เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: บุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพเจิ้นหนาน

บทที่ 27: บุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพเจิ้นหนาน

บทที่ 27: บุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพเจิ้นหนาน


ภาพเฟิ่งมู่ชิงที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดในวันนั้นปรากฏขึ้นในหัวของจวินหรูเย่ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั้งใจ

ไม่! ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ชิงชิงได้รับบาดเจ็บอีก!

หญิงสาวเข้าใจว่าชายตรงหน้ากำลังเป็นห่วงตน แต่นางก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะเอาชีวิตไปถวายให้ใครแบบไม่ได้วางแผนให้ดี

ต่อมา เฟิ่งมู่ชิงจับมือของจวินหรูเย่ออกแล้วหันไปมองเฟิ่งหวานหว่านด้วยท่าทางสงบนิ่ง ตอนนี้นางไม่ใช่เฟิ่งมู่ชิงที่ขี้ขลาดเหมือนคนก่อน นางจะต้องทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองนั้นคิดผิด

“เป็นไงเป็นกัน ข้าไม่มีวันตายง่าย ๆ หรอก” หลังจากพูดจบนางก็ดีดตัวเบา ๆ ก่อนที่ร่างระหงของนางจะลอยขึ้นแล้วไปร่อนลงบนลานประลองหมื่นบุปผาอย่างสง่างามจนทำให้ผู้คนโดยรอบเผลอหลุดอุทานออกมา

พอเฟิ่งหวานหว่านเห็นศัตรูก้าวขึ้นมาบนเวทีการประลอง นางก็กระหยิ่มยิ้มเยาะอยู่ในใจ

วันนี้ข้าจะต้องบดขยี้นังสารเลวคนนี้ให้จงได้!

เดิมทีเฟิ่งหวานหว่านเป็นคนหน้าตาสวยสดงดงาม ประกอบกับชุดสีขาวที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตช่วยขับให้นางดูเหมือนเทพธิดายามที่สะท้อนใต้เงาจันทร์สีนวล ทว่าทันทีที่เฟิ่งมู่ชิงก้าวขึ้นมาบนลานประลอง ชุดสีแดงเพลิงก็ทำให้บรรยากาศโดยรอบเร่าร้อนขึ้นจนดึงดูดความสนใจของทุกคนไปสิ้น

ถึงแม้ว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางจะมีหน้ากากสีทองบดบังเอาไว้ แต่มันก็ไม่สามารถปิดบังความงามสง่าได้อยู่ดี

ในตอนนั้นเองคุณหนูรองสกุลเฟิ่งสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโดยรอบ นางจึงกัดฟันพูดเสียงดังว่า “ช่างไม่เจียมตัวเสียเลย!”

ทันทีที่หญิงใส่ชุดขาวพูดจบ นางก็ยกฝ่ามือขึ้นแล้วโบกไปทางคู่ต่อสู้

“ตะวันสาดแสง!”

ลูกไฟกลมโตพุ่งตรงเข้าใส่เฟิ่งมู่ชิงทันที นางรีบกระโดดหลบ แต่แล้วลูกไฟก็แยกออกเป็น 2 ส่วนก่อนจะพุ่งเข้ามาโจมตีนางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

จังหวะนั้นหญิงสาวใช้พลังวิญญาณของตัวเอง ไม่นานกระบี่เล่มสวยก็ปรากฏขึ้น

กระบี่เล่มนี้มีรังสีเย็นเยียบสะท้อนให้เห็นถึงความคมของใบมีด พร้อมกับมีลวดลายดอกปี่อั้นเล็ก ๆ บนใบมีด แล้วด้ามจับก็มีลวดลายดอกปี่อั้นที่ถูกแกะสลักสมจริงโดดเด่นสะดุดตา

ดังนั้นหญิงสาวจึงตั้งชื่อกระบี่เล่มนี้ว่า ‘ปี้ลั่ว’ ที่แปลว่าท้องฟ้า ปัจจุบันกระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่บินประจำกายของเฟิ่งมู่ชิง

หลังจากหญิงสาวเรียกกระบี่ปี้ลั่วออกมา นางก็จับด้ามที่มีลวดลายดอกไม้ไว้ในมือแล้วยกขึ้นมาปิดกั้นการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้เปลวไฟที่ร้อนแรงมอดไหม้ไปจนสิ้น

พอเปลวเพลิงสลายไปแล้ว เฟิ่งหวานหว่านก็ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พักหายใจ นางประสานอินเข้าหากันก่อนจะตะโกนว่า “อรุโณทัยส่องสะท้อน!”

