- หน้าแรก
- ภรรยาสายมูของท่านประธานหนีไปขายมีดพยากรณ์อีกแล้ว
- บทที่ 12 การมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้ายด้วยรอยยิ้มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
บทที่ 12 การมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้ายด้วยรอยยิ้มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
บทที่ 12 การมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้ายด้วยรอยยิ้มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
บทที่ 12 การมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้ายด้วยรอยยิ้มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
สิ้นเสียงนั้น หลินซิ่วเอ๋อร์และเฉินร่างที่กำลังดูภาพจากกล้องวงจรปิดอยู่ก็พุ่งพรวดเข้ามาจ้องมองเอกสารในมือของสวีเจียงซานทันที
"คนขายมีดเร่ที่ให้เชื่อสินค้า ทิ้งคำทำนายไว้ และจะมาเก็บเงินก็ต่อเมื่อคำทำนายกลายเป็นจริงคนนั้นน่ะเหรอครับ?" เฉินร่างถามขึ้น
สวีเจียงซานพยักหน้า
"คุณพระช่วย!" หลินซิ่วเอ๋อร์หยุดเคี้ยวหมากฝรั่ง หาเศษกระดาษมารองคาย ห่อมันไว้ แล้วโยนลงถังขยะ "ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลถูซานที่จะมีอายุไม่เกินยี่สิบสองปีคนนั้นน่ะเหรอคะ?"
สวีเจียงซานปราม "ซิ่วเอ๋อร์!"
หลินซิ่วเอ๋อร์รีบหุบปากฉับพร้อมกับทำท่ารูดซิปปากทันที
สวีเจียงซานละสายตาจากเธอและหันไปจดจ่อกับชื่อของผู้ที่บันทึกปากคำ
"ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่จางเสวี่ยเฟิงคือท่านไหนครับ?"
จางเสวี่ยเฟิงคอยจับตาดูทั้งสามคนอยู่ตลอด เมื่อได้ยินคนที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสสวีเรียกชื่อตัวเอง เขาก็รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพและตอบกลับทันที "ผู้อาวุโสสวี ผมคือจางเสวี่ยเฟิงครับ"
สวีเจียงซานพิจารณาเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เพียงแค่สายตา 'อันเมตตา' ไม่กี่ครั้งจากสวีเจียงซานก็ทำให้เขาถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังถูกชำแหละอย่างไรอย่างนั้น
สวีเจียงซานนั่งลง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนขึ้น "ไม่ต้องเกร็งไป ช่วยเล่ารายละเอียดตอนที่คนขายมีดเร่เข้ามาหาคุณให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม?" เขาผายมือ "นั่งลงแล้วค่อยๆ เล่าเถอะ"
จางเสวี่ยเฟิงอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
พวกเขารู้ว่าคนขายมีดเร่นี่คืออะไร!
สิบนาทีต่อมา สวีเจียงซานและอีกสองคนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด พวกเขาเพียงแค่แจ้งว่าจะมารับช่วงคดีนี้ต่อ แล้วก็จากไป
เริ่นหงเทากลับมาหลังจากเดินไปส่งพวกเขา ทุกคนในห้องประชุมต่างมองมาที่เขาอย่างคาดหวัง
ทุกคนกำลังรอให้เขาอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เริ่นหงเทากระแอมในลำคอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตักเตือนว่า
"นับตั้งแต่นี้ไป ไม่อนุญาตให้พวกคุณคนไหนตามสืบคดีนี้อีก และเดี๋ยวผู้อาวุโสสวีจะพาคนไปยังสถานีรถไฟความเร็วสูง ขอให้สถานีตำรวจรถไฟให้ความร่วมมือด้วย หลังจากพวกเขาจัดการเสร็จแล้ว รถไฟขบวน G3197 จะสามารถกลับมาให้บริการตามปกติได้ในเช้าวันพรุ่งนี้ เอาล่ะ ดึกมากแล้ว ทุกคนรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ลำบากพวกคุณแล้ว"
