- หน้าแรก
- ภรรยาสายมูของท่านประธานหนีไปขายมีดพยากรณ์อีกแล้ว
- บทที่ 30 "สหายเต้าถูซาน ขอยืมมีดหน่อยได้ไหมครับ?"
บทที่ 30 "สหายเต้าถูซาน ขอยืมมีดหน่อยได้ไหมครับ?"
บทที่ 30 "สหายเต้าถูซาน ขอยืมมีดหน่อยได้ไหมครับ?"
บทที่ 30 "สหายเต้าถูซาน ขอยืมมีดหน่อยได้ไหมครับ?"
ชายชราเฝ้าประตูเหลือบมองถูซานจิ่วที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา
เธอหน้าตาไม่คุ้นเอาเสียเลย เป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน น่าจะเป็นแค่คนธรรมดาที่เดินผ่านไปมาแถวนี้ เขาจึงหลับตาลงอีกครั้งและพัดวีตัวเองต่อไป พร้อมกับอาบแดดอย่างสบายอารมณ์
"คุณตาคะ รบกวนช่วยเปิดประตูให้หน่อยได้ไหมคะ?"
ชายชราสะดุ้งเฮือก เก้าอี้พักผ่อนของเขาหงายหลังตีลังกาทันที
ถูซานจิ่วยื่นมือออกไปทำท่า 'เอ่อร์คัง'* แต่ด้วยความที่มีประตูขวางกั้นอยู่ ต่อให้เธออยากจะช่วยก็เปล่าประโยชน์
(*หมายเหตุผู้แปล: ท่ายื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อห้ามปรามหรือขอความช่วยเหลือ มาจากตัวละครเอ่อร์คังในซีรีส์องค์หญิงกำมะลอ)
"โอ๊ย! กระดูกก้นกบฉัน!" ชายชราร้องโอดโอย เอามือกุมหลังส่วนล่างด้วยความเจ็บปวด
ถูซานจิ่วเกาหน้าผากแกรกๆ "คุณปู่คะ เป็นอะไรมากไหมคะ?"
ชายชราค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากพื้น มือก็ลูบหลังส่วนล่างป้อยๆ พลางโบกมือไปมา "ไม่เป็นไรๆ อย่าเห็นว่าฉันแก่แล้วจะทำอะไรไม่ได้นะ ร่างกายฉันยังแข็งแรงดีอยู่ แม่หนู เธอเป็นใครกันล่ะ?"
ใครก็ตามที่สามารถมองเห็นอาคารแห่งนี้ได้ ย่อมต้องเป็นคนในวงการไสยเวทอย่างแน่นอน เขาแค่ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มาจากตระกูลไหน ก็เหมือนกับหน่วยงานราชการของมนุษย์นั่นแหละ สำนักงานของพวกเขาก็มีความเป็นทางการมากและจำเป็นต้องมีการลงบันทึกผู้มาเยือนด้วย
ถูซานจิ่วรู้เรื่องนี้ดี เพราะที่เมืองอวิ๋นก็ใช้ระบบเดียวกัน
เธอจึงแนะนำตัวเอง "คนขายมีดเร่ ถูซานจิ่วค่ะ"
ชายชราที่กำลังจะหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาถึงกับชะงักงัน "เธอคือหลานสาวของตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์ ถูซานถู งั้นรึ?"
ถูซานจิ่วถึงกับสำลัก ไม่รู้ว่าจะพยักหน้าดีหรือไม่
ดังนั้นเธอจึงไม่พยักหน้า และทำเป็นไม่ได้ยินคำว่า 'ตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์' ที่ชายชราพูดออกมาโดยอัตโนมัติ ก่อนจะตอบกลับไปว่า "หนูเป็นหลานสาวของถูซานถูค่ะ"
หลังจากเงียบไปสองวินาที ชายชราก็หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาสแกนใบหน้าของถูซานจิ่วเพื่อลงทะเบียน
"เอาล่ะ เข้าไปได้เลยแม่หนู"
ถูซานจิ่วทนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ไหว จึงเอ่ยถามออกไปตรงๆ "คุณปู่คะ คุณปู่รู้จักคุณปู่ของหนูด้วยเหรอคะ?"
