เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: เขาจำพระชายาของเขาไม่ได้จริง ๆ งั้นหรือ?

บทที่ 2: เขาจำพระชายาของเขาไม่ได้จริง ๆ งั้นหรือ?

บทที่ 2: เขาจำพระชายาของเขาไม่ได้จริง ๆ งั้นหรือ?


เมื่ออวี้ชิงเฟิงสังเกตเห็นท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าของเฟิ่งมู่ชิง เขาจึงพูดขึ้นว่า

“ยังอีกไกลกว่าจะถึงเมืองหลวง คุณหนูใหญ่เฟิ่งสามารถพักผ่อนได้สักพัก”

หญิงสาวที่ได้ยินดังนั้นก็เปิดม่านหน้าต่างรถพลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนจะถามกลับว่า “อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึง?”

หวังว่าจะทันเวลานะ

“ประมาณ 2 เค่อ*” ชายหนุ่มตอบ

*1 เค่อ = 15 นาที

เฟิ่งมู่ชิงพยักหน้ารับก่อนจะเอนตัวพิงผนังแล้วหลับตาลงเพื่อแยกแยะความทรงจำที่วุ่นวายในหัวของนาง

สถานที่ที่นางอยู่ ณ ตอนนี้เรียกว่า ‘ดินแดนซิงหยุน’ โดยมีแคว้นเป่ยอี้เป็นเมืองศูนย์กลาง และมีแคว้นอื่น ๆ อีกมากมายอยู่ล้อมรอบ

ในวัยเด็กของผู้คนที่นี่จะใช้หินทดสอบพลังวิญญาณในการทดสอบรากวิญญาณของพวกเขาเพื่อเฟ้นหาเด็กที่มีความสามารถจากแต่ละครอบครัว จากนั้นจึงส่งพวกเขาไปยังสำนักศึกษาต่าง ๆ

รากวิญญาณในโลกนี้แบ่งออกเป็น 5 ธาตุ ได้แก่ โลหะ, ไม้, น้ำ, ไฟ และดิน นอกจากนี้ยังแบ่งระดับพลังออกเป็นขอบเขตกลั่นลมปราณ, ขอบเขตสร้างรากฐาน, ขอบเขตสร้างแก่นพลังทองคำ, ขอบเขตก่อกำเนิด, ขอบเขตผันวิญญาณ, ขอบเขตคืนสู่ความว่างเปล่า และสุดท้ายคือขอบเขตมหายาน ซึ่งแต่ละขอบเขตก็แบ่งออกเป็นอีก 7 ขั้น

ความหนาแน่นของพลังวิญญาณที่นี่ค่อนข้างสูง แม้ว่ามันจะไม่ดีเท่ากับโลกที่นางจากมา แต่สำหรับโลกนี้ที่ยังไม่มีผู้มีพลังที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผันวิญญาณก็ถือว่าไม่ได้แย่นัก

และด้วยเหตุผลบางประการทำให้ที่แห่งนี้มีผู้มีพลังเพียงไม่กี่คนที่สามารถไปถึงขอบเขตก่อกำเนิดได้ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงขอบเขตผันวิญญาณเลย

เรื่องราวชีวิตของเจ้าของร่างเดิมนั้นไม่ได้ราบรื่นดังเช่นคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไป และในความทรงจำของร่างเดิมมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

ดูเหมือนว่าข้าจะต้องหาคนมาสอบถามเรื่องนี้ให้กระจ่างเสียแล้ว

เมื่อคิดว่าในชีวิตก่อนนางยังสามารถก้าวขึ้นเป็นเซียนอันดับต้น ๆ ของสวรรค์ชั้นฟ้าได้ ตอนนี้นางก็แค่ต้องกลับมาฝึกฝนอย่างหนักอีกครั้ง

เวลาต่อมา หญิงสาวลองใช้พลังวิญญาณตรวจสอบเส้นลมปราณของร่างนี้ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น

ในความทรงจำตอนที่ร่างเดิมทดสอบรากวิญญาณนั้น นางพบว่าตัวเองไม่มีรากวิญญาณจึงไม่สามารถฝึกฝนเหมือนกับเด็กคนอื่นได้ แต่ตอนนี้เฟิ่งมู่ชิงกลับรู้สึกถึงมวลก้อนเล็ก ๆ สีขาวในร่างกาย

นี่คือ?...

จากนั้นหญิงสาวจึงใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางวางลงบนจุดชีพจรเพื่อตรวจดูร่างกายของตนเงียบ ๆ

นี่มันอาการของคนถูกวางยาพิษชัด ๆ

แถมพิษยังอยู่ในร่างกายมาเกือบ 10 ปี!

ความจริงที่ปรากฏทำให้เฟิ่งมู่ชิงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า ร่างเดิมเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ด้วยซ้ำ แล้วใครกันที่ทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ได้ลงคอ!

ในขณะที่หญิงสาวกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด อวี้ชิงเฟิงที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามก็แอบมองสำรวจนางลับ ๆ

เห็นทีวันนี้ในจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจะมีเรื่องตื่นเต้นมากมาย แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นแค่เพียงตัวประกันต่างแคว้น ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเข้าร่วมความสนุกได้อย่างเปิดเผย

ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าเฟิ่งมู่ชิงเป็นเพียงคนไร้ค่า แต่จากที่ชายหนุ่มสังเกตเห็นในวันนี้ ดูเหมือนว่าชื่อเสียงเหล่านั้นมิคู่ควรกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

หลังจากนี้เมืองหลวงอาจจะไม่สงบอีกต่อไป

เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เสียงอึกทึกครึกโครมก็บอกให้รู้ว่ารถม้าได้เดินทางเข้าสู่เขตเมืองหลวงแล้ว ซึ่งมันปลุกให้เฟิ่งมู่ชิงที่หลับตาอยู่ลืมตาขึ้น นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดกับชายหนุ่มเจ้าของรถม้าด้วยน้ำเสียงมีชีวิตชีวาว่า

“ท่านช่วยไปส่งข้าที่จวนผู้สำเร็จราชการฯ ได้หรือไม่?”

ร่างเดิมของนางไม่รู้ว่าจวนผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอยู่ที่ไหน ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากชายตรงหน้าเท่านั้น เพราะยามนี้นางกำลังแข่งกับเวลา ครั้นจะให้ตามหาเองก็อาจจะไม่ทันกาล

อวี้ชิงเฟิงไม่ได้แปลกใจกับคำขอร้องของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปส่งเสียงบอกบ่าวรับใช้ที่กำลังบังคับรถม้าทันที “ไปที่ถนนตะวันออก”

ประตูบานสูงใหญ่ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีแดงบอกเล่าถึงงานมงคลที่กำลังจัดขึ้น แม้แต่รูปปั้นสิงโตหินคู่บารมีที่ตั้งอยู่ด้านหน้าจวนก็ยังถูกแขวนด้วยดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ 2 ดอก

แขกเหรื่อมากมายที่ถูกเชิญมาร่วมงานมงคลต่างก็ส่งเสียงหัวเราะหัวไห้ซึ่งบ่งบอกถึงความคึกคักของภายในงานได้เป็นอย่างดี

เจ้าพิธีมองดูคู่บ่าวสาวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยความกระตือรือร้น

“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”

“สองคำนับบิดามารดา”

“สามคำนับซึ่งกันและกัน”

“ส่งตั–”

“ช้าก่อน!!”

ในขณะที่พิธีกำลังจะเสร็จสิ้น พลันมีเสียงปริศนาเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

เมื่อทุกคนหันไปมองตามเสียงก็พบว่ามีสตรีที่อยู่ในชุดแต่งงานสีแดงเพลิงยืนอยู่หน้าประตู ประกอบกับผมเผ้าที่ดูยุ่งเหยิงทำให้สภาพของนางดูน่าขายหน้า

พอเหล่าแขกในงานเห็นสภาพของผู้มาใหม่ พวกเขาต่างก็ส่งเสียงเซ็งแซ่

คนบ้าคนนี้เป็นใครกันถึงได้กล้าบุกเข้ามาในจวนผู้สำเร็จราชการฯ แถมยังกล้ามาขัดขวางพิธีสมรสอีก

ผู้มาเยือนที่เหล่าแขกกำลังพูดถึงไม่ใช่ใครอื่น นางคือเฟิ่งมู่ชิงที่รีบร้อนวิ่งเข้ามาในงานนั่นเอง

โชคดีที่ข้ามาทัน!

หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ในตอนนั้นเอง เจ้าบ่าวที่กำลังเข้าพิธีก็เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู โดยที่เครื่องประดับผมบนหัวของนางขาดหายไปด้วยเหตุผลบางประการ แม้ว่าตอนนี้นางจะอยู่ในสภาพน่าสังเวชเพียงใด แต่ดวงตาที่สดใสคู่นั้นกลับดึงดูดใจเขาเป็นพิเศษ

ถัดมา เฟิ่งมู่ชิงก้าวเข้าไปหาผู้เป็นเจ้าบ่าวด้วยท่าทางสง่างาม

ชายที่อยู่เบื้องหน้าของนางมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาราวกับสวรรค์ปั้นแต่ง ดวงตาเฟิ่งหวงที่เรียวยาวเมื่ออยู่ภายใต้คิ้วดาบได้รูปยิ่งทำให้เขาดูเย็นชาและน่าเกรงขาม ประกอบกับจมูกและริมฝีปากก็มีสัดส่วนที่พอเหมาะรับกับใบหน้าคมคายได้เป็นอย่างดี