พูดจบ เริ่นหงเทาก็หันหลังเดินออกจากห้องประชุมไป
ทิ้งให้ทุกคนนั่งงุนงงกันอยู่ตรงนั้น
จางเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว จู่ๆ ก็นึกถึงสิ่งที่จางเยว่เพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้
"อาจารย์ รู้อะไรมาหรือเปล่าครับ?" เขาแอบกระซิบถามจางเยว่ที่กำลังเก็บของ
มือของจางเยว่ชะงักไป "ฉันจะไปรู้อะไรได้? ฉันรู้แค่ว่าแกไม่ต้องกลับเมืองอวิ๋นเฉิงไปพร้อมกับฉันแล้ว"
"ทำไมล่ะครับ?" จางเสวี่ยเฟิงรู้สึกเหมือนวันนี้หูเขาจะเพี้ยนๆ ไป ฟังสิ่งที่พวกเขาพูดไม่เข้าใจเลยสักอย่าง
จางเยว่เห็นสีหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้งของเขาก็ทนดูไม่ได้ จึงอธิบายว่า "มีคำสั่งจากเบื้องบนลงมา มอบหมายให้แกไปรายงานตัวกับหน่วยสืบสวนคดีอาญาเมืองหนานเฉิงในวันจันทร์หน้า จากนี้ไปถ้าเจอกันอีก ฉันคงต้องเรียกแกว่่ารองหัวหน้าจางแล้วล่ะ"
จางเสวี่ยเฟิงตกตะลึงกับข่าวที่กะทันหันนี้
จางเยว่คิดว่าลูกศิษย์คนนี้ช่างซื่อบื้อเสียจริง หากไม่ใช่เพราะทักษะการสืบสวนที่เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนสามารถทำคดีได้ด้วยตัวเอง เขาก็คงไม่ยอมปล่อยตัวไปหรอก
แต่พูดกันตามตรง เขารับลูกศิษย์มาก็หลายคน มีเพียงจางเสวี่ยเฟิงเท่านั้นที่ขยันขันแข็งและพิถีพิถันในการทำงาน ไม่เคยละเลยแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
อย่างเช่นครั้งนี้ คนส่วนใหญ่มักจะไม่เก็บเอาคำพูดของคนขายมีดเร่คนนั้นมาใส่ใจ แต่เขากลับปฏิบัติกับมันอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้พลาดความเป็นไปได้ใดๆ แม้ว่าลึกๆ แล้วตัวเขาเองก็อาจจะไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้เลยก็ตาม
นี่แหละคือความเป็นมืออาชีพ
เขาเกิดมาเพื่อทำอาชีพนี้จริงๆ
ในฐานะอาจารย์ เขาภูมิใจในความสำเร็จของลูกศิษย์ในวันนี้มาก!
ทว่าจางเยว่กลับเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้ในใจ เพราะกลัวว่าเจ้าเด็กนี่จะเหลิงจนเกินไป
......
เช้าวันรุ่งขึ้นในตอนรุ่งสาง ถูซานจิ่วตื่นขึ้นมาบนเตียงสีขาวขนาดกว้างสองเมตร
เธอบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นนั่งแล้วถอนหายใจ "หลับสบายจริงๆ เลย เตียงดีๆ นี่มันสร้างความแตกต่างได้มากจริงๆ!"
ตอนที่เธอกลับมาถึงตระกูลเซี่ยก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว
ถูซานจิ่วมีนาฬิกาชีวภาพเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะนอนดึกแค่ไหน เธอก็จะตื่นขึ้นมาตรงเวลาเพื่อฝึกฝนร่างกายยามเช้าเสมอ
แผนการของวันเริ่มต้นขึ้นในยามเช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้น เพราะมันสอดคล้องกับพลังหยางที่กำลังก่อตัวและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบ่มเพาะพลังปราณ
เธอสวมรองเท้าแตะ เดินข้ามพรมสีขาวยาวผืนนั้น แล้วเข้าไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ
สวีอ้ายหรูเป็นกังวลว่าถูซานจิ่วจะไม่สะดวกสบาย จึงจัดเตรียมทุกอย่างไว้อย่างพิถีพิถัน ถึงขั้นเตรียมแปรงสีฟันไว้ให้หลายอัน ทั้งแบบธรรมดาและแบบไฟฟ้า แถมยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์ต่างๆ แบบจัดเต็มครบเซ็ตที่ยังไม่ถูกแกะกล่องวางเรียงรายอยู่อีกด้วย