ชายชราพยักหน้า "ฉันเคยยืมมีดจากเขามาก่อนน่ะ"
ถูซานจิ่วเข้าใจแล้วและไม่ได้ถามอะไรต่อ
เธอไม่สัมผัสถึงร่องรอยของเขาในสมุดบัญชีเลย นั่นหมายความว่าการทำธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว ในเมื่อได้รับค่าตอบแทนเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไม่ควรจะถามอะไรให้มากความอีก
ชายชราเหลือบมองถูซานจิ่ว
ถูซานจิ่วเห็นสายตานั้นแต่ก็ไม่ได้ชวนคุยอะไรต่อ
ความกระตือรือร้นไม่ได้ทำให้ปิดการขายได้เสมอไปหรอกนะ
ถ้าเขามีความจำเป็นอะไร เขาก็จะพูดออกมาตรงๆ เองแหละ
ถูซานจิ่วเดินเข้าไปในอาคาร และทันใดนั้นสายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่เธอ
เช่นเดียวกับชายชราที่ทางเข้า พวกเขาต่างก็สงสัยใคร่รู้ เพราะเธอเป็นหน้าใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
หนานเฉิงเป็นเมืองที่ใหญ่มาก และสำนักงานก็ไม่ได้มีแค่สวี่เจียงซานกับอีกสองคนนั้นอย่างแน่นอน
เพียงแต่ว่าแต่ละตำแหน่งก็มีความรับผิดชอบแตกต่างกันไป บางคนก็ออกไปปฏิบัติงานภาคสนาม ในขณะที่บางคนก็ทำงานเอกสารอยู่ในสำนักงาน
ขณะที่ถูซานจิ่วกำลังจะเดินไปที่บริเวณแผนกต้อนรับ เสียงของหลินซิ่วเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากข้างหลังเธอเสียก่อน
"ถูซานจิ่ว เธอมาแล้ว! มาๆๆ มาที่ห้องทำงานฉัน ชานมไข่มุกที่ฉันสั่งมาถึงตั้งครึ่งค่อนวันแล้วเนี่ย" หลินซิ่วเอ๋อร์ควงแขนถูซานจิ่วอย่างกระตือรือร้น
"ไรเดอร์มาส่งถึงที่นี่ได้ด้วยเหรอคะ?" ถูซานจิ่วถามด้วยความงุนงง
"ได้สิ! สมัยนี้มีนักพรตเต๋าออกมารับจ๊อบเป็นไรเดอร์ส่งของเต็มไปหมดเลย มีหนุ่มส่งของจากสำนักเจิ้งอี้ทำงานอยู่แถวนี้ด้วยนะ ส่งของไวเว่อร์ๆ ฉันให้ห้าดาวตลอดเลย"
ถูซานจิ่วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย "ดีจังเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นที่นี่ก็คงจะห่างไกลความเจริญเกินไป จะทำอะไรก็คงไม่สะดวก"
คนธรรมดามองไม่เห็นพวกเขาหรอกนะ และเวลาที่พวกเขาออกไปข้างนอก ก็มักจะใช้ทางเดินพิเศษเสมอ ไม่ได้โผล่พรวดพราดขึ้นมากลางถนน ไม่อย่างนั้นคงได้ทำให้คนผ่านไปมาตกใจกลัวจนหัวโกร๋นแน่ๆ
สำนักงานแห่งนี้แบ่งออกเป็นหลายโซน โดยพื้นฐานแล้วก็คือชั้นละหนึ่งแผนก
หลินซิ่วเอ๋อร์และห้องทำงานของเธออยู่บนชั้นสาม
ก่อนที่พวกเธอจะขึ้นไป หลินซิ่วเอ๋อร์ก็ตะโกนสั่งงาน "เสี่ยวลิ่ว ช่วยส่งบันทึกการปิดคดีปรมาจารย์กู่เมื่อวานนี้มาที่ห้องทำงานฉันหน่อยนะ!"
