- หน้าแรก
- ทะลุมิติโลกนินจา พร้อมระบบฉายาสุดโกง
- บทที่ 11 - คุณซามุย คงไม่อยากให้...
บทที่ 11 - คุณซามุย คงไม่อยากให้...
บทที่ 11 - คุณซามุย คงไม่อยากให้...
บทที่ 11 - คุณซามุย คงไม่อยากให้...
โคโนฮะเพิ่งจะก่อตั้งหมู่บ้านมาได้ไม่กี่สิบปี ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ยังคงเป็นยุคเซ็นโกคุที่แต่ละตระกูลนินจาห้ำหั่นกันเองอยู่เลย
ด้วยเหตุนี้จึงมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงปะปนอยู่มากมาย
ในทีมหกที่จิไรยะเป็นคนนำทีมซึ่งก็คือทีมของมินาโตะนั้น เอาจริงๆ แล้วมีเด็กผู้ชายผิวสีเข้มที่มีริมฝีปากหนาเหมือนไส้กรอกรวมอยู่ด้วย
เรื่องนี้เคยถูกกล่าวถึงในนิยาย มินาโตะชินเด็น ภาคพายุหมุนในวังน้ำวน ซึ่งเนื้อหาหลักๆ จะเล่าถึงการที่มินาโตะคิดค้นกระสุนวงจักรและ... ความรู้สึกอึดอัดใจของคุชินะตอนที่อยู่ในหมู่บ้าน
"คิโยชิ นายจะเป็นคนของหมู่บ้านคุโมะงาคุเระตลอดไป"
ซามูโดะหยุดพูดไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ
"ถ้านายเต็มใจล่ะก็ หลังจากที่นายเรียนจบและออกไปทำภารกิจครั้งแรก พวกเราก็สามารถพานายหนีออกไปได้เลย เมื่อถึงตอนนั้นนายจะได้เข้าไปอยู่ในคุโมะงาคุเระและได้รับการฝึกฝนอย่างดีที่สุดจากพวกเรา"
สถานการณ์ในตอนนี้กำลังตึงเครียด กลิ่นอายของสงครามโลกนินจาครั้งที่สามเริ่มคุกรุ่น นี่จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมนักที่จะพาตัวคิโยชิหลบหนี
ต้องรอให้สถานการณ์วุ่นวายกว่านี้อีกสักหน่อย
"แล้วนายก็จะได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลอุจิวะคนแรกของคุโมะงาคุเระไงล่ะ"
ซามูโดะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
แต่คิโยชิกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วยเลยสักนิด
คิโยชิไม่หลงกลหรอกนะ พวกชอบวาดฝันหลอกใช้คนอื่นแบบนี้เขาเจอมาเยอะแล้ว
"แต่ตระกูลอุจิวะก็ดูแลฉันดีมากแถมยังสอนวิชานินจาประจำตระกูลให้ฉันด้วยนะ"
คิโยชิพูดเป็นนัยๆ
ซามูโดะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของคิโยชิทันที หมอนี่กำลังโก่งราคาอยู่ชัดๆ
"ท่านไรคาเงะให้ความสำคัญกับนายมากเลยนะ ถึงขนาดอนุญาตให้พวกเรานำคัมภีร์วิชานินจาติดตัวมาด้วยเลยล่ะ"
ซามูโดะหยิบคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมา
คิโยชิรับมาเปิดดู มันคือคัมภีร์วิชานินจาระดับ D ที่มีชื่อว่า คาถาสายฟ้า ดัชนีอัสนี
ระดับของวิชานินจาไม่ได้บ่งบอกถึงอานุภาพทำลายล้าง แต่หมายถึงระดับความยากในการเรียนรู้ต่างหาก
ระดับ E คือวิชาพื้นฐานที่นักเรียนนินจาทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ ระดับ D คือวิชาที่เกะนินสามารถเรียนรู้ได้
ไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ระดับ C คือวิชาสำหรับจูนิน ระดับ B คือวิชาสำหรับโจนิน
ส่วนวิชาที่อยู่ในระดับสูงกว่านี้ก็แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับนินจาทั่วไปอีกต่อไปแล้ว
โจนินธรรมดาๆ คนหนึ่งทั้งชีวิตอาจจะเรียนรู้วิชาระดับ B ได้แค่ไม่กี่วิชาเท่านั้น
วิชาระดับ A ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่วิชาต้องห้ามไปแล้ว มันคือวิชานินจาขั้นสูงลิบลิ่ว
วิชาระดับนี้ไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัยสภาพร่างกายของนินจาเป็นปัจจัยหลักด้วย
วิชาต้องห้ามมักจะสูบพลังงานของผู้ใช้ไปอย่างมหาศาลหรืออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย นั่นหมายความว่าคนที่มีจักระน้อยแทบจะหมดสิทธิ์เรียนรู้วิชาระดับ A ไปโดยปริยาย
