เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22: ขึ้นอยู่กับว่าข้ายินยอมหรือไม่

บทที่ 22: ขึ้นอยู่กับว่าข้ายินยอมหรือไม่

บทที่ 22: ขึ้นอยู่กับว่าข้ายินยอมหรือไม่


เฟิ่งมู่ชิงเหลือบมองทุกคนจากหางตา ในขณะเดียวกันหัวใจของนางก็ปลอดโปร่งเหมือนกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนบุปผา หญิงสาวไม่ได้นึกหวั่นเกรงผู้ใดเลยสักนิดเพราะนางทำมันโดยตั้งใจ ในเมื่อฮองเฮาอยากหาเรื่องทำร้ายตน แล้วเหตุใดนางจึงต้องไว้หน้าของคนผู้นั้นด้วย?

เสื้อผ้าสีแดงมีสีสันที่งดงามและข้าก็ชอบใส่ชุดสีแดงมากเสียด้วยสิ

ยามนี้ผู้คนในงานต่างพากันแอบมองไปยังสตรีผู้มาใหม่ ผ้าโปร่งชั้นนอกสีแดงถูกปักด้วยดอกไม้ที่ดูเสมือนจริง และเมื่อผ้าโบกพลิ้วตามย่างก้าวของผู้สวมใส่ก็ช่วยให้ดอกไม้ที่ปักบนผ้าดูราวกับมีชีวิต

หน้ากากทองคำเปล่งประกายเจิดจ้าเป็นพิเศษภายใต้แสงไฟ อีกทั้งครึ่งหน้าที่งดงามดั่งเทพเซียนเสริมให้สตรีตรงหน้าดูเย้ายวนใจดุจดอกฝิ่น ผมยาวดำขลับเคลื่อนไหวไปมาตามสายลมและผ้าผูกผมสีแดงก็เพิ่มเสน่ห์ให้เจ้าตัวน่าดึงดูดใจมากขึ้น ประกอบกับใบหน้าของนางขณะนี้มีรอยยิ้มจาง ๆ แต่งแต้มอยู่ทำให้นางดูลึกลับน่าค้นหา

ด้วยความงดงามที่สุดแสนจะพรรณนาของหญิงสาวเป็นผลให้สตรีหลายคนที่อยู่ในงานต่างพ่นลมอย่างเย็นชา พวกนางไม่สามารถซ่อนความอาฆาตพยาบาทที่มีต่อคนที่ขึ้นชื่อว่าสตรีไร้ประโยชน์แห่งเป่ยอี้ไว้ได้

ส่วนเฟิ่งมู่ชิงนั้นคุ้นเคยกับความอิจฉาริษยาที่เกิดจากใบหน้าของตนมานานแล้ว นางจึงไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

เมื่อทุกคนรู้ว่าสตรีผู้มาใหม่คือพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ พวกเขาก็กลัวว่านางจะถูกผู้หญิงคนอื่นในงานโจมตี เพราะอย่างไรเสีย จวินหรูเย่ก็เป็นถึงวีรบุรุษหนุ่มผู้มีรูปโฉมสง่างามจนทำให้สตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายต่างถวิลหา

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงคนไร้ค่าของหญิงสาวเองก็ดังกระฉ่อนมากเมื่อเทียบกับเฟิ่งหวานหว่านผู้เป็นน้องสาวที่เป็นอัจฉริยบุคคลในเมืองหลวง

และตามที่เฟิ่งมู่ชิงคาดไว้ ทันทีที่นางนั่งลง สายตาของทุกคนก็หันมาหาตนอย่างพร้อมเพรียงกัน

หากดวงตาคือมีดที่สามารถสังหารใครสักคนได้ ร่างกายของหญิงสาวคงเต็มไปด้วยรอยแผลจากสายตาเหล่านั้น

นั่นคือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นขยะไร้ค่างั้นหรือ?

เหตุใดนางถึงกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้สำเร็จราชการฯ นางช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริง ๆ

บัดนี้ประกายไฟในดวงตาของใครหลายคนต่างลุกโชน ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้เฟิ่งมู่ชิงสนใจสิ่งใดนัก นางหันมองไปทางอื่นโดยไม่ใส่ใจกับความเป็นปฏิปักษ์ของคนในงานเลยสักนิด จากนั้นนางก็ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางใจเย็น

แม้ว่าคนเหล่านี้จะเกลียดหญิงสาว แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่จ้องมอง ซึ่งนั่นไม่ได้ส่งผลให้นางรู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ดังนั้นนางจึงไม่ได้สนใจคนพวกนี้สักเท่าไหร่

ในขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ ทันใดนั้นก็มีสตรีร่างบอบบางปรากฏอยู่ที่หน้าทางเข้าอุทยาน แล้วผู้คนในงานต่างก็หันไปมองสตรีนางนั้น

หญิงสาวผู้มาใหม่สวมกระโปรงสีเหลืองอ่อนและถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งสีม่วงอ่อนอีกชั้น ผ้าคลุมไหล่สีเดียวกันกับกระโปรง รวมถึงสร้อยคอสีเงินได้ขับให้ผิวของนางดูขาวเปล่งปลั่งขึ้น

มวยผมที่ถูกเกล้าขึ้นประดับประดาด้วยดอกไม้หลากหลายสลับกับเครื่องประดับผมสีม่วงใส และเครื่องประดับหน้าผากที่เข้าคู่กันกับต่างหูสีม่วงนั้นเสริมให้เจ้าตัวเปรียบดั่งเทพธิดาผู้สูงส่ง

เมื่อเฟิ่งมู่ชิงเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะเยาะในใจไม่ได้ ดูเหมือนว่าเฟิ่งเทียนหลิงจะลงทุนกับเฟิ่งหวานหว่านไปมาก

ตอนนั้นหญิงเลวผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสแถมยังถูกโบยอีก 30 ไม้ แต่ตอนนี้นางกลับยังมีชีวิตอยู่และยังดูสบายดีมากอีกด้วย เป็นอย่างที่หญิงสาวคาดไว้จริง ๆ เป็นเพราะอีกฝ่ายคือบุตรสาวคนสำคัญของจวนมหาเสนาบดี

ขณะนี้เฟิ่งหวานหว่านมีรอยยิ้มบนใบหน้าซึ่งแสดงออกถึงความสูงศักดิ์และสง่างาม พอนางชายตามองดูท่าทางประหลาดใจของเหล่าแขกในงาน มันก็ทำให้นางรู้สึกภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างมาก

แต่ในชั่วขณะหนึ่ง สตรีผู้สวมใส่ชุดสีม่วงอ่อนเหลือบไปเห็นเฟิ่งมู่ชิงที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็แข็งทื่อพร้อมกับความอาฆาตพยาบาทที่ฉายในแววตา

เฟิ่งมู่ชิง!

ถ้าไม่ใช่เพราะหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ นางจะต้องทนทุกข์ทรมานมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร!

แต่เพียงชั่วครู่เฟิ่งหวานหว่านก็สงบลง และในชั่วพริบตานางก็กลายร่างเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์คนเดิมอีกครั้ง

นี่คืองานเลี้ยงวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์ฮองเฮา ดังนั้นนางจะต้องทำทุกอย่างให้ดี โดยเฉพาะการได้รับความโปรดปรานจากพระนาง ซึ่งนี่จะช่วยให้ตนเองแต่งงานเข้าไปในจวนหนิงอ๋องได้อย่างราบรื่น

แม้ว่านางจะรู้ว่าเฟิ่งมู่ชิงไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงของมหาเสนาบดีเฟิ่งผู้เป็นบิดาของนาง แต่แน่นอนว่าเขาจะไม่มีวันเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวในครอบครัวเช่นนี้ต่อหน้าสาธารณชนเป็นแน่

ตราบใดที่เฟิ่งมู่ชิงยังคงอยู่ในตำแหน่งพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ นางก็เป็นเพียงผู้หญิงที่แต่งงานแล้วคนหนึ่ง และไม่มีทางที่ผู้หญิงอัปลักษณ์คนนี้จะสามารถแต่งงานกับซือคงหรูหลางได้อีกต่อไป