แม้ว่ายามนี้ชายหนุ่มจะอยู่ในชุดแต่งงานสีแดงแต่ก็ไม่สามารถซ่อนรัศมีแห่งความองอาจและความเย่อหยิ่งในตัวของเขาได้ มีเพียงขาที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหากับรถเข็นสีเข้มเท่านั้นที่อาจจะมองแล้วขัดตาไปบ้าง

“เจ้าโจรชั่ว! กล้าดียังไงถึงบุกเข้ามาในจวนผู้สำเร็จราชการฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต ยอมให้จับตัวเสียดี ๆ !” องครักษ์ของผู้สำเร็จราชการฯ ก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวผู้บุกรุกพร้อมกับแผ่จิตสังหารออกมาอย่างชัดเจน

“เหตุใดผู้สำเร็จราชการแผ่นดินผู้สง่างามจึงจำพระชายาของพระองค์ไม่ได้?”

เฟิ่งมู่ชิงยืนนิ่งไม่ไหวติง นางมองไปยังชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม

ชายคนนี้คือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้มีชื่อเสียง ‘จวินหรูเย่’!

ตราบใดที่นางดึงจวินหรูเย่ผู้ทรงอิทธิพลให้มาอยู่ฝั่งเดียวกันได้ นางก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลอีกต่อไป และในอนาคตไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ย่อมง่ายดายมากขึ้น

แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่มีเวลามากพอที่จะหาวิธีดึงเขาให้มาเป็นคนของข้า

คำพูดของหญิงสาวที่พูดขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้แขกเหรื่อในงานต่างก็ตะลึงงัน สายตาของพวกเขามองสลับไปมาระหว่างจวินหรูเย่กับเฟิ่งมู่ชิง

เกิดอะไรขึ้น!?

นี่ไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังล่วงรู้ความลับสุดยอดอยู่หรอกหรือ?

แล้วแบบนี้ผู้สำเร็จราชการฯ จะฆ่าปิดปากพวกเราหรือไม่?

ทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เต็มอกแต่พวกเขาก็ยังคงมีความกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขากลัวว่าการเดินทางมาร่วมงานมงคลในครั้งนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

เมื่อจวินหรูเย่ได้ยินหญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยท่าทีเฉยชา เขาก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

เดิมทีเขาไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ ทว่าตอนนี้กลับมีคนมาขัดขวางพิธีซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาแอบหวังไว้ในใจอยู่แล้ว

แต่…นางหมายความว่าอย่างไรกันแน่?

จวินหรูเย่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร เขาและหญิงสาวผู้บุกรุกทำเพียงแค่มองหน้ากันเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

“อะแฮ่ม!”

เฟิ่งมู่ชิงที่ถูกอีกฝ่ายจ้องหน้าก็เสมองไปทางอื่นก่อนจะแสร้งทำเป็นกระแอมในลำคอ

“ข้ามีนามว่าเฟิ่งมู่ชิง เป็นบุตรสาวที่ชอบด้วยกฎหมายของมหาเสนาบดีเฟิ่งเทียนหลิง!”

“อะไรนะ!!”

พอแขกในงานได้ยินสิ่งที่หญิงสาวเอ่ย ทุกคนต่างก็อุทานเสียงหลง ก่อนจะมองไปยังเฟิ่งมู่ชิงด้วยสายตาแปลก ๆ

นี่คือขยะไร้ประโยชน์ผู้นั้นงั้นหรือ!?

ที่ผ่านมาข้าเคยได้ยินแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง เพิ่งจะได้เห็นตัวจริงก็วันนี้

ในขณะเดียวกัน หญิงสาวเพิกเฉยต่อสายตาของทุกคน นางมองไปยังสตรีที่สวมผ้าคลุมหน้าสีแดงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จวินหรูเย่ด้วยสายตาประหลาดใจ

หากไม่ใช่เพราะความช่างสังเกตที่ยอดเยี่ยม นางก็คงจะเชื่อว่าสตรีปริศนาที่ปลอมตัวมาเป็นตนเองนั้นมีท่าทีไม่แยแสและไร้ความกังวล

แต่เมื่อมองไปยังมือของหญิงปริศนาที่กำลังจิกทึ้งชุดของตัวเองอยู่นั้น…

“ทำไมเจ้าสาวตัวปลอมที่อยู่ตรงนั้นถึงไม่ถอดผ้าคลุมให้ทุกคนเห็นล่ะ? เพราะท้ายที่สุดแล้วจะมีสักกี่คนที่ขวัญสูงเทียมฟ้ากล้าปลอมตัวเป็นว่าที่พระชายาผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน”

