- หน้าแรก
- บอสมาเฟียสุดโหดในโหมดคุณแม่แสนดี
- บทที่ 6 เจียงหวั่น: ไอ้เดรัจฉาน!!!
บทที่ 6 เจียงหวั่น: ไอ้เดรัจฉาน!!!
บทที่ 6 เจียงหวั่น: ไอ้เดรัจฉาน!!!
บทที่ 6 เจียงหว่าน: ไอ้เดรัจฉาน!!!
เมื่อได้ยินน้ำเสียงน่ารักน่าชังของเจ้าตัวเล็ก เซียวถิงก็รู้สึกเหมือนโดนวางยา เขาไม่ได้เอ่ยปากโต้เถียง และเผลอยื่นมือออกไปอุ้มเจ้าตัวเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมแขนโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองหลิวซิงที่ถอดแว่นตาออกและผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึงอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์
"ฉัน..."
หลิวซิงยังพูดไม่ทันจบประโยค เซียวถิงก็ชิงกดตัดสายไปเสียก่อน
เขาต้องรีบวางสาย เพราะหลิวซิงนั้นขึ้นชื่อเรื่องปากเสีย ใครจะรู้ล่ะว่าหมอนั่นจะหลุดพูดอะไรออกมาอีก!
เด็กน้อยวัยนี้มีพัฒนาการเรียนรู้ที่รวดเร็ว ทางที่ดีอย่าให้แกได้ยินอะไรที่ไม่เข้าท่าจะดีกว่า
"ปะป๊า!"
เซียวถิงก้มมองเจ้าตัวเล็กที่ซุกตัวอยู่อย่างว่าง่ายในอ้อมแขนพลางรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
ทำไมล่ะ?
ทำไมเด็กคนนี้ถึงเอาแต่เรียกชายโสดบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างเขาว่าปะป๊ากันนะ?
เซียวถิงอยากจะอธิบาย แต่พอสบเข้ากับดวงตากลมโตดำขลับที่ดูชุ่มฉ่ำราวกับลูกกวางน้อย เขาก็ถึงกับกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอไปจนหมด
เกิดทำเด็กน่ารักขนาดนี้ร้องไห้จ้าขึ้นมาจะทำยังไง?
เขาคงปวดใจตายเลย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เซียวถิงจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างถึงที่สุด "หนูน้อย เข้ามาในบ้านได้ยังไงเนี่ย? แล้วหม่าม้าไปไหนแล้วล่ะ?"
อันที่จริง เซียวถิงไม่ได้แปลกใจเลยว่าเจ้าตัวเล็กเข้ามาได้ยังไง
ก็เพราะเขาไม่ได้ล็อกประตูน่ะสิ แถมสภาพบ้านก็โล่งโจ้งซะขนาดนี้... จะล็อกหรือไม่ล็อกก็มีค่าเท่ากันนั่นแหละ
เจ้าตัวเล็กซุกหน้าเข้าหาอ้อมอกของเซียวถิงมากขึ้นไปอีก ย่นจมูกอย่างสบายใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงีย "หม่าม้าไม่อยู่บ้าน ในห้องมืดมาก หนูกลัว!"
"หม่าม้าไม่อยู่บ้าน แล้วปะป๊าล่ะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยแววตาสงสัย "ปะป๊าก็อยู่นี่ไง?"
เซียวถิง "..."
ในเสี้ยววินาที คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเซียวถิง แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
เขาเกรงว่าการถามตรงเกินไปอาจจะไปทำร้ายจิตใจของเด็กน้อยได้
"ถ้าอย่างนั้น หนูน้อย ปกติเวลาทานข้าว มีคนนั่งกินข้าวด้วยกันกี่คนเอ่ย?"