ถ้าใครสามารถใช้วิชาระดับ A ได้ คนคนนั้นจะกลายเป็นคนที่โดดเด่นเหนือกว่านินจาในระดับเดียวกันในพริบตา
ระดับของวิชานินจาอาจจะไม่ใช่ตัวกำหนดพลังทำลายล้างเสมอไป แต่วิชาที่เรียนรู้ได้ยากมักจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเสมอ
ส่วนวิชาระดับสูงสุดอย่างระดับ S นั้นถูกยกย่องให้เป็นสุดยอดวิชาไม้ตายและเป็นวิชานินจาระดับปรมาจารย์ไปแล้ว
คิโยชิอ่านเนื้อหาในคัมภีร์ คาถาสายฟ้า ดัชนีอัสนี คร่าวๆ รอบหนึ่งก็พบว่ามันทำได้แค่กระตุ้นเซลล์บริเวณนิ้วชี้กับนิ้วกลางเท่านั้น
แถมที่บอกว่าเป็นดัชนีอัสนี เอาเข้าจริงก็มีแค่กระแสไฟฟ้าเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นวิ่งอยู่ปลายนิ้วเท่านั้นแหละ
เมื่อซามูโดะสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคิโยชิ เขาก็ยิ้มมุมปากจนตาหยีแล้วพูดขึ้น
"พวกเรามีสายข่าวอยู่ในโคโนฮะเยอะพอสมควรเลยล่ะ นาย... ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชานินจาอะไรจากตระกูลอุจิวะเลยด้วยซ้ำ จะทนอยู่ไปทำไมกัน ในเมื่อพวกนั้นไม่ยอมรับนายแต่พวกเราพร้อมอ้าแขนรับนายเสมอ ถ้าอยากได้วิชานินจามากกว่านี้ก็กลับไปที่คุโมะงาคุเระกับพวกเราสิ"
น้ำเสียงของซามูโดะเต็มไปด้วยความเย้ายวน ราวกับว่าถ้าคิโยชิปฏิเสธข้อเสนอนี้ เขาจะสูญเสียโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
"งั้นขอฉันกลับไปคิดดูก่อนก็แล้วกัน"
คิโยชิพูดจบก็คว้าคัมภีร์แล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที
พวกคุโมะงาคุเระก็ไม่ได้โง่นี่นา ไม่มีทางที่พวกมันจะประเคนของดีๆ ให้เขาง่ายๆ หรอก
พวกมันก็แค่ใช้ของพวกนี้เป็นเหยื่อล่อให้เขาติดกับเท่านั้นแหละ
"ท่านซามูโดะคะ"
หลังจากที่คิโยชิเดินจากไป ซามูโดะก็เดินออกมาจากห้องลับและขึ้นไปยังชั้นสามของร้านซูชิ เขามองทอดสายตาลงมาเบื้องล่างเพื่อดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ตอนนี้ในร้านไม่ค่อยมีลูกค้าหลงเหลืออยู่แล้ว ร้านซูชิของพวกเธอจะเปิดให้บริการแค่ช่วงกลางวันและจะรีบปิดร้านตั้งแต่หัววันเสมอ
พนักงานคนอื่นๆ เริ่มเก็บกวาดทำความสะอาดร้าน ลูกค้าที่เหลืออยู่ประปรายก็ทยอยเดินออกจากร้านไปทีละคนสองคน
"ดูท่าทางโยซึกิ คิโยชิ ไม่น่าจะอยากกลับไปคุโมะงาคุเระนะคะ"
ซามุยวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น
เธอเป็นผู้หญิงที่ชอบใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาอยู่แล้ว
เมื่อกี้ซามูโดะพูดแทงใจดำไปว่าตระกูลอุจิวะไม่ยอมรับโยซึกิ คิโยชิ และยังไม่ได้สอนวิชานินจาอะไรให้เขาเลย
แต่นั่นมันก็แค่สถานการณ์ในตอนนี้เท่านั้นแหละ
ในอนาคตถ้าตระกูลอุจิวะมองว่าคิโยชิมีคุณสมบัติคู่ควร พวกเขาก็ต้องยอมถ่ายทอดวิชาให้เขาอยู่ดี
เธอไม่คิดว่าโยซึกิ คิโยชิ จะยอมทิ้งโอกาสทองแบบนี้ไปง่ายๆ หรอก การที่เธอกับซามูโดะมาเสียเวลาเกลี้ยกล่อมเขามันอาจจะเปล่าประโยชน์ด้วยซ้ำ
"ไม่หรอก อีกเดี๋ยวเขาก็ต้องยอมกลับไปเองนั่นแหละ"
ซามูโดะแสยะยิ้ม
ซามุยจะสงสัยก็ปล่อยให้สงสัยไปเถอะ
พี่ชายของเขาเป็นสายเหยี่ยวที่นิยมความรุนแรงในหมู่บ้านคุโมะงาคุเระ เขาจึงล่วงรู้ความลับภายในมาไม่น้อย
ตอนนี้โลกนินจากำลังระส่ำระสาย ทุกฝ่ายต่างเตรียมพร้อมรบ พวกพ้องในหมู่บ้านก็เริ่มไม่พอใจกับความสงบสุขจอมปลอมนี้แล้ว
กลุ่มสายเหยี่ยวกำลังรอคอยจังหวะที่เหมาะสมอยู่ ขอแค่มีโอกาสเมื่อไหร่ พวกเขาก็พร้อมจะจุดชนวนสงครามขึ้นมาอีกครั้งทันที
...