เมื่อเฟิ่งหวานหว่านคิดได้เช่นนี้ นางก็หายใจเข้าลึก ๆ แล้วจึงเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายช้า ๆ อาจเป็นเพราะว่าคุณหนูรองตระกูลเฟิ่งมีชื่อเสียงในแวดวงชนชั้นสูงของเมืองหลวง ผู้คนมากมายเลยให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของนาง

บัดนี้สตรีที่งดงามทั้งสองเผชิญหน้ากันเงียบ ๆ และด้วยรูปร่าง อีกทั้งความสูงของคนทั้งคู่ก็ทำให้เหล่าคนในงานอดที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้

ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าเฟิ่งหวานหว่านนั้นมีรัศมีที่สง่างามราวกับเทพธิดา แต่เมื่อนางยืนคู่กับเฟิ่งมู่ชิง กลับกลายเป็นว่านางดูด้อยลงไปทันตาเห็น

ให้ตายเถอะ สตรีนางนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในฐานะหญิงสาวแสนอัปลักษณ์หรอกหรือ? เหตุใดรัศมีของนางถึงกลบเฟิ่งหวานหว่านไปจนมิด?

ขณะนี้ความคิดของเหล่าแขกในงานต่างสับสนกันอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีคนหนึ่งที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ คนกลุ่มนั้นจึงส่งสายตารังเกียจไปยังเฟิ่งมู่ชิง

“พี่สาว” เฟิ่งหวานหว่านเอ่ยเรียกคนตรงหน้าเสียงเบา

ในเวลาเดียวกัน สายตาของแขกเหรื่อกำลังจ้องสลับไปมาระหว่างสตรีทั้งสอง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องที่คุณหนูรองเฟิ่งสวมรอยแต่งงานแทนผู้เป็นพี่จนเป็นที่เล่าลือไปทั่วเมืองหลวง อีกทั้งในตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมีอะไรสนุก ๆ ให้ผู้คนได้รับชม ดังนั้นทุกคนจึงจ้องมองสถานการณ์ตรงหน้าแบบตาไม่กะพริบ

“ดูเหมือนว่าคุณหนูรองตระกูลเฟิ่งจะมีความจำที่สั้นมาก ข้าเป็นถึงพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ หากเจ้าอยากจะตีเสมอข้า มันก็ขึ้นอยู่กับว่าข้ายินยอมหรือไม่” เฟิ่งมู่ชิงมองสตรีผู้หญิงตรงหน้าพร้อมกับหมุนถ้วยชาในมือพลางพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

เมื่อคนในงานได้ยินในสิ่งที่พระชายาผู้สำเร็จราชการฯ พูด ทุกคนต่างก็ส่งเสียงอุทาน พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะเป็นคนที่ตรงไปตรงมา อีกทั้งยังไม่คิดจะไว้หน้าเฟิ่งหวานหว่านกับมหาเสนาบดีเฟิ่งเช่นนี้

แต่หลังจากพวกเขาครุ่นคิดเรื่องราวให้ดีแล้ว ก่อนหน้านี้คุณหนูรองเฟิ่งเกือบจะปล้นสามีของพี่สาวไป ดังนั้นทั้งคู่จึงอยู่ในฐานะที่เป็นศัตรูกัน

แม้แต่ต่อหน้าผู้คน พี่น้องทั้งสองก็ยังคงทะเลาะกันได้ นี่มันบทละครน้ำเน่าตามตลาดชัด ๆ

“พี่สาว ทำไมท่านถึงพูดเช่นนี้ หวานหว่านเพียงแค่เห็นท่านจึงตั้งใจมาทักทายก็เท่านั้น” ขอบตาของเฟิ่งหวานหว่านแดงก่ำ พร้อมกับที่นางมีทีท่าราวกับว่ากำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

ปึง!—

เฟิ่งมู่ชิงที่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็กระแทกถ้วยชาในมือของนางลงทันทีทำให้เสียงกระทบของถ้วยชาดังขึ้น

การแสดงออกของหญิงสาวในเวลานี้เย็นชาดุจดั่งน้ำแข็ง นางหรี่ตามองคนตรงหน้าก่อนจะพูดเสียงเย็นว่า “คุณหนูรองเฟิ่ง โปรดเรียกข้าว่าพระชายา”

“พี่สาว… ไม่สิ พระชายา มันเป็นความผิดของหวานหว่านเอง ดังนั้นท่านอย่าได้ขุ่นเคืองกันเลย” เฟิ่งหวานหว่านยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงของนางพร้อมกับร่างกายที่สั่นเทาเหมือนกับว่านางกำลังสะอื้นไห้เงียบ ๆ

ทางด้านหญิงสาวไม่ได้พูดตอบโต้อีกฝ่าย หากแต่มองดูคนเสแสร้งตรงหน้าด้วยสายตารังเกียจ ซึ่งท่าทางของนางส่งผลให้เกิดความอึดอัดไปทั่วบริเวณ

แม้ว่าทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้จะดูถูกพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ เพียงใด แต่ก็ไม่มีใครในศาลากล้าพูดขึ้นมาเลยสักคน เพราะพวกเขาล้วนไม่ต้องการมีเรื่องกับชายผู้โหดเหี้ยมราวกับปีศาจผู้นั้น

หากสังเกตดี ๆ จากการที่หญิงอัปลักษณ์ผู้นี้สามารถเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองใหญ่ในวันนี้ได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้สำเร็จราชการฯ โปรดปรานนางมากเพียงใด

แต่ทว่าเมื่อกลุ่มหญิงชายที่มีพรสวรรค์ได้เห็นสาวสวยหลั่งน้ำตาก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ พวกเขาจึงมองเฟิ่งมู่ชิงด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

เป็นพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ แล้วอย่างไร? พระชายาผู้สำเร็จราชการฯ สามารถกลั่นแกล้งผู้อื่นได้ตามใจชอบงั้นหรือ?

เมื่อเฟิ่งมู่ชิงสัมผัสได้ถึงการจ้องมองที่จงเกลียดจงชังอย่างชัดเจน นางก็พ่นลมออกมาพร้อมกับทำหน้าเย็นชา

ส่วนเฟิ่งหวานหว่านก็ยังคงทำตัวเหมือนเดิม นางคุ้นเคยกับการใช้น้ำตาแสดงความอ่อนแอเพื่อให้คนอื่นออกหน้าแทนนาง อีกทั้งยังทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ในคราวเดียวกัน แต่น่าเสียดาย เพราะว่าคนที่นางต้องเผชิญในครั้งนี้คือเฟิ่งมู่ชิง

ครั้นพอหนุ่มสาวผู้มีพรสวรรค์เหล่านั้นต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเฟิ่งหวานหว่าน กลับมีเสียงตะโกนดังขึ้นขัดจังหวะพวกเขาเสียก่อน “ฮ่องเต้เสด็จ! ฮองเฮาเสด็จ! ผู้สำเร็จราชการฯ เสด็จ! หนิงอ๋องเสด็จ!”

เสียงบุรุษที่สูงแหลมดังบาดแก้วหูทำให้เฟิ่งมู่ชิงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด

“ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมฮองเฮา ถวายบังคมผู้สำเร็จราชการฯ ถวายบังคมหนิงอ๋อง” ทุกคนในงานต่างลุกขึ้นก่อนจะโค้งตัวต่ำพร้อมกับเปล่งเสียงถวายความเคารพขึ้นพร้อมกัน

“พวกท่านลุกขึ้นเถิด ทำตัวตามสบาย” เมื่อเสียงอันทรงพลังดังขึ้น ทุกคนก็ยืดตัวตรงก่อนจะกลับไปนั่งประจำที่ของตน

ในขณะเดียวกัน โม่อิ๋งก็ผลักรถเข็นของจวินหรูเย่ไปหยุดอยู่ข้าง ๆ เฟิ่งมู่ชิง จากนั้นชายหนุ่มผู้เป็นสามีจึงมองภรรยาสาวของตนด้วยสายตาเป็นห่วงก่อนจะถามขึ้นว่า “เจ้าสบายดีหรือไม่?”