หลังจากเฟิ่งมู่ชิงพูดจบ ทุกคนก็หันไปให้ความสนใจกับเจ้าสาวตัวปลอมที่ยืนอยู่เงียบ ๆ

จากนั้นไม่นานมืออันบอบบางคู่หนึ่งก็ค่อย ๆ ถอดผ้าคลุมสีแดงออกช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใน

โอ้–

เฟิ่งมู่ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายออกมา

ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะเตรียมตัวมาอย่างดี

ใช่สิ ท้ายที่สุดแล้ว งานแต่งงานครั้งนี้เป็นสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ คนพวกนี้จึงไม่สามารถลงมือได้อย่างโจ่งแจ้ง

สตรีที่อยู่ตรงหน้าของเฟิ่งมู่ชิงในขณะนี้มีใบหน้าที่ดูธรรมดามาก แต่เป็นใบหน้าธรรมดาที่ไม่มีใครเคยพบเห็น

เนื่องจากร่างเดิมไม่เคยย่างกรายออกจากจวนสกุลเฟิ่งเลยสักครั้ง และนี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง ดังนั้นในชั่วขณะหนึ่งพวกเขาจึงไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครดี

ทางด้านจวินหรูเย่มองสลับไปมาระหว่างสตรีทั้งสองโดยที่สายตาของเขามองสำรวจพวกนางอย่างครุ่นคิด

ทันใดนั้นก็มีลมพัดผ่านโถงที่ทุกคนยืนอยู่ ทำให้เฟิ่งมู่ชิงได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ปลายจมูกของนางขยับเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายด้วยความยินดี หลังจากนั้นหญิงสาวจึงถามตัวปลอมที่อยู่ตรงหน้าว่า

“เจ้ามีอะไรอยากจะพูดหรือไม่?”

เมื่อหญิงสาวปริศนาผู้นั้นได้ยินในสิ่งที่เฟิ่งมู่ชิงถาม ดวงตาของนางก็หรี่ลง ก่อนจะส่งเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ

“แม่นางน้อยผู้นี้… ทำไมเจ้าต้องมาสร้างความวุ่นวายในงานสมรสของข้าด้วย?”

น้ำเสียงสั่นเครือทำให้ผู้คนที่ได้ยินเจ็บแปลบในหัวใจ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอนเอียงไปทางเจ้าสาวปริศนาผู้นั้น

ถึงแม้ว่าหน้าตาของนางจะดูธรรมดา แต่ท่าทางและน้ำเสียงของนางก็ดูสง่างามมาก

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ยอมรับสินะ?”

พอเฟิ่งมู่ชิงพูดจบ นางก็รวบรวมกำลังภายในของตนแล้ววิ่งเข้าไปหาสตรีปริศนาทันที

แขกในงานไม่สามารถมองตามความเร็วของการเคลื่อนไหวนี้ได้เลย พวกเขาเห็นเพียงแค่เงาเลือนรางที่เคลื่อนผ่านสายตาของตนไปเท่านั้น

“อ๊าาา!!”

เสียงกรีดร้องของหญิงปริศนาดังลั่นจนทำให้แก้วหูของทุกคนสั่นสะท้าน

เมื่อกลุ่มคนในงานมองไปยังทิศทางของเสียงกรีดร้อง พวกเขาก็สังเกตเห็นว่าเฟิ่งมู่ชิงกำลังจับไหล่ของสตรีผู้นั้นด้วยมือข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างก็เคลื่อนไหวอยู่บริเวณใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าสาวตัวปลอมก็เผยออกมา

“เฟิ่งหวานหว่าน น้องสาวคนดีของข้า เจ้าพยายามจะขัดพระราชโองการของฝ่าบาทงั้นหรือ?”

เฟิ่งมู่ชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันในขณะที่ถือหน้ากากบาง ๆ เอาไว้ นางปรายตามองไปยังของที่อยู่ในมือตนเองพร้อมกับเม้มฝีปากก่อนจะบ่นออกมาด้วยความขยะแขยง “เจ้าสิ่งนี้ทำออกมาได้แย่มาก”

จากนั้นนางจึงโยนหน้ากากไปทางจวินหรูเย่ที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูละครฉากสำคัญอยู่

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ทุกคนอึ้ง! บุกงานแต่งกันอย่างงี้เลยเหรอออ

จบบทที่ บทที่ 2: เขาจำพระชายาของเขาไม่ได้จริง ๆ งั้นหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว