เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29: นี่พวกเราอยู่ในสนามรบกันอยู่หรือไง!

บทที่ 29: นี่พวกเราอยู่ในสนามรบกันอยู่หรือไง!

บทที่ 29: นี่พวกเราอยู่ในสนามรบกันอยู่หรือไง!


“ก่อนอื่นข้าต้องขอบคุณแม่ทัพน้อยมู่หรงสำหรับความช่วยเหลือที่ท่านมีให้เมื่อวานนี้” เฟิ่งมู่ชิงเปลี่ยนเรื่องพูดและยกจอกสุราบนโต๊ะขึ้นมาคารวะอีกฝ่าย

มู่หรงผิงถิงเองก็ยกจอกสุราตอบรับด้วยมือข้างเดียวพลางกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย”

ทันทีที่บุตรสาวของแม่ทัพเจิ้นหนานพูดจบ นางก็ยกจอกสุราขึ้นมาชนกับอีกฝ่ายก่อนจะยกดื่มหมดจอกในอึกเดียว

เฟิ่งมู่ชิงที่ได้เห็นท่าทางนั้นก็ยิ้มแล้วยกจอกสุราของตัวเองขึ้นดื่มเช่นกัน

ความหมายของนามมู่หรงผิงถิงนั้นทั้งอ่อนโยนและสุภาพ ถึงแม้ว่าภายนอกนางอาจจะดูร่าเริงมาก แต่ทุกการกระทำของนางกลับสงบนิ่ง หากจะให้เปรียบเทียบ นางก็เป็นเหมือนกับน้ำนิ่งไหลลึก นั่นจึงทำให้หญิงสาวมองไม่ออกว่าแม่ทัพน้อยผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่

“สุรานี้รสชาติไม่เลว” ความหวานของสุราพร้อมกับกลิ่นหอมยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในปากของมู่หรงผิงถิง ขณะนี้นางรู้สึกเพียงว่ารสชาติที่ค้างอยู่ในลำคอดูเหมือนจะไม่หายไปง่าย ๆ นางจึงเอ่ยปากชมออกมา

สุราที่หมักกันทางตอนใต้นั้นมีรสชาติเข้มมาก พอดื่มเข้าไปก็จะรู้สึกร้อนผ่าวตั้งแต่คอไปจนถึงท้อง แต่รสชาติของสุราที่นี่ดูเข้มกว่าแต่มันกลับถูกกลบด้วยกลิ่นหอมและมีรสชาติที่แตกต่างออกไป

นี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่นางได้ดื่มสุราแบบนี้

“นี่คือเหล้าดอกสาลี่ เป็นสุราที่เหมาะสำหรับผู้หญิง พอดื่มเข้าไปแล้วมันไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย” เฟิ่งมู่ชิงเห็นว่าอีกฝ่ายชื่นชอบสุรานี้มากจึงเติมให้นางอีก 1 จอก

“ถ้าท่านชอบก็เชิญดื่มได้ตามสบาย”

“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ” มู่หรงผิงถิงตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติก่อนจะจิบสุราต่อไป

“ครั้งนี้ท่านแม่ทัพน้อยมาเพื่อเข้าร่วมการประลองที่ลานประลองหมื่นบุปผาโดยเฉพาะอย่างนั้นหรือ?” เฟิ่งมู่ชิงเอ่ยปากถามแบบเป็นกันเอง

เท่าที่นางได้ข่าวมา ในอดีตเฟิ่งหวานหว่านเป็นเพียงคนเดียวที่ทำผลงานในการประลอง แต่มู่หรงผิงถิงเก่งกว่าฝ่ายนั้นมาก แล้วเหตุใดนางถึงไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนเลย

“ข้าได้รับคำสั่งจากสำนักให้เดินทางมาที่เป่ยอี้ แล้วบังเอิญมาถึงตรงกับเทศกาลหมื่นบุปผาพอดี ข้าก็เลยไปร่วมสนุก”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง”

ในขณะเดียวกัน เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องในห้องโถงเสริมให้บรรยากาศโดยรอบดูครึกครื้นมากยิ่งขึ้น

ภาพตรงหน้าทำให้เฟิ่งมู่ชิงรู้สึกว่าสิ่งที่นางลงทุนลงแรงไปนั้นประสบความสำเร็จด้วยดี ส่งผลให้รอยยิ้มบนใบหน้าของนางยิ่งดูสดใสจริงใจมากขึ้น