“ข้าไม่เป็นไร” เฟิ่งมู่ชิงตอบพลางยิ้มน้อย ๆ

เวลาเดียวกันนั้น ฮองเฮาที่มองไปรอบ ๆ ก็หันไปเห็นสตรีในชุดสีแดงเพลิง เป็นผลให้ใบหน้าของพระนางขึ้นสีด้วยความโกรธก่อนจะตวาดออกมาเสียงดัง “บังอาจนัก! พระชายาผู้สำเร็จราชการฯ กล้าหยามเกียรติเราถึงเพียงนี้! นางจะต้องถูกลงโทษ!”

สิ้นเสียงแผดสูง แขกในงานต่างก็ตื่นตระหนกเพราะพวกเขาไม่คาดคิดว่าผู้เป็นมารดาของแผ่นดินจะมีปฏิกิริยาต่อพระชายาผู้สำเร็จราชการฯ แบบนี้ นางเดือดดาลก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มด้วยซ้ำ

ทุกคนจึงมองไปยังเฟิ่งมู่ชิงอย่างระมัดระวัง ก่อนที่พวกเขาจะเห็นว่าคู่สามีภรรยาแห่งจวนผู้สำเร็จราชการฯ ต่างมีสีหน้าที่ไม่แยแสต่อสิ่งใด

“ฮองเฮาทรงกล่าวหนักเกินไปแล้ว หม่อมฉันทำสิ่งใดผิดหรือเพคะ?” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้มพลางมองฮองเฮาของเป่ยอี้ด้วยสีหน้าไร้เดียงสา

“เจ้ากล้าหยามเกียรติเราด้วยการใส่ชุดสีแดงในวันเกิดของเราเช่นนั้นหรือ!?” ฮองเฮาตวาดอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด และเมื่อพระนางนึกถึงพฤติกรรมที่อาจหาญของเฟิ่งมู่ชิงที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ก่อนหน้านี้ มันก็ยิ่งทำให้พระนางโกรธมากยิ่งขึ้น

เมื่อเฟิ่งมู่ชิงเห็นท่าทางโมโหโทโสของอีกคนก็นึกเย้ยหยันในใจก่อนจะตอบสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

“เป็นเพราะว่าวันนี้เป็นงานเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาขององค์ฮองเฮา และสีแดงก็แสดงให้เห็นถึงความรื่นเริง ดังนั้นการที่หม่อมฉันใส่ชุดสีแดงก็เพื่อเฉลิมฉลองให้กับฮองเฮาอย่างไรล่ะเพคะ”

“นี่เจ้า…” คำพูดของหญิงสาวเป็นผลให้มารดาของแผ่นดินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ในตอนนี้พระนางรู้สึกอึดอัดราวกับมีไฟสุมทรวง

เนื่องจากสตรีหยาบช้าผู้นี้บอกว่านางกำลังเฉลิมฉลองให้กับตนเอง ดังนั้นฮองเฮาจึงไม่สามารถทำอะไรกับนางได้ แล้วการปะทะกันด้วยวาจาในคราวนี้เฟิ่งมู่ชิงก็เป็นฝ่ายชนะไปแบบขาดลอย

ทางด้านซือคงหรูหลางซึ่งนั่งถัดจากผู้เป็นมารดาของเป่ยอี้ก็จ้องตรงไปยังสตรีในชุดสีแดงเพลิงอย่างตั้งใจ ในขณะที่ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจ

เป็นเพราะเฟิ่งมู่ชิงในวันนี้มีความเปล่งประกายมาก จึงทำให้รูปโฉมของนางสลักลึกเข้าไปในหัวใจของหนิงอ๋อง เขารู้สึกว่ารูปลักษณ์ของนางในตอนนี้ช่างดูมีเสน่ห์เหลือเกิน

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: งานเลี้ยงยังไม่เริ่มเลยก็โดนหาเรื่องซะแล้ว

จบบทที่ บทที่ 22: ขึ้นอยู่กับว่าข้ายินยอมหรือไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว