- หน้าแรก
- ระบบจอมคนแห่งกลียุค
- บทที่ 281 บุกทะลวงสู่ใจกลาง
บทที่ 281 บุกทะลวงสู่ใจกลาง
บทที่ 281 บุกทะลวงสู่ใจกลาง
บทที่ 281 บุกทะลวงสู่ใจกลาง
ทัวป๋าหงเลี่ยได้แต่จ้องมองกองกำลังหลักของศัตรูถอยทัพเข้าสู่หุบเขาได้สำเร็จ ด้วยความตื่นตระหนกและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด
ไฟเล่า?
เหตุใดจึงปล่อยให้เจ้าพวกสุนัขต้าเฉียนหนีไปได้อีก?
หรือว่าน้องรองล้มเหลว?
ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงถาโถมเข้ามาในใจของเขา
“เร่งความเร็ว ไปดูที่ปากทางหุบเขา!”
ทัวป๋าหงเลี่ยแทบจะคำรามออกคำสั่ง
กองทัพใหญ่เคลื่อนพลไปถึงปากทางทิศเหนือของหุบเขาเซี่ยวเฟิง
ในวินาทีต่อมา ทุกคนต่างก็สูดหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ
ศพ...เต็มพื้นไปหมดล้วนเป็นศพ
ม้าศึกนอนล้มระเนระนาด เลือดที่ไหลนองแข็งตัวเป็นสะเก็ดน้ำแข็งสีแดงคล้ำ ลูกธนูปักอยู่บนร่างของศพอย่างหนาแน่น บางดอกถึงกับปักลึกลงไปในดิน
นี่คือ—ร่องรอยของการถูกซุ่มสังหาร
หัวใจของทัวป๋าหงเลี่ยดิ่งวูบลง สายตาของเขาเลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
จากนั้น เขาก็เห็นเสาธงสูงตระหง่านต้นนั้น
เสาธงตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวในตำแหน่งที่เด่นชัดที่สุด ราวกับกำลังรอคอยเขามาอย่างจงใจ
บนยอดเสาธง
ศีรษะหนึ่งถูกสายลมพัดจนไหวไปมาเบาๆ
ร่างของทัวป๋าหงเลี่ยราวกับถูกอสนีบาตฟาด
“น้องรอง?!”
ในวินาทีต่อมา เขาก็พลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว วิ่งโซซัดโซเซเข้าไป
“น้องรอง!!!”
เขากอดเสาธงไว้แน่น เงยหน้าขึ้นคำราม เสียงโหยหวนจนผิดเพี้ยน เสียงร้องไห้ดังก้องไปทั่วหุบเขา
“น้องรอง...เจ้าตายอย่างน่าอนาถ...น่าอนาถนัก!!!”
เหล่าแม่ทัพนายกองและทหารที่อยู่โดยรอบต่างก็แข็งทื่ออยู่กับที่
ไม่มีใครกล้าพูด แม้แต่หายใจแรงๆ ก็ยังไม่มีใครกล้า เกรงว่าจะไปกระตุ้นโทสะของทัวป๋าหงเลี่ยที่กำลังโศกเศร้าอยู่โดยไม่ตั้งใจ...
ชั่วครู่ต่อมา
เสียงร้องไห้ของทัวป๋าหงเลี่ยก็ค่อยๆ หยุดลง
เขาเงยหน้าขึ้น ใช้มือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างแรง น้ำเสียงกลับกลายเป็นต่ำและเย็นเยียบ
“น้องรอง เจ้าวางใจเถิด ข้าจะแก้แค้นให้เจ้าอย่างแน่นอน”
“เฉินอวี่ ผังเฟยเยียน แล้วก็...เจียงเฉิน ทุกคนต้องตาย!”
ในขณะนั้น รองแม่ทัพคนหนึ่งก็กัดฟันเดินเข้ามาข้างหน้า ถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านแม่ทัพ...แล้วเฉินอวี่กับผังเฟยเยียนก็ถอยกลับไปทางใต้ของหุบเขาอีกแล้ว พวกเรา...จะทำอย่างไรต่อไปขอรับ?”
มีคนพูดอย่างลังเลว่า “ใช่ขอรับ...สองครั้งก่อนก็ไล่ตามมาถึงที่นี่แล้วก็หยุด ครั้งนี้...ยังจะไม่ไล่ตามอีกหรือขอรับ?”
ทัวป๋าหงเลี่ยยืนอยู่ที่ปากทางหุบเขา คิ้วขมวดเป็นปม
เพื่อความรอบคอบ ครั้งนี้ก็ยังไม่ไล่ตาม
จนถึงตอนนี้ คนที่สำคัญที่สุดก็ยังไม่ปรากฏตัว
เจียงเฉิน
ชื่อนี้ราวกับหนามแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ในใจของเขา
เมื่อไม่เห็นเจียงเฉิน ก็หมายความว่าทุกอย่างอาจจะเป็นกับดัก
การซุ่มโจมตี กับดัก แผนซ้อนแผน...เขาก็จำต้องระวัง
ในขณะนั้น พลสอดแนมคนหนึ่งก็ควบม้าเร็วเข้ามา พลิกตัวลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างเดียว
“รายงาน! สืบพบข่าวของเจียงเฉินแล้วขอรับ!”
สายตาของทัวป๋าหงเลี่ยคมกริบขึ้นมา “ว่ามา!”
พลสอดแนมหายใจหอบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เจียงเฉินไม่ได้อยู่ในกองทัพจริงๆ ขอรับ! เขาออกจากชิงโจวไปแล้ว เดินทางลงใต้กลับเมืองหลวงเพื่อรับรางวัล! ฮ่องเต้แต่งตั้งเขาเป็น...เซียวหย่งโหว!”
ทัวป๋าหงเลี่ยหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย
เซียวหย่งโหว แต่งตั้งเป็นโหว!
เขาย่อมเข้าใจดีว่านี่หมายความว่าอย่างไร
นี่ไม่ใช่การประทานรางวัลเป็นเงินทองหรือเพิ่มตำแหน่งขุนนางที่จะเทียบได้
นี่คือจุดสูงสุดของขุนพลต้าเฉียน เป็นเกียรติยศที่สามารถจารึกไว้ในพงศาวดารตระกูลเพื่อให้ลูกหลานได้เซ่นไหว้บูชา
มิน่าเล่า
มิน่าเล่าที่การรบหลายครั้งนี้ ไม่เห็นเจียงเฉินปรากฏตัวเลย
ไม่ใช่เพราะซ่อนตัวเพื่อวางแผนซุ่มโจมตี แต่เป็นเพราะไม่อยู่จริงๆ
หากเป็นรางวัลอย่างอื่น เจียงเฉินอาจจะปฏิเสธหรือยืดเวลาออกไป
แต่เรื่องการแต่งตั้งเป็นโหวสำคัญเกินไป
การกลับเมืองหลวงเพื่อรับรางวัล เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างแน่นอน
มุมปากของทัวป๋าหงเลี่ยเผยรอยยิ้มเย็นชา
“ในเมื่อเจียงเฉินไม่อยู่...เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรอบคอบจนเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเราเกรงกลัวไม่กล้าลงมือ ก็เพราะกลัวว่าเจียงเฉินจะคอยจับตาดูอยู่ในที่มืด”
“แต่ตอนนี้ มีเพียงเฉินอวี่และผังเฟยเยียน เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวลหน้าพะวงหลังอีกต่อไปแล้ว”
เขายกมือขึ้นฉับพลัน เสียงเด็ดขาด
“ไล่ตาม! ทั้งกองทัพไล่ตามต่อไป!”
เหล่าแม่ทัพนายกองคนอื่นๆ ก็รอไม่ไหวแล้วเช่นกัน
เมื่อวานถูกเฉินอวี่ปั่นหัวถึงสองครั้ง ทุกคนต่างก็อัดอั้นอยู่ในใจ
ตอนนี้ในที่สุดก็สามารถบุกเข้าไปได้แล้ว ทุกคนจึงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและจิตสังหาร
กองทัพใหญ่ซยงหนูเคลื่อนพลต่อไปอย่างยิ่งใหญ่ ผ่านหุบเขาเซี่ยวเฟิง
ก็ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่มีการซุ่มโจมตี ไม่มีกับดัก
ไม่มีแผนซ้อนแผนใดๆ ทั้งสิ้น
ปลอดภัยตลอดทาง
ปลอดภัยเสียจนทัวป๋าหงเลี่ยถึงกับรู้สึกโกรธปนอับอาย
เมื่อวานตนเองถูกเฉินอวี่หลอกลวงติดต่อกันถึงสองครั้ง
การรุกและถอยที่เป็นระเบียบเรียบร้อย การถอนทัพอย่างสุขุมเยือกเย็นเหล่านั้น ไม่ใช่เพราะมีกับดักอันน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่เบื้องหลัง
แต่เป็นสงครามจิตวิทยา
เฉินอวี่ผู้นั้น ก็แค่พนันว่ากองทัพใหญ่ซยงหนูไม่กล้าไล่ตาม!
และก็พนันชนะถึงสองครั้ง!
“บัดซบ...”
ทัวป๋าหงเลี่ยทุบหมัดลงบนอานม้า โกรธจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ
“เจ้าเด็กน้อยเฉินอวี่! ข้าจะใช้กะโหลกของเจ้ามาทำเป็นจอกเหล้า!”
แต่ความโกรธก็ส่วนความโกรธ
ตอนนี้ไล่ตามก็ยังไม่สายเกินไป
ผ่านหุบเขาเซี่ยวเฟิงไปแล้ว เฉินอวี่ก็จะไม่มีความได้เปรียบทางภูมิประเทศที่ดีเช่นนี้อีกแล้ว
…………
ในขณะเดียวกัน เฉินอวี่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะหยุดลง
เมื่อวานเขาถอยทัพมาถึงปากทางทิศใต้ของหุบเขา ก็ตั้งค่ายพักแรมอยู่กับที่
ครั้งนี้กลับไม่ได้ตั้งค่าย แต่เลือกที่จะ—ถอยทัพระยะยาวโดยตรง
เดินทางลงใต้ตลอดทาง เตรียมที่จะถอยกลับไปยังด่านชางหลวน
เพียงแค่หุบเขาเซี่ยวเฟิงแห่งเดียว เขาก็ไม่คิดว่าจะสามารถยื้อเวลาได้นานนัก
กลยุทธ์ลวง เล่นสองสามครั้งก็เพียงพอแล้ว
ในเมื่อศัตรูข้ามหุบเขาเซี่ยวเฟิงมาจริงๆ เขาก็จะไม่ฝืนอยู่สู้ตาย เพิ่มความสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
อีกฝ่ายไล่ ตนเองก็หนี
ทัวป๋าหงเลี่ยรบมาถึงตอนนี้ ความโกรธยังไม่จางหาย ขวัญกำลังใจสูงส่ง ย่อมไม่หยุดลงง่ายๆ
เมื่อไล่ตามไปถึงด่านชางหลวน
ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องคุมเชิงกันอีกอย่างน้อยหลายวัน
ถึงตอนนั้น ต่อให้เขาถอยกลับไปยังสันเขาหมาป่าดำ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเจียงเฉินไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
“พี่ใหญ่ ยามนี้...คงจะใกล้ถึงสันเขาหมาป่าดำแล้วกระมัง?”