นางรู้สึกขอบคุณความพยายามของตัวเองรวมถึงทุกคนที่ร่วมมือร่วมแรงกันอย่างแข็งขัน มิฉะนั้นนางอาจจะไม่สามารถฟื้นฟูหอหงโหลวนี้ได้

แต่แล้วจู่ ๆ ห้องโถงก็เงียบสงบเหมือนอยู่ในป่าช้า หญิงสาวจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางหันไปมองรอบ ๆ เพื่อหาสิ่งผิดปกติ ก่อนจะพบเข้ากับร่างสองร่างที่กำลังเดินเข้ามาข้างใน

พลันดวงตาของเฟิ่งมู่ชิงเบิกกว้างเพราะความตกใจ

ทำไมสองคนนี้ถึงมาด้วยกันได้?

ผู้มาเยือนใหม่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจวินหรูเย่กับอวี้ชิงเฟิง

ทั้งสองเป็นบุรุษผู้มีใบหน้างดงามและมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง พวกเขาจึงดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ทันทีที่มาเยือนที่แห่งนี้

ถึงอย่างไรชายคนหนึ่งก็เป็นถึงผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ส่วนอีกคนเป็นองค์ชายแห่งแคว้นหนานเยว่ ในวันธรรมดาเป็นเรื่องยากมากจริง ๆ ที่จะได้พบพวกเขา แต่วันนี้ทั้งคู่กลับมาปรากฏตัวพร้อมกันในหอหงโหลว มันช่างเป็นบุญตาของพวกเขาจริง ๆ

ทางด้านจวินหรูเย่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับอวี้ชิงเฟิงที่นี่เช่นกัน แต่สีหน้าของเขาก็ยังคงเรียบเฉยไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้

เขารู้อยู่นานแล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังหอหงโหลวก็คือเฟิ่งมู่ชิง มันจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะต้องมาสนับสนุนพระชายาของตัวเอง คำถามก็คือ… ทำไมคนผู้นี้ถึงมาที่นี่?

พลันคำพูดของโม่อิ๋งก็ดังก้องอยู่ในหัวของชายหนุ่ม

นายท่าน ท่านจะต้องระวังองค์ชายเอาไว้ให้ดี โม่เยว่บอกว่าบุคคลนี้คิดไม่ซื่อกับพระชายา

หลังจากที่โม่อิ๋งกลับมารายงานเรื่องในวันนั้น จวินหรูเย่ก็จำได้เพียงประโยคนี้เท่านั้น เขาจำมันได้ขึ้นใจจนไม่อาจลบมันออกไปจากสมองได้อีก

เมื่อครู่นี้พวกเขาทั้งสองได้พบกันโดยบังเอิญที่ประตูทางเข้าหอหงโหลว ซึ่งอวี้ชิงเฟิงแสดงท่าทางประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่มุมปากของเขาจะกระตุกเป็นรอยยิ้มจาง ๆ

ทันทีที่จวินหรูเย่เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาเกลียดใบหน้ายิ้มแย้มของชายคนนี้มาก

แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกกลัวอวี้ชิงเฟิง แต่อีกฝ่ายก็ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับเขามากที่สุด

ไม่ว่าจะในแง่ของรูปลักษณ์ พวกเขาทั้งสองก็กินกันแทบไม่ลง ในด้านฐานะเขาเป็นผู้สำเร็จราชการฯ ที่มีอำนาจ ในขณะที่อวี้ชิงเฟิงเป็นเพียงตัวประกันจากหนานเยว่ ถ้าแค่เรื่องนี้เขาก็นับว่ามีดีกว่าอีกคนเล็กน้อย

นี่ยังไม่ได้นับรวมเรื่องที่เฟิ่งมู่ชิงเป็นพระชายาในนามของเขา ดังนั้นชายหนุ่มจึงมีข้อได้เปรียบมากกว่า

“ชิงเฟิงได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่านผู้สำเร็จราชการฯ มานาน แต่ชิงเฟิงไม่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่านสักครั้ง ชิงเฟิงเสียมารยาทแล้ว” อวี้ชิงเฟิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายก่อน

“องค์ชายอวี้มีเวลาว่างมาหาความสำราญในที่แบบนี้ด้วยหรือ?” จวินหรูเย่ถามกลับ

“ชิงเฟิงก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกับท่านมิใช่หรือ?”

บัดนี้ดวงตาของชายหนุ่มทั้งสองประสานกันประหนึ่งมีประกายไฟเกิดขึ้นกลางอากาศ

ต่อมาจวินหรูเย่พ่นลมอย่างเย็นชาแล้วโบกมือให้โม่อิ๋งพาเขาเข้าไปข้างใน

ส่วนอวี้ชิงเฟิงที่ไม่อยากเป็นรองก็ก้าวไปพร้อมกับอีกฝ่าย

ทันทีที่ทั้งคู่เข้าไปยังห้องโถง พวกเขาก็สบเข้ากับสายตาสงสัยของเฟิ่งมู่ชิง ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งหน้าขึ้นไปชั้นบนโดยไม่สนใจสายตาตกตะลึงของทุกคนในห้องโถง

พอพวกเขาเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ายังมีมู่หรงผิงถิงอยู่ในห้องด้วย

จวินหรูเย่เหลือบตามองบุตรสาวของแม่ทัพเจิ้นหนานอย่างเฉยเมยก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปอยู่ข้าง ๆ เฟิ่งมู่ชิง ในขณะที่อวี้ชิงเฟิงพยักหน้าทักทายนางด้วยรอยยิ้มและนั่งลงฝั่งตรงข้าม

จากนั้นก็เกิดความเงียบงันจนน่าอึดอัดทั่วทั้งห้อง หญิงสาวเลยรีบกระแอมไอทำลายบรรยากาศแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นทันที

“ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”

เฟิ่งมู่ชิงรู้ว่านางไม่สามารถปิดบังเรื่องนี้จากจวินหรูเย่ได้ และนางก็ไม่ได้อยากปิดบังด้วย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าอีกคนจะมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเอง

สำหรับอวี้ชิงเฟิง นางก็ไม่เคยพูดถึงหอหงโหลวกับเขาเลย แล้วจู่ ๆ เขามาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร?

ดูจากท่าทางแล้วเหมือนว่าเขาไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่

“ภรรยาร้องส่วนสามีก็ขับขานรับ ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าก็ต้องตามเจ้ามาเป็นธรรมดาอยู่แล้ว” จวินหรูเย่เหลือบมองอวี้ชิงเฟิงด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าตนอยู่เหนือกว่า

ในเวลาเดียวกัน มือขององค์ชายหนุ่มที่จับจอกสุราก็กระชับขึ้น ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับแฝงไปด้วยความนัย

“ด้วยข่าวคราวที่แพร่กระจายไปทั่วของหอหงโหลว ชิงเฟิงจึงอยากจะมาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย เพราะชิงเฟิงได้ข่าวว่าที่นี่ไม่เหมือนเดิมและมีอะไรใหม่ ๆ ให้น่าตื่นตา”

พอจวินหรูเย่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ยิ้มเยาะ

ถึงจะบอกว่าหอหงโหลวแตกต่างจากที่อื่น แต่มันก็ยังนับว่าเป็นหอคณิกาอยู่ดี แม้นชายหนุ่มจะใช้คำพูดสวยหรูสักแค่ไหน แต่เขาก็กำลังมาเยือนสถานที่เริงรมย์อย่างปฏิเสธไม่ได้

“เราว่าองค์ชายอวี้ดูเหมือนจะตั้งใจมาที่นี่โดยเฉพาะ” จวินหรูเย่พยายามพูดให้อีกฝ่ายดูไม่ดี

แม้เขาจะไม่รู้ว่าอวี้ชิงเฟิงใช้วิธีการไหนในการสืบข่าวที่อยู่ของชิงชิง แต่เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ชายคนนี้ได้มีโอกาสเข้าใกล้ชิงชิงแน่นอน

“ท่านผู้สำเร็จราชการฯ กล่าวหนักเกินไปแล้ว” รอยยิ้มขององค์ชายหนุ่มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ยามนี้ชายทั้งสองคนเผชิญหน้ากันโดยที่ไม่มีใครยอมใครแม้แต่น้อย ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบคุกรุ่นขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับหญิงสาวสองคนในห้องก็ได้แต่มองหน้ากันตาปริบ ๆ

นี่พวกเราอยู่ในสนามรบกันอยู่หรือไง!

มู่หรงผิงถิงมองสถานการณ์ตรงหน้าออกในทันที ก่อนที่นางจะหันไปมองเฟิ่งมู่ชิงด้วยสายตาชื่นชม

ผู้ชายสองคนนี้นับได้ว่าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งคู่ แต่พวกเขากำลังแอบแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงเฟิ่งมู่ชิง

แปลก มันแปลกมาก!

ตั้งแต่ที่เฟิ่งมู่ชิงเริ่มกลับมาฝึกวิชาอีกครั้ง ประสาทสัมผัสของนางก็เฉียบคมมากขึ้น ทำให้นางรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มทั้งสองกำลังทำสงครามเย็นกัน นางจึงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

“พวกท่านจะหยุดทะเลาะกันได้หรือยัง?” นางพูดขึ้นพลางหันไปมองจวินหรูเย่ก่อนจะมองไปที่อวี้ชิงเฟิง

สมแล้วที่ชายสองคนนี้เป็นดั่งเทพผู้ยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งบรรยากาศในหอหงโหลวที่รื่นเริงก็ยังไม่มีผลกับพวกเขา แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ นางจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในหอหงโหลวไม่ได้

เฟิ่งมู่ชิงเป็นคนเอ่ยปากทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน ดังนั้นจวินหรูเย่กับอวี้ชิงเฟิงจึงยอมถอนสายตาหันหน้าไปคนละฝั่ง

จวินหรูเย่: ข้าไม่ควรทำให้ชิงชิงรู้สึกอับอาย ข้าจะต้องไว้หน้าชิงชิงสักหน่อย

อวี้ชิงเฟิง: ข้าไม่ควรทำให้นางรู้สึกอับอาย ข้าจะต้องไว้หน้านางสักหน่อย

ปรากฏว่าชายสองคนที่ไม่ชอบหน้ากันต่างก็มีความคิดตรงกันอย่างน่าประหลาด

เฟิ่งมู่ชิงสังเกตเห็นว่าพวกเขาไม่ค่อยถูกกัน แล้วตัวนางเองก็ไม่อยากให้สถานะเจ้าของหอหงโหลวที่แท้จริงถูกเปิดเผย นางจึงแอบถอนหายใจอยู่เงียบ ๆ

หากหญิงสาวยังนั่งอยู่ที่นี่ต่อไป แม้แต่การหายใจก็ยังต้องระมัดระวัง มันช่างเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง…

“เชิญพวกท่านสำราญให้เต็มที่ ข้าขอตัวก่อนล่ะ” เฟิ่งมู่ชิงลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปทันทีที่พูดจบ

เมื่อจวินหรูเย่เห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายหายไปจากสายตา ดวงตานิ่งเฉยของเขาก็เหลือบมองอวี้ชิงเฟิงอย่างเย็นชา ก่อนที่เขาจะพ่นลมแล้วรีบตามพระชายาไป

“ฮ่า ๆ”

องค์ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย ทว่าแววตาของเขากลับอ่อนโยนกว่าเดิม

ทางด้านมู่หรงผิงถิงที่นั่งดูการแสดงอยู่เงียบ ๆ ก็แสดงท่าทีสนใจขณะที่นางดื่มสุราจอกต่อจอก

การที่นางจะได้มานั่งดื่มสุรารสชาติดีแบบนี้ในอนาคตคงจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นนางจะต้องใช้โอกาสนี้ดื่มให้เต็มที่

ปัจจุบันในห้องเหลือเพียงอวี้ชิงเฟิงกับมู่หรงผิงถิงเพียงสองคน พอเห็นว่าคนที่เขาตั้งใจมาหาไม่อยู่แล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อ ชายหนุ่มจึงบอกลาหญิงสาวแล้วเดินออกไป

“การมาเยือนเมืองหลวงในครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว” แม่ทัพน้อยหัวเราะเบา ๆ แต่จอกสุราในมือนางก็ไม่เคยถูกวางลงเลย

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ชิงชิงปวดหัวเลย เสน่ห์แรงเกินต้าน 55555

จบบทที่ บทที่ 29: นี่พวกเราอยู่ในสนามรบกันอยู่หรือไง!

คัดลอกลิงก์แล้ว