- หน้าแรก
- ระบบจอมคนแห่งกลียุค
- บทที่ 236 ยอมจำนนเถอะ
บทที่ 236 ยอมจำนนเถอะ
บทที่ 236 ยอมจำนนเถอะ
บทที่ 236 ยอมจำนนเถอะ
ภายในห้องโถงโอ่อ่า ควันธูปยังคงลอยกรุ่น แต่กลับมิอาจกลบเกลื่อนความหวาดผวาที่กัดกินลึกถึงกระดูกได้
ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม ขอบตาดำคล้ำ
หากเป็นยามปกติ สถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องมีการทักทาย หยั่งเชิง และไว้หน้ากัน
ทว่าวันนี้ กลับไม่มีผู้ใดแตะต้องถ้วยชาแม้แต่คนเดียว
ความเงียบงันถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะอันเย็นเยียบ
“เจียงเฉิน! มันเหิมเกริมเกินไปแล้ว!” ประมุขตระกูลจูแห่งเมืองลั่วเสียทุบโต๊ะผาง ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ “ยึดจวน สังหารคน แขวนหัวประจาน... มันคิดจะเป็นศัตรูกับเหล่าตระกูลใหญ่ทั่วหล้าไปจนตายกันไปข้างหนึ่งรึ!”
มีผู้ขานรับทันที “ถูกต้อง! ทั้งเมืองเฟิงกู่ ทั้งเมืองเทียนเซียง ล้วนไม่รอด!”
“กองทัพหานโจวของมันเป็นตัวอะไรกัน? แค่กองกำลังของพวกไพร่ไร้รากเหง้า กล้าดีอย่างไรมาเหยียบย่ำอยู่บนหัวพวกเรา!”
เสียงบริภาษด่าทอดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า อารมณ์เดือดดาลถูกจุดให้ลุกโชน
ราวกับว่าเพียงสาดถ้อยคำด่าทออีกสักสองสามประโยค คมดาบของเจียงเฉินก็จะพลันห่างไกลออกไป
“ข้าว่า...” ผู้อาวุโสตระกูลข่งแห่งเมืองสือหยวนเอ่ยเสียงเย็นชา “สู้กัดฟันต้านทานให้ถึงที่สุด! ระดมเงิน ระดมเสบียง ระดมคน! ต่อให้ตายก็ต้องรักษาเมืองไว้ให้จงได้!”
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
จากนั้น เสียงชราและเหนื่อยล้าเสียงหนึ่งก็ค่อยๆ ดังขึ้น
“รักษาเมืองรึ?”
ผู้เอ่ยวาจาคือประมุขตระกูลโจวแห่งเมืองสือหยวน เขาปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แววตาสงบนิ่งจนน่าหวาดหวั่น “จะเอาสิ่งใดไปรักษา?”
ทุกคนสีหน้าแข็งค้าง
ประมุขตระกูลโจวกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ทหารจากทั่วทุกสารทิศในชิงโจวล้วนถูกมู่หรงหยวนเกณฑ์ไปจนเกือบสิ้นแล้ว บัดนี้ เมืองลั่วเสียและเมืองสือหยวนของพวกเรารวมกันยังมีทหารรักษาการณ์ไม่ถึงหนึ่งหมื่นนายด้วยซ้ำ”
“กำลังพลเพียงเท่านี้... พวกท่านยังคิดว่าจะต้านทานกองทัพหานโจวได้อยู่อีกรึ?”
ไม่มีใครเอ่ยคำใด
ความเกรียงไกรของกองทัพหานโจว พวกเขาได้ยินมาจนหนาหูแล้ว
บุกเมืองรวดเร็วดุจสายฟ้า เคลื่อนทัพองอาจดุจพยัคฆ์ ออกรบราวกับไม่เสียดายชีวิต
นับแต่ที่พวกมันบุกชิงโจวจนถึงบัดนี้ ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนดีด้วยซ้ำ แม้แต่เจิ้นเป่ยอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ยังถูกจับเป็น!
จะเอาอะไรไปสู้กับพวกมัน?
ประมุขตระกูลเสิ่นกล่าวเสริม “ต่อให้พวกเราไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหนุนกองกำลังรักษาเมือง... ผลลัพธ์ก็เป็นได้แค่ทำให้คนของเจียงเฉินล้มตายเพิ่มอีกไม่กี่คน แต่ท้ายที่สุด... เมืองก็ยังคงต้องแตกพ่ายอยู่ดี”
วาจานี้ราวกับน้ำเย็นจัดถังใหญ่ที่สาดซัดลงบนศีรษะของทุกคน
มีคนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมจำนน “ถะ... ถ้าเช่นนั้นให้เหล่าตระกูลใหญ่ของพวกเราร่วมมือกันเล่า? ทั้งลั่วเสีย สือหยวน และเมืองโดยรอบ...”
“ร่วมมือรึ?”
พลันมีเสียงหัวเราะเยาะตนเองดังขึ้น
“เมืองทั้งสองของเราอยู่ห่างไกลกัน ทั้งประชากรยังเบาบาง ดินแดนก็ยากจน”
“ไม่ว่าจะด้วยทรัพย์สินหรือบารมี พวกเราจะไปเทียบกับตระกูลใหญ่แห่งเมืองหย่งอัน เมืองเทียนเซียง และเมืองเฟิงกู่ได้อย่างไร?”
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นเยียบจนน่าอึดอัด
ใครบางคนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กล่าวเสียงแผ่วเบา “พวกเราก็ไม่ได้ไปหาเรื่องเจียงเฉิน แค่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขของพวกเราไม่ได้รึ?”
เพิ่งจะพูดจบ ก็ถูกสายตาหลายคู่จ้องเขม็ง
“เจ้ายังไม่ตื่นอีกรึ? สงบสุขรึ? ตระกูลที่เป็นกลางในเมืองเทียนเซียงนั่นปะไร ถูกริบทรัพย์สินไปถึงเก้าส่วน!”
มีคนกัดฟันกล่าวอีก “เช่นนั้นก็รอราชสำนัก! รอให้ราชสำนักลงโทษเจียงเฉิน!”
ครั้งนี้ แม้แต่จะโต้แย้งก็ยังดูไร้เรี่ยวแรง
“รอรึ? รอจนพวกเราไม่เหลือซากกระมัง” ประมุขตระกูลโจวถอนหายใจแผ่วเบา “กว่าราชโองการจากราชสำนักจะมาถึง เจียงเฉินก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะสังหารพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อีกหลายรอบ”
ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ทั้งด่าทอ ทั้งหยิ่งผยอง แต่ทุกหนทางกลับถูกปิดตายไปทีละเส้นทาง
ต่อต้าน คือตาย
เป็นกลาง คือถูกยึดทรัพย์เก้าส่วน
รอราชสำนัก คือการฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ
เช่นนั้น... ก็เหลือเพียงทางเดียวแล้ว
ทุกคนสบตากัน ในใจต่างก็มีคำตอบ
ประมุขตระกูลจูกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ยอมจำนนเสียเถอะ... ชิงลงมือก่อนที่กองทัพของมันจะมาประชิดกำแพงเมือง เปิดประตูเมืองต้อนรับด้วยตนเอง บางที... ชะตากรรมของพวกเราอาจจะดีกว่านี้ ทหารรักษาการณ์ในเมืองก็หาได้มีใจคิดต่อต้านไม่ ยอมจำนนเสีย... ยอมจำนนน่ะดีแล้ว...”
ประโยคนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดการโต้แย้ง
ตรงกันข้าม มันกลับเหมือนกับการกระชากผ้าผืนสุดท้ายที่ปิดซ่อนความอัปยศในใจของทุกคนออก
หนึ่งคน สองคน สามคน...
ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ พยักหน้า
พวกเขาไม่ยอมแพ้ และยังคงโกรธแค้น
แต่พวกเขากลัวตายมากกว่า
“เช่นนั้น... ก็ยอมจำนนเถอะ”
ในห้องโถงมีเสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้น
…………
ภายในเมืองเทียนเซียง ค่ายใหญ่ของกองทัพหานโจวตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ
เจียงเฉินอยู่ในกระโจมบัญชาการกลาง กำลังมองดูแผนที่พลางหารือกับคนสนิทสองสามคนเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทัพต่อไป ทันใดนั้น นอกกระโจมก็มีเสียงรายงานดังขึ้น
“รายงาน... นอกเมืองมีคณะทูตขอเข้าพบ อ้างว่ามาจากเมืองลั่วเสียและเมืองสือหยวนขอรับ”
“คณะทูตรึ?” มุมปากของเจียงเฉินยกขึ้นเล็กน้อย เขาม้วนแผนที่เก็บ “น่าสนใจดี เชิญเข้ามา”
ไม่นานนัก ม่านกระโจมพลันถูกเลิกขึ้น
คนกลุ่มหนึ่งรีบเดินเข้ามา
คนสองคนที่นำหน้ามานั้นสวมเกราะแม่ทัพ แต่กลับจงใจลดทอนอำนาจบารมีของตนลง หลังค่อมเล็กน้อย เมื่อก้าวเข้ามาในกระโจมก็หยุดชะงักและทำความเคารพอย่างทหารในทันที
“แม่ทัพรักษาการณ์เมืองลั่วเสีย โจวซู่ คารวะท่านแม่ทัพเจียง!”
“แม่ทัพรักษาการณ์เมืองสือหยวน หานเสี้ยว คารวะท่านแม่ทัพเจียง!”
น้ำเสียงดังกังวาน แต่แฝงไปด้วยความระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด
เบื้องหลังพวกเขายังมีชายวัยกลางคนในอาภรณ์หรูหราอีกสองสามคน ซึ่งก้มศีรษะลงต่ำแทบจะทันทีที่ก้าวเข้ามา
“พวกข้า... เป็นตัวแทนของตระกูลใหญ่ทั้งสองเมือง คารวะท่านแม่ทัพเจียง”
เจียงเฉินกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง โบกมือ “นั่งกันเถอะ”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ!” หลายคนรีบตอบรับ แต่กล้านั่งเพียงแค่ขอบเก้าอี้
เจียงเฉินเอ่ยเรียบๆ “พวกท่านเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ คงมิได้มาเพื่อทักทายข้าเพียงอย่างเดียว ใช่หรือไม่?”
หน้าผากของโจวซู่พลันมีเหงื่อซึมออกมา เขารีบลุกขึ้นยืน
“มิกล้า มิกล้า! พวกข้ามาครั้งนี้ เพื่อแสดงเจตจำนงต่อท่านแม่ทัพโดยเฉพาะ”
หานเสี้ยวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวต่อ “เมืองลั่วเสียและเมืองสือหยวน ยินดี... ที่จะสวามิภักดิ์ต่อท่านแม่ทัพ”
เหล่าแม่ทัพนายกองที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างมีสีหน้าพิกล ในใจพลันบังเกิดความคิด ‘พวกเรายังไปไม่ถึงหน้าประตูเมืองด้วยซ้ำ พวกมันก็ชิงยอมจำนนแล้วรึ?’
เจียงเฉินกลับไม่มีท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย เขาเพียงเอ่ย “โอ้” ออกมาคำหนึ่งอย่างเฉยเมย “จะสวามิภักดิ์อย่างไรเล่า?”
หานเสี้ยวประสานมือกล่าว “พวกข้ายินดีที่จะเปิดประตูเมืองทันที ปลดการป้องกันทั้งหมด เพื่อต้อนรับกองทัพหานโจวเข้าประจำการ ส่วนยุทโธปกรณ์ เสบียง และคลังสมบัติภายในเมืองทั้งหมด จะถูกรวบรวมทำบัญชี เพื่อให้ท่านแม่ทัพจัดการตามแต่เห็นสมควร”
เหล่าตัวแทนตระกูลใหญ่สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริม
“ท่านแม่ทัพเจียง พวกข้าเหล่าตระกูลใหญ่ ก็ยินดีที่จะร่วมมือเช่นกัน แต่ละตระกูลยินดีที่จะบริจาคเงินทองและทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นรางวัลแก่กองทัพ ซ่อมแซมเมือง และดูแลราษฎร”
เจียงเฉินวางถ้วยชาลงช้าๆ สายตาคมปลาบกวาดมองทั่วใบหน้าของคนเหล่านั้น
“กลัวรึ?”
ตัวแทนตระกูลใหญ่หลายคนหน้าซีดเผือด แต่ไม่มีใครปฏิเสธ
เจียงเฉินแย้มยิ้มพลางกล่าว “พวกเจ้า... ก็ถือว่าฉลาดดี”
ทุกคนในคณะทูตโล่งใจ แต่ก็ยังไม่กล้าผ่อนคลายอย่างแท้จริง
เจียงเฉินกล่าวต่อ “ข้าเจียงเฉินเป็นคนบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ เมื่อพวกท่านยอมจำนนโดยสมัครใจ ข้าก็จะไม่ต้อนคนให้จนตรอก มีข้อเรียกร้องเพียงสองข้อ”
“ข้อแรก อำนาจทางการทหารในเมือง ให้กองทัพหานโจวเข้าควบคุม ทหารรักษาการณ์เดิมของพวกท่าน ให้จัดระเบียบใหม่ ณ ที่เดิม ห้ามซ่องสุมกำลังทหารส่วนตัว”
“ข้อสอง ทรัพย์สมบัติของเหล่าตระกูลใหญ่ในเมือง ให้นำออกมาแปดส่วน! ครึ่งหนึ่งของเงินทองจักถูกใช้เป็นเบี้ยหวัดและค่าใช้จ่ายทางการทหาร ส่วนธัญพืชและที่ดินทั้งหมดให้แจกจ่ายแก่ราษฎร”
สิ้นเสียงของเขา ลมหายใจของเหล่าตัวแทนตระกูลใหญ่พลันสะดุด ความรู้สึกภายในใจสับสนซับซ้อนอย่างยิ่งยวด
บอกไม่ถูกว่าควรจะดีใจ หรือควรจะท้อแท้
ที่น่ายินดีคือ การยอมจำนนครั้งนี้ พวกเขาเดินถูกทางแล้วจริงๆ
อย่างน้อยก็ไม่ต้องตาย
อย่างน้อยตระกูลก็ยังอยู่
แต่ที่น่าท้อแท้คือ...
ส่งมอบแปดส่วนรึ? มันมากเกินไป
นั่นคือรากฐานที่บรรพบุรุษสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน เป็นดั่งหัวใจของตระกูลเลยทีเดียว
โจวซู่มีปฏิกิริยาฉับไวที่สุด เขาประสานมือรับคำสั่งทันที “ท่านแม่ทัพช่างปรีชายิ่งนัก! การกระทำนี้ทั้งเป็นการซื้อใจเหล่าทหาร และยังเป็นการปลอบประโลมจิตใจของราษฎร ข้าน้อยเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง!”
หานเสี้ยวก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย “เมืองสือหยวนยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง!”
พูดจบ ทั้งสองก็รีบส่งสายตาให้ตัวแทนตระกูลใหญ่สองสามคน
แววตานั้นสื่อความหมายอย่างชัดเจน ยังจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม? หากไม่รีบแสดงท่าทีตอนนี้ เดี๋ยวมิใช่แค่แปดส่วนแล้ว!
หัวใจของตัวแทนตระกูลใหญ่หลายคนพลันเต้นระรัว พวกเขาตื่นจากภวังค์ทันที
ใช่แล้ว ตนเองไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรเลย
การลังเลมีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเท่านั้น
“...พวกข้า ยินดีที่จะมอบทรัพย์สินแปดส่วน ฟังตามการจัดสรรของท่านแม่ทัพ”
“ยินดีมอบ!”
“น้อมรับคำสั่งของท่านแม่ทัพ! ขอเพียงแค่เมืองสงบสุข ตระกูลอยู่รอด!”
หลายคนรีบขานรับติดต่อกัน ขณะเดียวกันก็พยายามปลอบใจตนเอง
ส่งมอบแปดส่วน... ก็ยังดีกว่าเก้าส่วนตั้งหนึ่งส่วน
อย่างน้อยพวกเราก็ยังเหลือไว้อีกตั้งสองส่วน
พวกที่คิดจะเป็นกลางก่อนหน้านี้มันโชคร้ายกว่าเราอีก เหลือกลับไปแค่ส่วนเดียวเท่านั้น
คิดดูแล้ว สองส่วนก็มากกว่าหนึ่งส่วนตั้งเท่าตัว!
เมื่อครุ่นคิดได้ถึงจุดนี้ ความเจ็บปวดในใจของพวกเขาก็พลันบรรเทาลงอย่างน่าประหลาด...