ท้ายที่สุด เซียวถิงก็ทำได้เพียงตั้งคำถามอ้อมค้อมแบบนี้
ในมุมที่เซียวถิงมองไม่เห็น เจ้าตัวเล็กลอบกรอกตาบนอย่างเงียบๆ
ถ้าอยากรู้ว่าเธอมีพ่อแท้ๆ ไหม ก็ถามมาตรงๆ สิ จะมาพูดอ้อมค้อมทำไมกัน... ถ้าเธอไม่ใช่เด็กโตวัยสี่ขวบแล้วล่ะก็ คงไม่เข้าใจความหมายหรอก!
เฮ้อ!
เจ้าตัวเล็กลอบถอนหายใจในใจ: หม่าม้า หวังว่าหม่าม้าจะจำความเสียสละที่หนูทำเพื่อหม่าม้าในวันนี้นะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าไร้เดียงสาและน่ารักน่าชัง ก่อนจะเริ่มนับนิ้วมือ "เวลาเรากินข้าว ก็มีหนู มีหม่าม้า แล้วก็... คุณลุง!"
ไม่มีปะป๊างั้นเหรอ?
เซียวถิงกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบนี้
ว่ากันว่าเด็กที่มาจากครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมักจะมีความคิดความอ่านโตเกินวัย ซึ่งความจริงข้อนี้เซียวถิงรู้ดีกว่าใคร
ท่าทางเด๋อด๋าของเจ้าตัวเล็ก... พอคิดถึงเรื่องนี้ เซียวถิงก็รู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
รู้สึกผิดต่อเจียงหว่าน
ผู้หญิงตัวคนเดียว อุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กมาอย่างดีเยี่ยมขนาดนี้ แต่เขากลับไปตัดสินเธอด้วยอคติที่เลวร้ายที่สุด... ชิ เซียวถิง นายนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ!
หลังจากก่นด่าตัวเองในใจเสร็จ เซียวถิงก็เบนสายตากลับมาที่เจ้าตัวเล็กอีกครั้ง
"ปะป๊า!"
"หืม หืม?"
เซียวถิงที่ขานรับไปตามสัญชาตญาณรู้สึกงุนงงเล็กน้อย—
ทำไมเขาถึงตอบรับได้เป็นธรรมชาติขนาดนี้เนี่ย?
เจ้าตัวเล็กไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติใดๆ ยังคงซุกศีรษะเล็กๆ เข้ากับอ้อมอกของเซียวถิงและพึมพำต่อไปว่า "ปะป๊า เล่านิทานให้หนูฟังหน่อยสิ แล้วหนูจะไม่กลัวอีกเลย!"
"ได้สิ... ไม่ได้!"
เซียวถิงที่เผลอตกปากรับคำไปอย่างง่ายดายอีกครั้ง เพิ่งจะดึงสติกลับมาได้
นี่มันกลางดึกกลางดื่น ถ้าเจียงหว่านกลับมาแล้วไม่เจอเจ้าตัวเล็ก จากนั้นคุณตำรวจก็มาเจอเด็กอยู่ในบ้านเขาหลังจากที่เธอแจ้งความ... "จ๊าก!"
แค่คิดถึงภาพเหตุการณ์นั้น เซียวถิงก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เขายังหางานทำไม่ได้เลยนะ จะยอมโดนตราหน้าว่าเป็น "ไอ้โรคจิตลักพาตัวเด็ก" ไม่ได้เด็ดขาด!
"คือว่า..."
เซียวถิงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่พอก้มลงไป สบตากับดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาของเด็กน้อย
หยดน้ำตาเม็ดโตราวกับเมล็ดถั่วทำเอาสมองของเซียวถิงขาวโพลนไปชั่วขณะ
เมื่อกี้ฉันตั้งใจจะพูดอะไรนะ?
ช่างเถอะๆ กะอีแค่นิทานหลอกเด็ก เขามีเป็นกระบุง!
แล้วถ้าเกิดเจียงหว่านกลับมาแล้วโทรแจ้งตำรวจล่ะ?
ตอนนี้เขาไม่มีเวลามามัวกังวลเรื่องนั้นแล้ว!
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งชื่อว่าหนูน้อยหมวกแดง..."
หรือว่าเซียวถิงจะมีพรสวรรค์ในการกล่อมเด็กจริงๆ นะ?