‘อรุโณทัยส่องสะท้อน’ เป็นวิชายุทธระดับธุลีขั้นต้น แต่การที่เฟิ่งหวานหว่านเลือกใช้วิชานี้ทั้งที่ตัวเองอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นแรกแล้วนั้นเป็นเพราะว่านางต้องการจะดูว่าเฟิ่งมู่ชิงจะสามารถต้านทานมันได้หรือไม่

กระบวนท่าที่ 2 ที่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้เฟิ่งมู่ชิงเคร่งเครียดยิ่งขึ้น แต่ถึงกระนั้นนางก็มุ่งความสนใจไปที่การรับมือกับมันได้สำเร็จในเสี้ยวอึดใจต่อมา

การต่อสู้ครั้งนี้บ่งบอกได้เลยว่าพลังระหว่างนางกับเฟิ่งหวานหว่านมีช่องว่างขนาดใหญ่มาก และจากท่าทางของคู่ต่อสู้ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายอยากจะฆ่านางให้ตายเสียตรงนี้ แต่นางจะไม่ยอมให้อีกคนได้สมดังใจแน่นอน

ปัจจุบันนางติดอยู่ที่ขั้นที่ 7 ของขอบเขตกลั่นลมปราณ เท่าที่หญิงสาวสำรวจประสบการณ์ของเจ้าของดั้งเดิม มันอาจจะเกิดขึ้นเพราะขาดประสบการณ์การต่อสู้จริง ๆ ร่างกายจึงจดจำการเคลื่อนไหวได้ไม่มากนัก เพราะฉะนั้นนางเลยเลือกที่จะใช้เวทีประลองนี้เป็นการกระตุ้นตัวเอง

แต่ถึงอย่างไรข้าก็ไม่สามารถทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่ได้!

ขณะนี้เฟิ่งมู่ชิงได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ 7 เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนางจึงสามารถใช้วิชายุทธระดับธุลีขั้นสูงได้เช่นกัน

“เทพธิดาโปรยมาลา!”

แม้ว่าเฟิ่งหวานหว่านจะไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นแรก แต่วิชาอรุโณทัยส่องสะท้อนกลับเป็นเพียงวิชาระดับธุลีขั้นต้นเท่านั้น การโจมตีของทั้งสองจึงปะทะกันอยู่กลางอากาศและระเบิดออกในทันที

ตูม!!

ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ชมโดยรอบพากันตกตะลึง

ในตอนแรกพวกเขาคิดเอาไว้ว่าเฟิ่งมู่ชิงไม่มีทางรับมือเฟิ่งหวานหว่านได้แน่นอน

คนที่ถูกร่ำลือว่าเป็นคนไร้ประโยชน์สามารถประมือกับเฟิ่งหวานหว่านที่เป็นถึงอัจฉริยะที่สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานตั้งแต่อายุยังน้อยได้อย่างนั้นหรือ?

ทันทีที่คุณหนูรองเฟิ่งได้เห็นสถานการณ์ตรงหน้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าคู่ต่อสู้ของตนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น มันคงจะเร็วไปถ้าจะบอกว่าอีกฝ่ายเอาชนะนางได้!

วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเฟิ่งมู่ชิงให้จงได้!

“สุริยันนพเก้า!” วิชาระดับสูงถูกเรียกใช้อีกครั้ง ซึ่งมันทำให้หัวใจของเฟิ่งมู่ชิงเต้นระรัวพร้อมกับที่มีวิชาต่าง ๆ มากมายแล่นเข้ามาในหัวของนาง

ในเวลาเดียวกัน จวินหรูเย่จดจ่ออยู่กับภรรยาสาวขณะที่มือทั้งสองข้างของเขาจับรถเข็นเอาไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ในระหว่างนั้นเขาก็ได้ส่งสายตาเหี้ยมเกรียมให้กับเฟิ่งหวานหว่านอยู่เป็นเนือง ๆ

หากชิงชิงของข้าได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ข้าจะให้คนทั้งจวนมหาเสนาบดีร่วมฝังไปกับนาง!!

