลวงตาอันพิลึกพิลั่น
สองศิษย์อาจารย์มองดูร่างนั้นร้องลั่นร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศอย่างตะลึงงัน ก่อนจะตกลงไปในสระน้ำ ชายคนนั้นคล้ายจะเห็นว่ามีคนอยู่ริมสระ ดวงตาก็เบิกโพลง ตะโกนลั่น "ช่วยด้วย!" จากนั้นก็ "ตู้ม" ร่วงหล่นลงไปในสระน้ำ จมบุ๋งๆ ลงไป
สองศิษย์อาจารย์มองหน้ากัน แล้วก็ต่างจ้องมองหน้าอกขาวนวลของอีกฝ่ายที่โผล่พ้นผิวน้ำอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันขวับไปมองจุดที่ชายคนนั้นตกน้ำพร้อมกัน แววตาแฝงจิตสังหาร
จุดที่ตกน้ำเหลือเพียงระลอกคลื่นสองสามวง กับฟองอากาศปุดๆ
—-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เซวียมู่เป็นผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทเอเจนซี่เพลงในประเทศ เคยปั้นเกิร์ลกรุ๊ปไอดอลที่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้คนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้ว่าในประเทศมีวงไอดอลแป้กๆ แบบนี้อยู่ แต่เซวียมู่ก็พอมีชื่อเสียงในวงการ ถือเป็นบุคคลที่อยู่แถวหน้าของกระแสการสร้างไอดอลในประเทศ มีเงินในมือไม่น้อย วันว่างๆ ก็มักจะไปเที่ยวผู้หญิงไซด์ไลน์ หลอกฟันเด็กสาวที่มีความฝันอยากเป็นดารา ใช้ชีวิตได้อย่างสำราญทีเดียว
เซวียมู่มีงานอดิเรกชอบสะสมของเก่า วันนี้เขาได้แผ่นทองสัมฤทธิ์ขนาดไม่ถึงเล็บมือมาแผ่นหนึ่ง นั่งศึกษาอยู่ทั้งคืนก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ เผลอทำบาดมือตัวเองเข้า จากนั้นก็ "ฟุ่บ" หายตัวไปจากบ้าน
เวลาว่างเขาก็อ่านนิยายมาเยอะ จึงไม่แปลกใจกับแนวคิดเรื่องการทะลุมิติ ตั้งแต่ถูกเหวี่ยงมาอยู่กลางอากาศในที่รกร้างว่างเปล่า เซวียมู่ก็รู้ตัวว่าตัวเองเผชิญกับการทะลุมิติที่อธิบายไม่ได้เข้าให้แล้ว
สวรรค์เมตตาเถอะ เขาไม่เคยมีความคาดหวังแบบนี้เลยนะ ช่วงนี้อุตส่าห์จีบดาราหน้าใหม่จนเกือบจะได้กินอยู่แล้ว จะให้ทะลุมิติมาทำไมเนี่ย...
แถมเขายังค้นพบความจริงอีกข้อ... การทะลุมิติน่ะ มันไม่มีระบบกำหนดพิกัดหรอก โชคดีหน่อยอาจจะโผล่มากลางเตียงสาวงาม โชคร้ายหน่อยก็อาจจะโผล่ในบ่อเกรอะจมกองขี้ตาย อย่างตอนนี้ที่มาโผล่กลางอากาศ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่านี่โชคดีหรือโชคร้าย แต่ที่พอให้อุ่นใจได้บ้างคือข้างล่างเป็นสระน้ำ อย่างน้อยก็คงไม่ตกมาตายหรอก
ในหัวมัวแต่คิดเรื่องไร้สาระ พริบตาเดียวก็ร่วงมาถึงผิวน้ำ ตอนนี้เองถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าริมสระมีผู้หญิงสองคน ดูเหมือนกำลังอาบน้ำอยู่?
ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตาชัดเจน เซวียมู่ก็ตะโกนได้แค่ประโยคเดียวว่า "ช่วยด้วย" ก่อนจะกระแทกลงน้ำอย่างจัง ความจริงพิสูจน์แล้วว่าที่ในหนังกำลังภายในกระโดดหน้าผาลงน้ำแล้วไม่ตายนั้นมันหลอกลวงทั้งเพ การร่วงหล่นจากความสูงอย่างน้อยสามสี่สิบเมตรแล้วตกลงบนผิวน้ำ มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับโดนค้อนปอนด์ทุบใส่ตัว แรงกระแทกมหาศาลทำให้เครื่องในแทบย้ายที่ เขาพ่นเลือดออกมาคำโต ก่อนจะสลบเหมือดไปทันที
ถ้าไม่มีคนช่วย ก็คงได้ตายในน้ำจริงๆ
นิ้วเรียวงามของหญิงสาวริมสระตวัดวูบ สายน้ำพุ่งทะยานขึ้นมา ดันร่างเขาให้โผล่พ้นผิวน้ำ จากนั้นกระแสน้ำก็ประคองเขาลอยเข้ามาหาสองสาวอย่างมั่นคง เป็นวิชาที่ล้ำเลิศนัก
"แปลกจัง ไอกระจายพิษรุนแรงมาก..." เดิมทีสองสาวตั้งใจจะควักลูกตามาเล่นสนุก แต่เมื่อเซวียมู่ลอยเข้ามาใกล้ พวกนางกลับขมวดคิ้วพร้อมกัน โคจรพลังปิดกั้นรูขุมขนทั่วร่าง
บุรุษผู้นี้มีกลิ่นอายพิษประหลาดแผ่ซ่านออกมา แม้พวกนางจะมาจากพรรคมารและคุ้นเคยกับพิษเป็นอย่างดี ก็ยังแยกแยะไม่ออกว่านี่คือพิษอะไร
ฉานเอ๋อร์จ้องมองผมสั้นของเซวียมู่ พลางพึมพำ "เป็นหลวงจีนหรอกหรือ? หรือว่าจะโดนพิษประหลาดที่สหายร่วมอุดมการณ์คนไหนเพิ่งคิดค้นขึ้นมา?"
หญิงสาววางนิ้วเรียวลงบนข้อมือเซวียมู่ ตรวจสอบอย่างละเอียด แววตายิ่งฉายแววประหลาดใจ "แปลกประหลาดนัก..."
"เป็นอะไรหรือเจ้าคะท่านอาจารย์?"
"คนผู้นี้มีพิษมากกว่าพันชนิดกระจายอยู่ทั่วร่าง ตั้งแต่ผิวหนังไปจนถึงอวัยวะภายใน มีหลายชนิดที่เป็นพิษแบบแพร่กระจาย ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน... พูดง่ายๆ ก็คือ หากเขาเข้าไปในเมืองของคนธรรมดา เขาคือแหล่งกำเนิดโรคระบาดชัดๆ ภายในไม่กี่วันก็สามารถทำให้รัศมีร้อยหลี่กลายเป็นดินแดนแห่งความตายได้"
ฉานเอ๋อร์เบิกตากว้าง "แต่เขายังมีชีวิตอยู่นะเจ้าคะ?"
"ต่อให้เป็นคุณชายใหญ่จ้าวที่กินยาพิษเป็นอาหารว่าง โดนพิษแทรกซึมเข้ากระดูกขนาดนี้ ก็คงตายไปตั้งนานแล้ว แต่คนผู้นี้ไม่เพียงมีชีวิตอยู่ แต่ยังสุขภาพแข็งแรงดี เพียงแต่เมื่อครู่ได้รับแรงกระแทก ทำให้อวัยวะภายในบาดเจ็บก็เท่านั้น"
ฉานเอ๋อร์นึกถึงวิธีปรากฏตัวอันพิลึกพิลั่นของชายคนนี้ ในใจก็เริ่มหวั่นๆ "หรือว่าคนผู้นี้จะเก่งกาจยิ่งกว่าคุณชายใหญ่จ้าว? แต่คนเก่งกาจระดับนั้น ร่วงลงน้ำจะอวัยวะภายในบอบช้ำได้อย่างไร?"
หญิงสาวชักนิ้วกลับจากข้อมือเซวียมู่ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสับสนไม่อยากจะเชื่อ "นี่แหละคือจุดที่แปลกที่สุด... เขาไม่มีพลังฝึกปรือแม้แต่น้อย เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น!"
[จบตอน]