- หน้าแรก
- ทะลุมิติโลกนินจา พร้อมระบบฉายาสุดโกง
- บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม
บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม
บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม
บทที่ 13 ลิ้มรสสิ่งสวยงาม
ผลลัพธ์ก็ยังไม่แน่ชัด แถมซามุยจะยอมให้ไหมก็เป็นอีกเรื่อง
เขาทำแบบนี้ก็เพื่อ... เปิดช่องทาง
ใช่แล้ว แค่เปิดช่องทางเท่านั้น
คิโยชิรู้ตัวดีว่าสถานะและระดับความสามารถของเขาในตอนนี้ยังไม่มากพอที่จะไปเรียกร้องของมีค่าระดับสูงจากเงื้อมมือของคุโมะงาคุเระได้
สู้ยอมลดตัวลงมาหน่อยแล้วขอผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรยังจะดีซะกว่า
การใช้วิชานินจาระดับ D มาเป็นข้อต่อรองจะไม่ทำให้ซามุยรู้สึกถูกคุกคาม และจะไม่ทำให้เธอเกิดความระแวงด้วย
นี่คือการหยั่งเชิงเพื่อดูว่าเส้นตายของซามุยอยู่ตรงไหน
คิโยชิยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แสงไฟสลัวด้านหลังทอดเงาของเขาให้เหยียดยาวออกไป
"ไว้เจอกันใหม่นะ คุณซามุย"
คิโยชิยัดม้วนคัมภีร์ลงในกระเป๋าเก็บอุปกรณ์นินจาเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นก่อนจะเดินจากไป
เรื่องนี้มันยังไม่จบแค่นี้หรอก
ครั้งนี้ได้วิชาระดับ D งั้นความจริงใจในครั้งหน้าก็ต้องมีมูลค่าสูงขึ้นกว่านี้สิ
ถึงจะสามารถทำให้เนตรวงแหวนของเขาเกิดอารมณ์... พลุ่งพล่านได้
...
ก่อนกลับ คิโยชิไม่ลืมที่จะสั่งซูชิใส่กล่องกลับบ้านไปด้วย
ระหว่างทางกลับบ้านที่เดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็มีใครบางคนเดินมาชนเขาเข้าอย่างจัง
กล่องซูชิในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังแหมะ
"ขอโทษที ขอโทษจริงๆ นะ"
เด็กสาวผมหยักศกที่มีแก้มยุ้ยๆ รีบละล่ำละลักขอโทษ
"เดี๋ยว... เดี๋ยวฉันจะซื้อซูชิชดใช้ให้นะ"
ยูฮิ คุเรไน มองดูข้าวปั้นและหน้าซูชิที่หล่นกระจายเกลื่อนพื้นแล้วหันไปขอโทษคนที่เธอเพิ่งเดินชน
แต่พอเธอเงยหน้าขึ้นมามองชัดๆ ว่าเป็นใคร เธอก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอนั่นเอง
"อ้าว... คิโยชิคุงเหรอ ขอโทษจริงๆ นะ"
"ไม่เป็นไรหรอก ยูฮิ คุเรไน"
คิโยชิส่ายหน้า
ซูชิกล่องนี้ก็เป็นแค่ข้ออ้างบังหน้าของเขาเท่านั้นแหละ
ไปร้านซูชิทั้งทีก็ต้องมีเหตุผลเนียนๆ สิ ขืนไปตั้งนานแล้วเดินตัวเปล่าออกมามันก็ดูแปลกๆ ใช่ไหมล่ะ
คราวก่อนเขาขลุกอยู่ในนั้นตั้งนาน แต่คราวนี้เข้าไปแค่ไม่กี่นาที
การซื้อซูชิติดมือออกมาด้วยจะช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครมาสงสัยได้
"ไม่ได้สิ ฉันต้องซื้อซูชิแบบเดียวกันมาชดใช้ให้เธอให้ได้"
คุเรไนยืนกราน เธอพูดเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพาคิโยชิไปซื้อซูชิชดใช้ให้ได้
"นี่มันก็ดึกป่านนี้แล้ว ร้านเขาน่าจะปิดแล้วล่ะ"
"เธอซื้อมาจากร้านซูชิที่อยู่ตรงถนนเส้นหลังฝั่งซ้ายมือใช่ไหม"
"อืม"
"มิน่าล่ะ ร้านนั้นพอตกเย็นเขาก็ปิดแล้วจริงๆ ด้วย"
คุเรไนก้มหน้าหงุดรู้สึกผิดและทำตัวไม่ถูก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่โรงเรียนนินจา เธอยังแอบคิดอยู่เลยว่าคิโยชิเบิกเนตรวงแหวนได้ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลองพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องคาถาลวงตากับเขาดูสักครั้ง