นิทานหนูน้อยหมวกแดงยังเล่าไปไม่ถึงครึ่งเรื่อง เจ้าตัวเล็กที่นอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเซียวถิงก็เริ่มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอและหลับสนิทไปในที่สุด
"เฮ้อ..."
เมื่อมองดูเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยอย่างสงบ เซียวถิงก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
เอาไงดีล่ะ? เขาจะปล่อยให้เจ้าตัวเล็กนอนในบ้านที่ว่างเปล่าแบบนี้ทั้งคืนได้ยังไง!
เซียวถิงค่อยๆ วางเด็กลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเดินออกไปที่ลานบ้าน แล้วเขย่งปลายเท้าชะเง้อมองข้ามกำแพงไปยังบ้านข้างๆ
อืม มืดสนิท ดูเหมือนเจียงหว่านจะยังไม่กลับบ้านแฮะ
"เฮ้อ..."
เซียวถิงถอนหายใจ จากนั้นก็ผลักประตูใหญ่เปิดออกและเดินทอดน่องมุ่งหน้าไปยังสำนักงานนิติบุคคล—
ช่วยไม่ได้นี่นา ตัวเขาเองนอนแบบนี้ยังไงก็ได้ แต่จะปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ นอนบนไม้กระดานแข็งๆ ได้ยังไงล่ะ?
ลองไปดูเผื่อจะยืมผ้าห่มสักผืนได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ เอาพรมมาแทนก็ยังดี
สิบนาทีต่อมา เซียวถิงก็เดินกลับบ้านมาพร้อมกับหอบผ้าห่มสีเขียวทหารผืนหนึ่ง
ที่สำนักงานนิติบุคคลไม่มีผ้าห่มเลย แต่จู่ๆ เขาก็ปิ๊งไอเดียเดินไปที่ป้อมยามแทน
พอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ยินว่าลูกบ้านต้องการยืมของ เขาก็รีบหยิบผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยมจากห้องพักของตัวเองออกมาให้โดยไม่บ่นสักคำ
แลกกับการที่เซียวถิงต้องเป็นหนี้เพิ่มอีกยี่สิบหยวน สำหรับค่าบุหรี่หนึ่งซองเพื่อตอบแทนน้ำใจยาม
หลังจากปูที่นอนเสร็จ เซียวถิงที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันไม่ต่างกัน ก็ล้มตัวลงนอนกอดเจ้าตัวเล็กแล้วหลับสนิทไป...
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาตี 5
เจียงหว่านที่เพิ่งจะผ่านการปะทะฝีปากอย่างดุเดือดมาตลอดทั้งคืน ก้าวลงจากรถจีแวกอนด้วยอาการสะลึมสะลือ เธอปฏิเสธความหวังดีของลูกน้องที่จะขับรถเข้าไปส่งในบ้าน แล้วเดินโซเซผ่านประตูรั้วเข้าไป
เหนื่อยล้า สมองตื้อตันราวกับถูกยัดเยียดด้วยไขมันหมู ทั้งวิงเวียนและคลื่นไส้
นี่คือความรู้สึกเดียวของเจียงหว่านในตอนนี้
แต่พอคิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะได้เจอกับเจ้าตัวเล็กที่แสนซุกซนและน่ารักน่าชังแล้ว
ความเหนื่อยล้าทั้งหมดบนร่างของเจียงหว่านก็มลายหายไปในพริบตา
การมีเจ้าตัวเล็ก ทำให้เจียงหว่านเข้าใจถ่องแท้ถึงคำกล่าวที่ว่า "ผู้หญิงนั้นบอบบางดั่งสายน้ำ แต่ผู้เป็นแม่นั้นแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า"
ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ขอเพียงแค่ได้คิดถึงลูกน้อย ความอ่อนล้าทั้งหลายก็ดูเหมือนจะไร้ความหมายไปเลย
เมื่อกลับถึงบ้าน เจียงหว่านก็รีบตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนด้วยความร้อนใจ เธอไม่ได้เปิดไฟ และทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียงทันที
"เจ้าตัวเล็ก... เอ๊ะ?"