ทางด้านคิโยชิที่เดินห่างออกมาไกลแล้ว เขากำลังเดินปะปนกลมกลืนไปกับฝูงชนบนท้องถนน
สีหน้าของเขาถูกปกปิดเอาไว้ภายใต้เงามืดของยามราตรี ทำให้ดูสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ
ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ตาซ้ายของเขาก็เบิกโพลงขึ้น เผยให้เห็นเนตรวงแหวนลูกน้ำหนึ่งหยดที่ปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
จักระชนิดพิเศษที่เรียกว่าพลังเนตรค่อยๆ ไหลเวียนไปทั่วดวงตา จากที่เคยมองเห็นร้านซูชิเป็นแค่จุดดำเล็กๆ ตอนนี้คิโยชิกลับสามารถมองเห็นพนักงานในร้านที่กำลังเก็บกวาดร้านได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ถึงแม้จะมีลูกน้ำแค่หยดเดียว แต่มันก็ช่วยเพิ่มระยะการมองเห็นของคิโยชิให้กว้างไกลขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
เขาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนราวกับไปยืนอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว
ในเรื่องโบรูโตะ ซาราดะที่มีเนตรวงแหวนสามลูกน้ำ แค่เพ่งสมาธิรวบรวมพลังเนตรก็สามารถมองเห็น 'ไวรัส' ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศได้เลย
เนตรวงแหวนลูกน้ำหนึ่งหยดของคิโยชิในตอนนี้ก็สามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งถึงสองร้อยเมตรได้สบายๆ เหมือนกัน
คิโยชิอ่านปากของซามูโดะกับซามุยจนเข้าใจทุกคำพูดที่ทั้งสองคนคุยกันหมดแล้ว
เขาก้มหน้าลงและส่ายหัวเบาๆ
"ตระกูลอุจิวะไม่ยอมรับฉัน แล้วหมู่บ้านคุโมะงาคุเระเคยยอมรับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรายตามองผ่านร้านซูชิที่อยู่ไกลลิบ ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ร่างอรชรของซามุยที่ยืนอยู่บนชั้นสาม
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลอุจิวะหรือคุโมะงาคุเระ ก็ไม่ใช่สถานที่ที่คิโยชิจะฝากชีวิตไว้ได้ทั้งนั้น
การที่ตระกูลอุจิวะจัดการเรื่องของเขาอย่างระมัดระวังก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีเคสแบบเขาเกิดขึ้นมาอีก
ถ้าพวกเขาจัดการเรื่องนี้พลาดจนทำให้ชื่อเสียงตระกูลต้องมัวหมอง คนที่มีสายเลือดอุจิวะหลงเหลืออยู่ข้างนอกแบบคิโยชิก็คงพยายามหลีกหนีให้ห่างจากโคโนฮะให้มากที่สุด
ตระกูลอุจิวะไม่อยากจะเสี่ยงกับเรื่องนี้
ส่วนคุโมะงาคุเระน่ะเหรอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกมันก็แค่อยากจะฮุบขีดจำกัดสายเลือดของอุจิวะไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้หมู่บ้านตัวเองก็เท่านั้นแหละ แถมยังกะจะจับเขาไปทำเป็นพ่อพันธุ์ผลิตลูกอีกต่างหาก
มีแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อเขายันหยดสุดท้าย
ในหนังสือข้อมูลคัมภีร์จินโนะโชและหนังสือข้อมูลอื่นๆ ต่างก็ระบุเอาไว้ชัดเจนว่าคุโมะงาคุเระเป็นตระกูลนินจาที่ทำตัวเหมือนพวกมาเฟีย
แถมยังคลั่งไคล้... การสะสมกำลังทหารเป็นชีวิตจิตใจอีกต่างหาก
คิโยชิลูบคลำม้วนคัมภีร์ในมือ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความหยาบกระด้างของเนื้อกระดาษ
เขามองดูแผ่นหลังของซามุย แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์และลึกล้ำยากจะคาดเดา
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าเขาจะงัดลูกไม้มาตลบตะแลงเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองบ้างมันก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง
...
ในช่วงหลายวันต่อมา คิโยชิก็ใช้ชีวิตวนลูปอยู่แค่สามสถานที่
ไปโรงเรียนนินจา เลิกเรียนก็ไปฝึกซ้อม แล้วก็กลับบ้าน
จนกระทั่งเข้าสู่วันที่หก คิโยชิก็กลับมาที่ร้านซูชิแห่งนั้นอีกครั้ง
"คุณลูกค้า... วันนี้จะรับซูชิปลาหมึกอีกไหมคะ"
ซามุยเอ่ยถาม
แต่คำตอบของคิโยชิกลับไม่เหมือนคราวก่อน
"คุณซามุย คงไม่อยากให้เป็นเพราะคุณ แล้วทำให้ฉันต้องบาดหมางกับคุโมะงาคุเระหรอกใช่ไหม"