ยามนี้ลูกไฟกำลังพุ่งเข้ามาตรงหน้าของเฟิ่งมู่ชิง พลันนางก็นึกอะไรบางอย่างออก ไม่นานมือเรียวก็เคลื่อนไหวรวดเร็วมากจนเห็นเป็นเพียงภาพเงา ทันใดนั้นนางก็ตบมือลงบนพื้นก่อนที่กำแพงสูงจะโผล่ขึ้นมาตั้งตระหง่านขวางหน้านาง

ภาพที่เกิดขึ้นทำให้จวินหรูเย่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

นางกำลังใช้วิชายุทธธาตุดินระดับธุลีขั้นสูง!

นอกจากเฟิ่งมู่ชิงจะมีรากวิญญาณธาตุโลหะแล้ว นางยังมีรากวิญญาณธาตุดินด้วย!!

ข้อเท็จจริงที่เพิ่งค้นพบนี้ส่งผลให้ใบหน้าของเฟิ่งหวานหว่านยิ่งลงมือหนักขึ้น

ดูจากท่าทางแล้วนางคงจะต้องใช้เวลาสักพักในการรับมือกับวิชาสุริยนนพเก้า ดังนั้นข้าจะปล่อยให้นางได้มีโอกาสตั้งตัวไม่ได้!

พอสตรีในชุดขาวตัดสินใจได้แล้ว นางก็ทำการลงมือแบบไม่ยั้ง

“เพลิงอาทิตย์สะบั้น!”

หลังจากสิ้นเสียงตะโกน เปลวไฟในมือของเฟิ่งหวานหว่านก็พุ่งออกจากมือแล้วแปลงร่างเป็นมังกรกลางอากาศ โดยที่มันมีเป้าหมายเดียวนั่นก็คือเฟิ่งมู่ชิง!

ชั่วอึดใจนั้น รอยยิ้มได้ปรากฏขึ้นที่มุมปากของคุณหนูรองตระกูลเฟิ่ง ในขณะที่ดวงตาของนางเป็นประกายด้วยความยินดีราวกับว่านางได้เห็นชัยชนะอยู่ตรงหน้าแล้ว

นี่คือวิชายุทธระดับสูงที่สุดที่มีอยู่ในจวนมหาเสนาบดี มันเป็นวิชายุทธธาตุไฟระดับปฐพีเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในมือของมหาเสนาบดี

ทางด้านเฟิ่งมู่ชิงต้องตกใจจนหน้าซีด ตอนนี้พลังวิญญาณในจุดตันเถียนของนางถูกระดมมาใช้เต็มกำลังแล้ว นางจึงทำได้เพียงกดมือลงบนพื้นอย่างสิ้นหวัง

“ฟ้าดินสั่นสะเทือน!”

ต่อมาก็มีกำแพงเหล็กโผล่ขึ้นมาจากพื้นเรียงกันเป็นแถวขวางกั้นมังกรเพลิงเอาไว้แน่นหนา

บัดนี้ทุกคนให้ความสนใจกับการต่อสู้ระหว่างสองพี่น้องตระกูลเฟิ่งมาก และพวกเขาก็รู้สึกเห็นใจเฟิ่งมู่ชิงที่ต้องมาพบเจอกับอัจฉริยะแบบนี้

ทันใดนั้นก็มีเลือดไหลออกมาจากมุมปากของเฟิ่งมู่ชิง นางรู้สึกว่าพลังวิญญาณในจุดตันเถียนของตนกำลังจะหมดลง แม้แต่พลังฮุ่นตุ้นก็ยังเหือดแห้ง

ณ ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย จู่ ๆ ก็มีใบไม้ลอยขึ้นมาในอากาศ ซึ่งใบไม้ใบเล็กนั้นปะทะเข้ากับการโจมตีอันรุนแรงของพวกนางในทันที ทำให้คู่ต่อสู้ทั้งสองคนถูกแรงสะท้อนกลับกระเด็นถอยไปด้านหลัง

“ใครน่ะ!!” เฟิ่งหวานหว่านรู้สึกโกรธมากที่มีคนมาขัดจังหวะการห้ำหั่นศัตรูของนาง

อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขาดอีกเพียงเล็กน้อยข้าก็จะสามารถกำจัดหนามยอกอกของข้าไปจนสิ้นแล้วแท้ ๆ!