แต่พอมาวันนี้ดันเดินชนซูชิของเขาจนเละเทะไปหมด แบบนี้มันเท่ากับไปล่วงเกินเขาชัดๆ
"เธอเลี้ยงอย่างอื่นชดใช้แทนก็ได้นะ"
คิโยชิเสนอ
ดวงตาของคุเรไนเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอรีบพยักหน้าตกลงตามข้อเสนอของคิโยชิทันที
สิบนาทีต่อมา
ทั้งสองคนก็มานั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะอย่างชำนาญแล้วยื่นเมนูให้คิโยชิ
คิโยชิเปิดเมนูดูก็พบว่ามีแต่สารพัดเมนูปลาทั้งนั้น
และเมนูที่มีเยอะที่สุดก็คือสารพัดวิธีทำอาหารจากปลาหมึกยักษ์
คิโยชิสุ่มสั่งมาจานหนึ่งแล้ววางเมนูไว้ข้างโต๊ะ
รอไม่นาน อาหารที่พวกเขาสั่งก็ทยอยมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ
จานที่ใหญ่ที่สุดคือปลาหมึกยักษ์วาซาบิ
ในหนังสือข้อมูลระบุเอาไว้ว่าของโปรดของยูฮิ คุเรไนก็คือเหล้าโชจู วอดก้า และปลาหมึกยักษ์วาซาบิ
ส่วนของที่เกลียดที่สุดก็คือเค้ก
"คิโยชิคุง คนตระกูลอุจิวะพอเบิกเนตรแล้ว ความสามารถด้านคาถาลวงตาก็จะแข็งแกร่งขึ้นใช่ไหมจ๊ะ"
คุเรไนคีบปลาหมึกยักษ์วาซาบิเข้าปากแล้วเอ่ยถาม
"มันก็ช่วยเสริมพลังให้ได้บ้างนั่นแหละ แต่สุดท้ายจะเก่งแค่ไหนมันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแต่ละคนอยู่ดี"
คิโยชิมองหน้าคุเรไนแล้วตอบกลับ
เนตรวงแหวนช่วยเสริมพลังคาถาลวงตาได้จริง แต่มันก็มีขีดจำกัดของมัน
ถ้าตัวผู้ใช้เนตรมีความเชี่ยวชาญด้านคาถาลวงตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนตรวงแหวนก็จะยิ่งทำให้คาถาลวงตานั้นทรงพลังมากขึ้นไปอีก
ยกตัวอย่างเช่นคาคาชิกับคุเรไนในหนังสือข้อมูลรินโนะโช
ค่าพลัง 'ลวงตา' ของคุเรไนเต็ม 10 แต่คาคาชิที่มีเนตรวงแหวนสามลูกน้ำกลับมีค่าพลัง 'ลวงตา' แค่ 8 เท่านั้น
เวลาคาคาชิใช้เนตรวงแหวน เขาเอาไปใช้ก๊อปปี้วิชาชาวบ้านเก่งกว่าเอาไปใช้คาถาลวงตาตั้งเยอะ
"งั้น... คิโยชิคุง พอจะมีเวลาว่างมาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องคาถาลวงตากับฉันบ้างไหมจ๊ะ"
ดวงตาสีแดงคู่สวยของคุเรไนจ้องมองมาที่คิโยชิอย่างมีความหวัง
ถ้าเป็นไปตามที่คิโยชิบอก ทฤษฎีของเธอก็ถูกต้องเป๊ะเลย
ขอแค่เธอพยายามให้มากพอ เธอก็สามารถเก่งเทียบชั้นกับพวกอุจิวะที่มีเนตรวงแหวนได้ และจะได้กอบกู้ชื่อเสียงด้านวิชาลวงตาให้พ่อของเธอด้วย
"ได้สิ แต่วันหลังนะ พรุ่งนี้ฉันมีคิวประลองจับคู่กับโอบิโตะ แถมเลิกเรียนก็ต้องไปฝึดคุมจักระเพื่อเรียนวิชานินจาอีก"
คิโยชิกวาดสายตามองรูปลักษณ์ของคุเรไนอย่างพิจารณา
น่ารักดีแฮะ
นี่คือคำวิจารณ์จากใจของคิโยชิ
แต่เขาชอบคุเรไนในตอนโตมากกว่า เพราะตอนนั้นเธอจะกลายเป็นพี่สาวทรงเสน่ห์ที่เปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูด
การได้ลิ้มรส 'สิ่งสวยงาม' แบบนั้น คงจะให้รสสัมผัสที่พิเศษไม่หยอกเลยทีเดียว
คิโยชิสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนที่หมุนวนอยู่ในตาซ้าย
แน่นอนว่าตอนนี้มันยังเร็วเกินไป
การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องวิชาลวงตากับคุเรไนในวัยนี้ก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน
คาถาลวงตาของตระกูลอุจิวะส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาเนตรวงแหวนเป็นหลัก พวกเขาไม่ค่อยถนัดใช้คาถาลวงตาด้วยวิธีอื่นสักเท่าไหร่
การที่ตระกูลยูฮิสามารถยืนหยัดเป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านคาถาลวงตาได้ทั้งที่มีตระกูลอุจิวะค้ำคออยู่
ก็ย่อมต้องมีไม้เด็ดซ่อนอยู่บ้างแหละ
"เย้ ดีใจจังเลย"
คุเรไนหลับตาปี๋จนตาหยีเป็นรูปสระอิ
เธอรู้สึกประทับใจคิโยชิที่เป็นคนคุยง่ายและเป็นกันเองสุดๆ
แถมยังแอบคิดในใจว่านินจาจากแคว้นสายฟ้านี่น่าจะเป็นคนคุยง่ายแบบนี้ทุกคนหรือเปล่านะ
โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าจริงๆ แล้วทำไมคิโยชิถึงได้ยอมรับปากเธออย่างง่ายดายขนาดนี้
…………
ณ ห้องลับลึกสุดในร้านซูชิ
"ท่านซามูโดะคะ"
ซามุยรายงานตัวด้วยความเคารพ
"โยซึกิ คิโยชิ มาแล้วเหรอ"
ซามูโดะถาม
"...เขามาขอคัมภีร์วิชานินจาระดับ D ไปม้วนหนึ่งค่ะ"
ซามุยลังเลเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องที่คิโยชิได้วิชา 'คาถาสายฟ้า กายาเหล็ก' ไปให้ซามูโดะฟังคร่าวๆ
แต่เธอไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมด เธอเลี่ยงไปบอกว่าโยซึกิ คิโยชิ รู้สึกไม่พอใจกับคัมภีร์ม้วนแรกที่ได้ไป
โดยจงใจข้ามประเด็นที่คิโยชิเอาคำพูดของเธอมาใช้เป็นข้ออ้างไปซะสนิท
ด้วยนิสัยที่เยือกเย็นของเธอ ทำให้สีหน้าของเธอราบเรียบไร้ที่ติราวกับกำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป
"ดีมาก ต่อไปนี้เธอรับหน้าที่สานสัมพันธ์กับโยซึกิ คิโยชิต่อไปนะ ต้องดึงตัวเขามาอยู่ฝั่งคุโมะงาคุเระให้ได้ล่ะ"
ซามูโดะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ความสนใจของเขาพุ่งเป้าไปที่การขอคัมภีร์เพิ่มของคิโยชิ
การที่โยซึกิ คิโยชิ เริ่มเรียกร้องอะไรบ้างนั่นแหละคือสัญญาณที่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น นินจามักจะค้นหาสไตล์การต่อสู้ที่เหมาะกับตัวเองเจอในช่วงเริ่มต้นของการเป็นนินจานี่แหละ
พอคิโยชิเริ่มคุ้นเคยกับการใช้วิชาสายฟ้า เขาก็จะต้องดิ้นรนกลับมาขอวิชาเพิ่มจากพวกเธออีกแน่นอน
วิชาสายฟ้าของตระกูลอุจิวะก็ใช่ว่าจะแย่ แต่มันก็เทียบไม่ได้กับคุโมะงาคุเระที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านวิชาสายฟ้ามาอย่างยาวนานหรอก
สิ่งที่ตระกูลอุจิวะเชี่ยวชาญที่สุดคือวิชาไฟต่างหาก ตราประจำตระกูลของพวกเขาก็คือพัดกระดาษ
ซึ่งแฝงความหมายถึงผู้ควบคุมเปลวเพลิงนั่นเอง
"ขีดจำกัดสายเลือดของอุจิวะจะต้องช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้หมู่บ้านเราได้อย่างแน่นอน"
ซามูโดะหยิบซูชิบนโต๊ะในห้องลับเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
ถ้างานนี้สำเร็จและได้ความดีความชอบ เขาก็คงไม่ต้องมาทนเป็นสายลับรับงานเสี่ยงตายแบบนี้อีกแล้วใช่ไหม
ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะเลื่อนขั้นในหมู่บ้านและกะจะมาเก็บเกี่ยวผลงานสวยๆ กลับไป มีหรือที่เขาจะยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงตายแฝงตัวอยู่ในโคโนฮะ พลาดพลั้งขึ้นมาก็กลายเป็นหมากที่ถูกทิ้งเอาง่ายๆ
"รับทราบค่ะ แล้วก็ท่านซามูโดะคะ... ฉัน..."
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซามุยก็กัดริมฝีปากแน่น เธอรู้สึกว่าสารภาพความจริงออกไปเลยน่าจะดีกว่า