เฉินอวี่ยนั่งอยู่บนหลังม้า หันกลับไปมองฝุ่นดินที่ตลบอบอวลอยู่ไกลๆ ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น
…………
บริเวณใกล้เคียงสันเขาหมาป่าดำ
ณ สุดปลายขอบทุ่งกว้างที่ทอดยาวสลับกับเนินเขา เงาภูเขาสีดำราวกับอสูรร้ายที่หมอบราบอยู่ เงียบสงบอยู่บนเส้นขอบฟ้า
ในที่สุดเจียงเฉินก็ใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว
นับตั้งแต่จากเมืองดินหินดำมา เขานำกองพันคมดาบเดินทางอย่างไม่หยุดพัก ระหว่างทางยังได้กวาดล้างเผ่าเล็กๆ ที่กระจัดกระจายไปหลายเผ่า
ในจำนวนนั้นถึงกับมีอ๋องของซยงหนูอยู่สององค์ แต่ล้วนเป็นอ๋องเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจที่แท้จริงมากนัก ชื่อว่าจู๋เป้งอ๋องและจู๋บวมอ๋อง
ฟังดูเหมือนจะเก่งกาจ แต่ที่จริงแล้วต่อหน้ากองพันคมดาบก็เป็นเพียงมดปลวกข้างทางที่ถูกเตะตายไปอย่างง่ายดาย
เด็ดขาด เรียบง่าย ไร้ร่องรอย
ในขณะนี้ ทหารม้าสองพันนายของกองพันคมดาบล้วนสวมเสื้อผ้าของทหารรักษาการณ์เมืองดินหินดำ
ชุดเกราะหนัง เสื้อคลุมสักหลาด เกราะไหล่หนังหมาป่า แม้แต่เครื่องม้าก็เปลี่ยนเป็นแบบที่ชาวซยงหนูนิยมใช้
เมื่อมองจากระยะไกล เป็นกลุ่มคนสีดำทะมึน แทบจะไม่แตกต่างจากทหารม้าซยงหนูตัวจริงเลย
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาก็ได้จงใจฝึกฝนท่วงท่าและบารมีของพี่น้อง ให้เหมือนจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เจียงเฉินรั้งม้าศึก หันกลับไปกวาดตามองกองทัพ แล้วถามผู้นำทางสองสามคนว่า
“กองพันคมดาบของข้า เหมือนทหารซยงหนูมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วใช่หรือไม่?”
โม่เหล่าฮั่นเดินเข้ามาข้างหน้า กล่าวชื่นชมอย่างทึ่งๆ ว่า
“ท่านแม่ทัพ เมื่อมองจากไกลๆ ก็ดูเหมือนจริงๆ ขอรับ ขอเพียงไม่เข้าไปใกล้ๆ เพื่อสอบถาม คนธรรมดาทั่วไป แยกไม่ออกอย่างแน่นอน”
ผู้นำทางอีกคนหนึ่งพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง น้ำเสียงแน่วแน่ “ที่สำคัญคือ—ชาวซยงหนูฝันก็ยังคาดไม่ถึง พวกเขาคาดไม่ถึงอย่างแน่นอนว่า กองทัพของต้าเฉียนจะล่วงล้ำเข้ามาถึงสถานที่แห่งนี้”
“ที่นี่ คือดินแดนใจกลางของพวกมัน” ผู้นำทางอีกคนหนึ่งกล่าวต่อ “เมื่อก่อนเวลาทำสงคราม ล้วนเป็นการยื้อกันอยู่ที่ชายแดน อย่างมากก็ล่วงล้ำเข้าไปหนึ่งถึงสองร้อยลี้ จะมีที่ไหนบุกมาถึงสันเขาหมาป่าดำ?”
“พูดอย่างไม่เกรงใจเลย หากมีคนบอกพวกมันล่วงหน้าว่ามีทหารม้าต้าเฉียนสองพันนายบุกมาถึงที่นี่ อย่าว่าแต่ชาวซยงหนูจะไม่เชื่อเลย แม้แต่ชาวต้าเฉียนเองก็ยังไม่เชื่อ”
คำพูดของคนทั้งหลายนี้ ไม่ใช่การประจบสอพลอเพียงอย่างเดียว
พวกเขาพูดความจริงจากมุมมองของชาวซยงหนู
ก็เพราะคาดไม่ถึง ดังนั้นจึงไม่ป้องกัน
เมื่อไม่ป้องกัน ก็หมายความว่า การบุกโจมตีระลอกแรกของกองพันคมดาบ สันเขาหมาป่าดำจะไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย...
เจียงเฉินฟังจบ ก็เพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรมาก
เขาเงยหน้าขึ้น มองไปยังสันเขาหมาป่าดำที่อยู่ไกลออกไป
นั่นคือสถานที่ที่ในปากของชาวซยงหนู เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและชื่อเสียงอันโหดเหี้ยม
ฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของจั่วเสียนอ๋อง รากฐานของทัวป๋าหงเลี่ย...