สิ้นคำพูดนี้ ทุกคนในโซนสำนักงานชั้นหนึ่งก็พร้อมใจกันหันมามองถูซานจิ่วอีกครั้ง
ถูซานจิ่วยิ้มอย่างมีมารยาท จากนั้นก็หันหลังเดินตามหลินซิ่วเอ๋อร์เข้าไปในลิฟต์
หลังจากเธอคล้อยหลังไป ทุกคนก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส
"เมื่อกี้พี่ซิ่วเอ๋อร์เรียกเธอว่าถูซานจิ่ว ใช่คนของตระกูลถูซานหรือเปล่าเนี่ย?"
"แล้วจะให้เป็นใครไปได้อีกล่ะ? หรือว่าเธอจะมาจากตระกูลอื่นงั้นเหรอ?"
"ถึงนามสกุลถูซานจะหายาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนธรรมดาใช้นี่นา แต่ในวงการไสยเวทของเรา มีตระกูลถูซานอยู่แค่ตระกูลเดียวเท่านั้นแหละ"
"ใช่ไหมล่ะ? แกกำลังจะบอกว่าในเมื่อเธอเข้ามาในนี้ได้ เธอจะเป็นคนธรรมดาไปได้ยังไง งั้นสิ?"
"พระเจ้าช่วย คนขายมีดเร่ตระกูลถูซาน! แถมยังเป็นผู้หญิงด้วย! ฉันได้ยินมาว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเด็กผู้หญิงเกิดในตระกูลถูซาน เธอคนนั้นจะแข็งแกร่งที่สุดเลยนะ!"
"ข่าวแกมันเชยไปแล้วแหม ไม่รู้เหรอว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงยี่สิบสองน่ะ? แถมปู่ของเธอยังหาคู่หมั้นให้ด้วยนะ หมอนั่นเป็นถึงทายาทของตระกูลเซี่ย ตระกูลที่รวยที่สุดในหนานเฉิงเชียวนะเว้ย เป็นลูกรักพระเจ้าตัวจริงเสียงจริงเลย!"
"เรื่องนี้ฉันไม่รู้จริงๆ แฮะ"
ในขณะที่พวกเขากำลังซุบซิบกันอย่างเมามันส์ หัวหน้าแผนกที่ยืนอยู่ข้างหลังพวกเขามาตั้งนานแล้วก็ตบโต๊ะเสียงดังปัง
"พวกแกไม่รู้สินะ? งั้นก็ดี รีบๆ กลับไปทำงานได้แล้ว! เด็กนั่นจัดการปรมาจารย์กู่ได้ในกระบวนท่าเดียว แต่พวกแกตั้งครึ่งเดือนแล้วยังจับผีถลกหนังไม่ได้สักตัว! แล้วยังมีหน้ามาจับกลุ่มนินทากันอยู่อีกเหรอ?"
ทุกคนหุบปากฉับและรีบแจ้นกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองทันที
เฉียนหู่ยืนเท้าสะเอวและตะคอกสั่งสอนเสียงดังลั่น "พวกเราสืบรู้มาแล้วไม่ใช่หรือไงว่าผีถลกหนังสิงอยู่ในชุดโบราณน่ะ? ให้เวลาแค่สามวัน รีบๆ ปิดคดีให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นโดนหักคะแนนกันถ้วนหน้าแน่!"
"วันๆ พวกแกทำอะไรกันอยู่ห๊ะ! ไม่รู้หรือไงว่าถ้ามันฆ่าคนเพิ่มอีกคนเดียว มันก็จะกลายเป็นผีร้าย คราวนี้ล่ะจับยากกว่าเดิมอีก!"
"ตอนนี้ฉันกำลังด่าพวกแกอยู่ อยากให้เบื้องบนลงมาเพิกถอนใบอนุญาตปฏิบัติงานของพวกแก แล้วต้องไปสอบบรรจุเข้ารับราชการใหม่ถึงจะพอใจใช่ไหม?"
"พวกแกทุกคน..."