ไม่นานก็มีร่างระหงค่อย ๆ เดินขึ้นมาบนเวทีการประลอง สตรีผู้นี้เป็นหญิงสาวสวมชุดสีเขียวที่มีบุคลิกดูเย็นชา แต่ดวงตาที่เป็นประกายสดใสของนางทำให้ใจของผู้คนละลายได้โดยง่าย

แม้ว่าบุคลิกกับนัยน์ตาของนางจะดูขัดแย้งกันไปบ้าง แต่มันกลับดูกลมกลืนกันมาก

“ลานประลองหมื่นบุปผามีกฎที่ทุกคนยึดถือเสมอมา คุณหนูเฟิ่งกำลังพยายามจะละเมิดกฎอย่างนั้นหรือ?” เสียงก้องกังวานใสนั้นทรงพลังมาก มันไม่ได้ฟังดูอ่อนโยนหรือแหลมสูงเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่มันก็ไม่ได้กล้าแกร่งดังชายชาตรีด้วยเหมือนกัน

ในเวลาเดียวกัน เฟิ่งมู่ชิงมีท่าทางสงบขณะมองดูคนที่เข้ามาขัดจังหวะได้ทันท่วงที

หญิงสาวผู้นี้ใช้เพียงใบไม้ใบเล็ก ๆ ก็สามารถเอาชนะการโจมตีของพวกนางได้แล้ว นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายจะต้องแข็งแกร่งมาก

“ท่านเป็นใครถึงกล้ายื่นมือมายุ่งเรื่องของข้า?” เฟิ่งหวานหว่านเองก็รู้ดีว่าสตรีตรงหน้านางแข็งแกร่งยิ่งนัก ทว่าในใจของนางไม่อยากจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปจึงทำให้นางไม่สนใจข้อเท็จจริงดังกล่าว

นี่ถือได้ว่าเป็นโอกาสเดียวที่นางจะเหยียบย่ำเฟิ่งมู่ชิงได้อย่างเปิดเผย!

“ข้ามีนามว่า ‘มู่หรงผิงถิง’ เป็นศิษย์สำนักศึกษาเทียนฝู่ และเป็นบุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพเจิ้นหนาน”

ดังคำกล่าวที่ว่า ‘โยนหินก้อนเดียวก็ทำให้เกิดคลื่นลม’ นอกจากว่านางจะเป็นศิษย์สำนักเทียนฝู่ซึ่งเป็นสำนักศึกษาอันดับ 1 ของแคว้นแล้ว นางยังเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ทัพเจิ้นหนานอีกด้วย

สำหรับบุคคลทั่วไปนับได้ว่าการมาเที่ยวชมเทศกาลหมื่นบุปผาในครั้งนี้คุ้มค่ามากจริง ๆ

เดิมทีในดินแดนซิงหยุนมีสำนักศึกษาหลักอยู่ 4 แห่ง ได้แก่ สำนักเทียนฝู่, สำนักว่านเหิง, สำนักชางหยุน และสำนักหลิงหยาง

สำหรับตระกูลของแม่ทัพเจิ้นหนานเป็นตระกูลที่ภักดีต่อแว่นแคว้น คนของตระกูลมู่หรงกว่า 3 ชั่วอายุคนนั้นถูกฝังอยู่ที่ชายแดนทางใต้ ดังนั้นทั้งตระกูลจึงได้ตั้งรกรากอยู่ที่ชายแดนทางใต้มาตลอด สำหรับประชาชนในเป่ยอี้ ตระกูลของแม่ทัพเจิ้นหนานได้รับความเคารพมากกว่าผู้สำเร็จราชการฯ เสียอีก

นับตั้งแต่ที่เป่ยอี้ก่อตั้งขึ้นมาก็มีเพียงตระกูลมู่หรงเท่านั้นที่สามารถปราบปรามศัตรูที่มารุกรานในดินแดนทางตอนใต้ได้อยู่หมัด

แม้จะเป็นประโยคแนะนำตัวธรรมดา แต่ทันทีที่มู่หรงผิงถิงเปิดเผยตัวตน มันก็กระตุ้นให้เกิดความโกลาหลจากรอบด้าน และนั่นก็ยิ่งทำให้เฟิ่งหวานหว่านรู้สึกโกรธมากขึ้น ทว่าเนื่องจากสถานะของอีกฝ่าย นางเลยจำต้องเก็บกดอารมณ์ไว้ในใจ

ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสตรีผู้นี้เป็นศิษย์ของสำนักเทียนฝู่ แค่ในฐานะบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเจิ้นหนานก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องนางแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งมู่ชิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกพร้อมกับรู้สึกมีความสุขที่รอดพ้นจากวิกฤตมาได้

จบบทที่ บทที่ 27: บุตรสาวคนเดียวของแม่ทัพเจิ้นหนาน

คัดลอกลิงก์แล้ว