ถูซานจิ่วสังเกตเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และรู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก
ตอนที่เธออายุสิบขวบ พ่อแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยคุณปู่มาตลอด
อ้อ คุณย่าของเธอก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเช่นกัน
มันไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อตระกูลคนขายมีดเร่ของพวกเขามักจะแพร่งพรายความลับสวรรค์อยู่เสมอ ซึ่งนั่นเป็นการดึงดูด 'อุบัติเหตุ' ทุกรูปแบบให้เข้ามาหา
การมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้ายด้วยรอยยิ้มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ทว่าคุณปู่ของเธอก็นับเป็นหนึ่งในผู้ที่โชคดี
ในฐานะผู้ชาย ความคิดอ่านของคุณปู่ย่อมไม่ละเอียดอ่อนเท่าผู้หญิง และท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถทำหน้าที่แทนแม่ได้
ส่วนแม่ของเธอนั้น เป็นเพราะดันกากบาทเลือกแผนกผิดในใบสมัครสอบ ก็เลยต้องไปอยู่ในกลุ่มที่ยุ่งที่สุดในยมโลก นั่นคือกลุ่มของยายเมิ่ง เธอเอาแต่ยุ่งอยู่ตลอดเวลาจนไม่มีเวลามาเข้าฝันลูกสาวเลย
แม้แต่ตอนที่เธอมีประจำเดือนครั้งแรก คุณปู่ก็ยังต้องไปตามหาผีผู้หญิงในภูเขาหลังบ้านมาสอนวิธีใส่ผ้าอนามัยให้กับเธอ
เพราะเหตุนี้ เธอจึงรู้สึกซาบซึ้งใจสำหรับการดูแลของสวีอ้ายหรู
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปที่สวนชั้นล่าง
คฤหาสน์เก่าของตระกูลเซี่ยถูกสร้างขึ้นในสไตล์สวนคลาสสิกของจีน มีทั้งศาลา ระเบียง ภูเขาจำลอง และสายน้ำไหล ตำแหน่งของต้นไม้แต่ละต้นล้วนถูกจัดวางมาอย่างถี่ถ้วน ทำให้เกิดเป็นเค้าโครงฮวงจุ้ยที่ยอดเยี่ยม
สถานที่พำนักเช่นนี้ เมื่อรวมเข้ากับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ของเซี่ยสืออวี่แล้ว จึงนับเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการรวบรวมปราณ
ถูซานจิ่วหามุมสบายๆ ในสวน นั่งขัดสมาธิหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และเริ่มเข้าฌาน
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาที่ตัวเธอ ราวกับมีแสงศักดิ์สิทธิ์เคลือบคลุมอยู่บางๆ และเมื่อประกอบกับชุดสีขาวที่สวมใส่ ยิ่งทำให้เธอดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับไม่ใช่คนบนโลกมนุษย์
หากมีใครเดินผ่านไปมาในเวลานี้ พวกเขาก็คงจะผ่อนฝีเท้าให้เบาลงเพราะกลัวว่าจะไปรบกวนการบำเพ็ญเพียรของเทพธิดา
เซี่ยสืออวี่ที่ออกมาวิ่งออกกำลังกายได้บังเอิญเห็นภาพนี้เข้าพอดี
เขาก้าวเท้าช้าลงโดยจิตใต้สำนึก ก่อนจะหยุดชะงักไป
เขาเช็ดเหงื่อบางๆ บนหน้าผาก เดินไปที่ศาลาและนั่งลง เฝ้ามองถูซานจิ่วที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนสนามหญ้า
เหตุการณ์เมื่อวานทำให้เขาได้เข้าใจความสามารถของเธอในมุมมองใหม่
หากมองข้ามการพบกันช่วงสั้นๆ ในวัยเด็กไป เขารู้สึกว่าตอนนี้เธอสามารถดึงดูดความสนใจจากเขาได้อย่างล้นหลาม
เขามั่นใจว่าชีวิตในตระกูลเซี่ยจะต้องน่าสนใจขึ้นมากแน่นอนหลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ด้วย
ทันใดนั้น ถูซานจิ่วที่กำลังหลับตานั่งสมาธิอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน สบประสานเข้ากับสายตาของเซี่ยสืออวี่พอดี เธอโพล่งขึ้นมาว่า "แย่แล้ว ฉันว่าเมื่อวานฉันลืมให้ยันต์ปัดเป่าพลังหยินกับพี่สามไปแน่ๆ เลย!"