เฉียนหู่ ในฐานะหัวหน้าทีมของกลุ่มที่หนึ่ง แม้ว่าเขาจะมีรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ และดูเป็นผู้ชายมาดแมน แต่จริงๆ แล้วเขากลับขี้บ่นเหมือนมนุษย์ป้าไม่มีผิด
อย่างไรก็ตาม ถูซานจิ่วกลับไม่รับรู้ถึงเสียงก่นด่าที่อยู่ชั้นล่างซึ่งมีสาเหตุมาจากการซุบซิบนินทาเรื่องของเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอกำลังดื่มด่ำกับชานมเผือกไข่มุกอย่างเอร็ดอร่อย
หลินซิ่วเอ๋อร์เห็นเธอมีความสุขกับการกินก็ยิ้มแล้วถามว่า "เป็นไงบ้าง? ชานมเผือกหวานร้อยของร้านนี้อร่อยเหาะไปเลยใช่ไหมล่ะ รสนิยมพวกเราคล้ายกันเลย ฉันก็ชอบกินของหวานเหมือนกัน"
ถูซานจิ่วกลืนชานมไข่มุกในปากลงคอแล้วตอบว่า "ฉันรู้ค่ะว่าคุณก็ชอบของหวานเหมือนกัน คราวที่แล้วฉันเห็นคุณเคี้ยวหมากฝรั่งด้วยนี่นา"
พลังผีที่เปลี่ยนรูปเป็นหมากฝรั่งก็ถือว่าเป็นลูกอมชนิดหนึ่งเหมือนกัน
ดังนั้น เธอเองก็ต้องเป็นคนที่ชอบกินของหวานแน่ๆ
บุคลิกของหลินซิ่วเอ๋อร์ค่อนข้างเป็นคนตรงๆ และถูซานจิ่วก็ยิ่งเป็นคนตรงไปตรงมามากกว่าเธอเสียอีก ดังนั้นหลินซิ่วเอ๋อร์จึงชอบเธอมากๆ
แต่ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ หลินซิ่วเอ๋อร์มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีโดยธรรมชาติ ในขณะที่ถูซานจิ่ว... ดูเผินๆ ก็รู้ว่าเธอไม่ค่อยถนัดเรื่องการเข้าสังคมสักเท่าไหร่
แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก นิสัยที่เติมเต็มซึ่งกันและกันนี่แหละที่ทำให้มิตรภาพน่าสนใจยิ่งขึ้น
ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลินซิ่วเอ๋อร์สามารถตามบทสนทนาของถูซานจิ่วได้ทันจริงๆ แม้ว่าถูซานจิ่วจะชอบทำให้บทสนทนาจบเห่ไปดื้อๆ แต่เธอก็สามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้เสมอ
"เธอหมายความว่าปู่กับย่าของเธอไม่ได้เลือกที่จะไปเกิดใหม่ แต่กลับรับตำแหน่งอยู่ข้างล่างนั่นงั้นเหรอ?"
"เจ๋งเป้งไปเลย! แบบนี้ถ้าเธอตายไป เธอก็เดินกร่างในยมโลกได้สบายๆ เลยสิเนี่ย?"
ถูซานจิ่ว "......"
หลินซิ่วเอ๋อร์ตามเธอทัน แต่เธอต่างหากที่ตามหลินซิ่วเอ๋อร์ไม่ทัน!
ขณะที่ถูซานจิ่วกำลังคิดหาคำตอบให้กับคำถามของหลินซิ่วเอ๋อร์ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่หน้าห้องทำงาน
เป็นเสี่ยวลิ่วนั่นเองที่นำบันทึกการปิดคดีมาส่ง
พร้อมกับหอบหิ้ว 'ภารกิจ' บางอย่างติดตัวมาด้วย
หลังจากที่ถูซานจิ่วเซ็นชื่อและประทับลายนิ้วมือลงบนเอกสารเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวลิ่วก็เอ่ยปากขึ้นด้วยความประหม่าว่า
"สหายเต้าถูซาน ขอยืมมีดหน่อยได้ไหมครับ?"