เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม

บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม

บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม


บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม

ผลลัพธ์ก็ยังไม่แน่ชัด แถมซามุยจะยอมให้ไหมก็เป็นอีกเรื่อง

เขาทำแบบนี้ก็เพื่อ... เปิดช่องทาง

ใช่แล้ว แค่เปิดช่องทางเท่านั้น

คิโยชิรู้ตัวดีว่าสถานะและระดับความสามารถของเขาในตอนนี้ยังไม่มากพอที่จะไปเรียกร้องของมีค่าระดับสูงจากเงื้อมมือของคุโมะงาคุเระได้

สู้ยอมลดตัวลงมาหน่อยแล้วขอผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรยังจะดีซะกว่า

การใช้วิชานินจาระดับ D มาเป็นข้อต่อรองจะไม่ทำให้ซามุยรู้สึกถูกคุกคาม และจะไม่ทำให้เธอเกิดความระแวงด้วย

นี่คือการหยั่งเชิงเพื่อดูว่าเส้นตายของซามุยอยู่ตรงไหน

คิโยชิยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แสงไฟสลัวด้านหลังทอดเงาของเขาให้เหยียดยาวออกไป

"ไว้เจอกันใหม่นะ คุณซามุย"

คิโยชิยัดม้วนคัมภีร์ลงในกระเป๋าเก็บอุปกรณ์นินจาเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นก่อนจะเดินจากไป

เรื่องนี้มันยังไม่จบแค่นี้หรอก

ครั้งนี้ได้วิชาระดับ D งั้นความจริงใจในครั้งหน้าก็ต้องมีมูลค่าสูงขึ้นกว่านี้สิ

ถึงจะสามารถทำให้เนตรวงแหวนของเขาเกิดอารมณ์... พลุ่งพล่านได้

...

ก่อนกลับ คิโยชิไม่ลืมที่จะสั่งซูชิใส่กล่องกลับบ้านไปด้วย

ระหว่างทางกลับบ้านที่เดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมาชนเขาเข้าอย่างจัง

กล่องซูชิในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังแหมะ

"ขอโทษที ขอโทษจริงๆ นะ"

เด็กสาวผมหยักศกที่มีแก้มยุ้ยๆ รีบละล่ำละลักขอโทษ

"เดี๋ยว... เดี๋ยวฉันจะซื้อซูชิชดใช้ให้นะ"

ยูฮิ คุเรไน มองดูข้าวปั้นและหน้าซูชิที่หล่นกระจายเกลื่อนพื้นแล้วหันไปขอโทษคนที่เธอเพิ่งเดินชน

แต่พอเธอเงยหน้าขึ้นมามองชัดๆ ว่าเป็นใคร เธอก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอนั่นเอง

"อ้าว... คิโยชิคุงเหรอ ขอโทษจริงๆ นะ"

"ไม่เป็นไรหรอก ยูฮิ คุเรไน"

คิโยชิส่ายหน้า

ซูชิกล่องนี้ก็เป็นแค่ข้ออ้างบังหน้าของเขาเท่านั้นแหละ

ไปร้านซูชิทั้งทีก็ต้องมีเหตุผลเนียนๆ สิ ขืนไปตั้งนานแล้วเดินตัวเปล่าออกมามันก็ดูแปลกๆ ใช่ไหมล่ะ

คราวก่อนเขาขลุกอยู่ในนั้นตั้งนาน แต่คราวนี้เข้าไปแค่ไม่กี่นาที

การซื้อซูชิติดมือออกมาด้วยจะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครมาสงสัยได้

"ไม่ได้สิ ฉันต้องซื้อซูชิแบบเดียวกันมาชดใช้ให้เธอให้ได้"

คุเรไนยืนกราน เธอพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพาคิโยชิไปซื้อซูชิชดใช้ให้ได้

"นี่มันก็ดึกป่านนี้แล้ว ร้านเขาน่าจะปิดแล้วล่ะ"

"เธอซื้อมาจากร้านซูชิที่อยู่ตรงถนนเส้นหลังฝั่งซ้ายมือใช่ไหม"

"อืม"

"มิน่าล่ะ ร้านนั้นพอตกเย็นเขาก็ปิดแล้วจริงๆ ด้วย"

คุเรไนก้มหน้าหงุดรู้สึกผิดและทำตัวไม่ถูก

ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่โรงเรียนนินจา เธอยังแอบคิดอยู่เลยว่าคิโยชิเบิกเนตรวงแหวนได้ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องคาถาลวงตากับเขาดูสักครั้ง

แต่พอมาวันนี้ดันเดินชนซูชิของเขาจนเละเทะไปหมด แบบนี้มันเท่ากับไปล่วงเกินเขาชัดๆ

"เธอเลี้ยงอย่างอื่นชดใช้แทนก็ได้นะ"

คิโยชิเสนอ

ดวงตาของคุเรไนเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอรีบพยักหน้าตกลงตามข้อเสนอของคิโยชิทันที

สิบนาทีต่อมา

ทั้งสองคนก็มานั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะอย่างชำนาญแล้วยื่นเมนูให้คิโยชิ

คิโยชิเปิดเมนูดูก็พบว่ามีแต่สารพัดเมนูปลาทั้งนั้น

และเมนูที่มีเยอะที่สุดก็คือสารพัดวิธีทำอาหารจากปลาหมึกยักษ์

คิโยชิสุ่มสั่งมาจานหนึ่งแล้ววางเมนูไว้ข้างโต๊ะ

รอไม่นาน อาหารที่พวกเขาสั่งก็ทยอยมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ

จานที่ใหญ่ที่สุดคือปลาหมึกยักษ์วาซาบิ

ในหนังสือข้อมูลระบุเอาไว้ว่าของโปรดของยูฮิ คุเรไนก็คือเหล้าโชจู วอดก้า และปลาหมึกยักษ์วาซาบิ

ส่วนของที่เกลียดที่สุดก็คือเค้ก

"คิโยชิคุง คนตระกูลอุจิวะพอเบิกเนตรแล้ว ความสามารถด้านคาถาลวงตาก็จะแข็งแกร่งขึ้นใช่ไหมจ๊ะ"

คุเรไนคีบปลาหมึกยักษ์วาซาบิเข้าปากแล้วเอ่ยถาม

"มันก็ช่วยเสริมพลังให้ได้บ้างนั่นแหละ แต่สุดท้ายจะเก่งแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคนอยู่ดี"

คิโยชิมองหน้าคุเรไนแล้วตอบกลับ

เนตรวงแหวนช่วยเสริมพลังคาถาลวงตาได้จริง แต่มันก็มีขีดจำกัดของมัน

ถ้าตัวผู้ใช้เนตรมีความเชี่ยวชาญด้านคาถาลวงตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนตรวงแหวนก็จะยิ่งทำให้คาถาลวงตานั้นทรงพลังมากขึ้นไปอีก

ยกตัวอย่างเช่นคาคาชิกับคุเรไนในหนังสือข้อมูลรินโนะโช

ค่าพลัง 'ลวงตา' ของคุเรไนเต็ม 10 แต่คาคาชิที่มีเนตรวงแหวนสามลูกน้ำกลับมีค่าพลัง 'ลวงตา' แค่ 8 เท่านั้น

เวลาคาคาชิใช้เนตรวงแหวน เขาเอาไปใช้ก๊อปปี้วิชาชาวบ้านเก่งกว่าเอาไปใช้คาถาลวงตาตั้งเยอะ

"งั้น... คิโยชิคุง พอจะมีเวลาว่างมาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องคาถาลวงตากับฉันบ้างไหมจ๊ะ"

ดวงตาสีแดงคู่สวยของคุเรไนจ้องมองมาที่คิโยชิอย่างมีความหวัง

ถ้าเป็นไปตามที่คิโยชิบอก ทฤษฎีของเธอก็ถูกต้องเป๊ะเลย

ขอแค่เธอพยายามให้มากพอ เธอก็สามารถเก่งเทียบชั้นกับพวกอุจิวะที่มีเนตรวงแหวนได้ และจะได้กอบกู้ชื่อเสียงด้านวิชาลวงตาให้พ่อของเธอด้วย

"ได้สิ แต่วันหลังนะ พรุ่งนี้ฉันมีคิวประลองจับคู่กับโอบิโตะ แถมเลิกเรียนก็ต้องไปฝึดคุมจักระเพื่อเรียนวิชานินจาอีก"

คิโยชิกวาดสายตามองรูปลักษณ์ของคุเรไนอย่างพิจารณา

น่ารักดีแฮะ

นี่คือคำวิจารณ์จากใจของคิโยชิ

แต่เขาชอบคุเรไนในตอนโตมากกว่า เพราะตอนนั้นเธอจะกลายเป็นพี่สาวทรงเสน่ห์ที่เปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูด

การได้ลิ้มรส 'สิ่งสวยงาม' แบบนั้น คงจะให้รสสัมผัสที่พิเศษไม่หยอกเลยทีเดียว

คิโยชิสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่หมุนวนอยู่ในตาซ้าย

แน่นอนว่าตอนนี้มันยังเร็วเกินไป

การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องวิชาลวงตากับคุเรไนในวัยนี้ก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน

คาถาลวงตาของตระกูลอุจิวะส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาเนตรวงแหวนเป็นหลัก พวกเขาไม่ค่อยถนัดใช้คาถาลวงตาด้วยวิธีอื่นสักเท่าไหร่

การที่ตระกูลยูฮิสามารถยืนหยัดเป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านคาถาลวงตาได้ทั้งที่มีตระกูลอุจิวะค้ำคออยู่

ก็ย่อมต้องมีไม้เด็ดซ่อนอยู่บ้างแหละ

"เย้ ดีใจจังเลย"

คุเรไนหลับตาปี๋จนตาหยีเป็นรูปสระอิ

เธอรู้สึกประทับใจคิโยชิที่เป็นคนคุยง่ายและเป็นกันเองสุดๆ

แถมยังแอบคิดในใจว่านินจาจากแคว้นสายฟ้านี่น่าจะเป็นคนคุยง่ายแบบนี้ทุกคนหรือเปล่านะ

โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าจริงๆ แล้วทำไมคิโยชิถึงได้ยอมรับปากเธออย่างง่ายดายขนาดนี้

…………

ณ ห้องลับลึกสุดในร้านซูชิ

"ท่านซามูโดะคะ"

ซามุยรายงานตัวด้วยความเคารพ

"โยซึกิ คิโยชิ มาแล้วเหรอ"

ซามูโดะถาม

"...เขามาขอคัมภีร์วิชานินจาระดับ D ไปม้วนหนึ่งค่ะ"

ซามุยลังเลเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องที่คิโยชิได้วิชา 'คาถาสายฟ้า กายาเหล็ก' ไปให้ซามูโดะฟังคร่าวๆ

แต่เธอไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมด เธอเลี่ยงไปบอกว่าโยซึกิ คิโยชิ รู้สึกไม่พอใจกับคัมภีร์ม้วนแรกที่ได้ไป

โดยจงใจข้ามประเด็นที่คิโยชิเอาคำพูดของเธอมาใช้เป็นข้ออ้างไปซะสนิท

ด้วยนิสัยที่เยือกเย็นของเธอ ทำให้สีหน้าของเธอราบเรียบไร้ที่ติราวกับกำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป

"ดีมาก ต่อไปนี้เธอรับหน้าที่สานสัมพันธ์กับโยซึกิ คิโยชิต่อไปนะ ต้องดึงตัวเขามาอยู่ฝั่งคุโมะงาคุเระให้ได้ล่ะ"

ซามูโดะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ความสนใจของเขาพุ่งเป้าไปที่การขอคัมภีร์เพิ่มของคิโยชิ

การที่โยซึกิ คิโยชิ เริ่มเรียกร้องอะไรบ้างนั่นแหละคือสัญญาณที่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น นินจามักจะค้นหาสไตล์การต่อสู้ที่เหมาะกับตัวเองเจอในช่วงเริ่มต้นของการเป็นนินจานี่แหละ

พอคิโยชิเริ่มคุ้นเคยกับการใช้วิชาสายฟ้า เขาก็จะต้องดิ้นรนกลับมาขอวิชาเพิ่มจากพวกเธออีกแน่นอน

วิชาสายฟ้าของตระกูลอุจิวะก็ใช่ว่าจะแย่ แต่มันก็เทียบไม่ได้กับคุโมะงาคุเระที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านวิชาสายฟ้ามาอย่างยาวนานหรอก

สิ่งที่ตระกูลอุจิวะเชี่ยวชาญที่สุดคือวิชาไฟต่างหาก ตราประจำตระกูลของพวกเขาก็คือพัดกระดาษ

ซึ่งแฝงความหมายถึงผู้ควบคุมเปลวเพลิงนั่นเอง

"ขีดจำกัดสายเลือดของอุจิวะจะต้องช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้หมู่บ้านเราได้อย่างแน่นอน"

ซามูโดะหยิบซูชิบนโต๊ะในห้องลับเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

ถ้างานนี้สำเร็จและได้ความดีความชอบ เขาก็คงไม่ต้องมาทนเป็นสายลับรับงานเสี่ยงตายแบบนี้อีกแล้วใช่ไหม

ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะเลื่อนขั้นในหมู่บ้านและกะจะมาเก็บเกี่ยวผลงานสวยๆ กลับไป มีหรือที่เขาจะยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงตายแฝงตัวอยู่ในโคโนฮะ พลาดพลั้งขึ้นมาก็กลายเป็นหมากที่ถูกทิ้งเอาง่ายๆ

"รับทราบค่ะ แล้วก็ท่านซามูโดะคะ... ฉัน..."

ผ่านไปครู่หนึ่ง ซามุยก็กัดริมฝีปากแน่น เธอรู้สึกว่าสารภาพความจริงออกไปเลยน่าจะดีกว่า

จบบทที่ บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม

คัดลอกลิงก์แล้ว