ในตำแหน่งเดิมที่คุ้นเคย เจียงหว่านกลับสัมผัสไม่ได้ถึงก้อนนุ่มนิ่มที่คุ้นมือ
"เจ้าตัวเล็ก?"
เจียงหว่านใจหายวาบ รีบลุกพรวดขึ้นมาเปิดไฟ... บนเตียงว่างเปล่า
ข้างเตียงก็ว่างเปล่า
"เจ้าตัวเล็ก!!"
เจียงหว่านพุ่งพรวดออกไปนอกประตู ยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นแล้วตะโกนเรียกสุดเสียง
ทว่าสิ่งที่ตอบรับเธอมีเพียงความมืดมิดอันเงียบงันของคฤหาสน์ที่ว่างเปล่า
"บ้าเอ๊ย!"
อย่างไม่ลังเล เจียงหว่านพุ่งเป้าความสงสัยไปที่เซียวถิงทันที
พอแกย้ายเข้ามา ลูกสาวฉันก็หายตัวไปทันที บนโลกนี้มันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นได้ยังไง!
เจียงหว่านยืนอยู่ที่ลานบ้าน ถอยหลังไปสองก้าว แล้ววิ่งออกตัวกระโดดปีนข้ามกำแพงสูงลิบไปตกลงที่ลานบ้านข้างๆ อย่างคล่องแคล่ว
โชคร้ายนิดหน่อยที่คืนนี้มีเด็กน้อยเพิ่มเข้ามาในบ้านอีกคน เซียวถิงจึงจัดการล็อกประตูให้เรียบร้อยก่อนเข้านอน
แต่ประตูกระจอกๆ บานแค่นี้จะหยุดยั้งเจียงหว่านที่ตอนนี้อยู่ในโหมดแม่เสือร้ายได้ยังไง?
โดยไม่แม้แต่จะตั้งหลัก เธอถีบเปรี้ยงเข้าไปเต็มแรง!
ประตูหน้าที่ดูเหมือนจะทนทาน และจริงๆ แล้วก็ทนทานมากด้วย บัดนี้กลับบางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษ ถูกเจียงหว่านถีบจนพังทะลุ!
เจียงหว่านเอื้อมมือเข้าไปปลดล็อกผ่านรอยแตก เปิดประตูออกแล้วพุ่งพรวดเข้าไปข้างใน
เธอเห็นเซียวถิงที่เพิ่งจะงัวเงียตื่นและกำลังเตรียมตัวไปเข้าห้องน้ำ ยืนอึ้งเป็นหินงันกับพฤติกรรมสุดเถื่อนของเธอ
เมื่อมองเห็นเจียงหว่านที่ตาแดงก่ำราวกับเสือคลั่ง สมองที่กำลังสะลึมสะลือของเซียวถิงก็สว่างวาบขึ้นมาทันที เขารีบวิเคราะห์หาสาเหตุของสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
เขารีบถอยหลบฉาก ชี้มือไปที่ห้องด้านหลังแล้วเอ่ยปาก "ไม่ต้องห่วงนะ เจ้าตัวเล็กนอนอยู่บนเตียงผม..."
"ไอ้เดรัจฉาน!!!"
ประโยคที่ยังพูดไม่จบของเซียวถิง เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายความอดทนอันน้อยนิดของเจียงหว่านจนขาดผึง
สติสัมปชัญญะที่ริบหรี่เต็มทนของเจียงหว่านถูกความบ้าคลั่งกลืนกินไปจนหมดสิ้น เธอไม่รับฟังสิ่งที่เซียวถิงกำลังจะพูดอธิบายต่อเลยแม้แต่น้อย
ราวกับแม่เสือดาวที่กำลังล่าเหยื่ออยู่บนทุ่งหญ้ากว้าง เธอพุ่งตัวกระโดดเตะขาคู่เข้าใส่เขาทันที!