- หน้าแรก
- ระบบฝึกสัตว์ขั้นเทพ กับคู่หูไซบีเรียน
- บทที่ 12: มาอ่อยเจ้านายของหมาตัวอื่น ช่างไร้ยางอายจริงๆ ฮึ่!
บทที่ 12: มาอ่อยเจ้านายของหมาตัวอื่น ช่างไร้ยางอายจริงๆ ฮึ่!
บทที่ 12: มาอ่อยเจ้านายของหมาตัวอื่น ช่างไร้ยางอายจริงๆ ฮึ่!
บทที่ 12: มาอ่อยเจ้านายของหมาตัวอื่น ช่างไร้ยางอายจริงๆ ฮึ่!
หลี่เหมียนยื่นมือออกไปลูบหัวเถียนเถียน "ไม่ต้องกลัวนะ"
เถียนเถียนรู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก นี่คงเป็นครั้งแรกตั้งแต่กลายมาเป็นสัตว์พันธสัญญาของหลี่เหมียนที่มันได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากเธอเช่นนี้
เถียนเถียนกระดิกหาง จากนั้นก็คลอเคลียกับฝ่ามือของหลี่เหมียน ส่งเสียงครางหงิงๆ แผ่วเบาในลำคอ
"ดูสิ ทำหน้าน้อยใจเชียว" หลี่เหมียนลดเสียงลง โน้มตัวเข้าไปใกล้หูของมันแล้วตบหัวเบาๆ "เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะ"
เถียนเถียนยิ่งครางหงิงๆ ดังกว่าเดิม
หลี่เหมียนปลอบมันอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเห็นว่าเถียนเถียนเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เธอก็ตบเผียะเข้าที่กลางกระหม่อมมันทันที "อย่าได้คืบจะเอาศอก นั่งลง!"
เถียนเถียน: ?
ความรักมันจืดจางหายไปได้จริงๆ สินะ?
หลี่เหมียนเมินเฉยต่อเถียนเถียนที่กำลังหดหู่ และชะเง้อคอมองเฉินเย่ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินแทน
เฉินเย่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน "นักเรียนทุกคน ฟังทางนี้"
"เดี๋ยวครูจะให้สัตว์พันธสัญญาของครูออกมาช่วยเดินตรวจตรา หากระหว่างที่มันกำลังเดินตรวจ พวกเธอยังไม่สามารถทำให้สัตว์พันธสัญญาของตัวเองสงบลงได้ ครูคงต้องขอโทษด้วย แต่ครูคงต้องเชิญพวกเธอลงจากรถ"
"ครูพูดชัดเจนแล้วนะ มีใครจะคัดค้านอะไรไหม"
ทุกคนต่างพากันส่ายหน้า ล้อเล่นหรือไง ภายใต้แรงกดดันขนาดนี้ ใครจะกล้าคัดค้านล่ะ?
หลี่เหมียนเองก็นิ่งเงียบเช่นกัน เธอจ้องมองวงแหวนอัญเชิญที่ปรากฏขึ้นบริเวณปลายเท้าของเฉินเย่ โดยทั่วไปแล้ว ขนาดของวงแหวนอัญเชิญจะสอดคล้องกับขนาดตัวของสัตว์พันธสัญญา
วงแหวนอัญเชิญของเฉินเย่กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของความกว้างขบวนรถ บางส่วนถึงกับล้นจนฉายออกมาไม่หมดด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งแสงสว่างเจิดจ้าของวงแหวนได้
ขณะที่วงแหวนสาดแสงสว่างไปทั่วรถ สัตว์จำพวกสุนัขสีดำสนิทซึ่งมีเปลวเพลิงสีทองลุกโชนอยู่ที่เท้าก็กระโจนออกมา มันมีรอยจันทร์เสี้ยวสีทองบนหน้าผาก ปลายหูมีเปลวไฟสีทองลุกไหม้ และหางของมันก็เรียวยาวราวกับแส้
วินาทีที่เห็นสัตว์พันธสัญญาปรากฏตัว หลี่เหมียนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
"โคตร..."
ทว่าก่อนที่คำว่า 'เท่' จะหลุดออกจากปาก เจ้าหมาที่มีขนสีดำเงางามดุจแพรไหมก็กระแทกหัวเข้ากับเพดานรถอย่างจัง ก่อนจะร่วงตุ้บลงบนเบาะข้างๆ แล้วหน้าคะมำคว่ำลงกับพื้น
หลี่เหมียน "..."
ทุกคน "พรืด"
คนขับรถ "เฉินเย่ แกช่วยอยู่นิ่งๆ หน่อยได้ไหมวะ! ถ้ารถฉันพัง ฉันเอาเรื่องแกแน่!"
เฉินเย่อับอายจนแทบอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองหนีหายไปเสียเดี๋ยวนั้น แต่ในวินาทีนี้ กลับยังมีนักเรียนบางคนแอบหัวเราะอยู่
เขากระแอมไอ
"หัวเราะอะไรกัน"
"ถ้าขืนหัวเราะอีก ครูจะเตะลงจากรถให้หมด!"
ทุกคนหุบปากฉับทันที
ในที่สุดเจ้าหมาดำก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นมานั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ข้างเฉินเย่ ขนสั้นสีดำขลับของมันเงางามราวกับผ้าไหมชั้นดี ดวงตาสีทองเปล่งประกายเยียบเย็น แม้ว่าหูข้างหนึ่งจะพับตกลงมาครึ่งหนึ่ง แต่มันก็ยังดูเท่และสะดุดตาเป็นอย่างมาก
เท่น่ะมันก็เท่อยู่หรอก แต่หลี่เหมียนไม่อาจลบภาพตอนที่มันกระโดดออกมาหัวกระแทกเพดานแล้วหน้าคะมำลงกับพื้นออกจากหัวได้เลย
ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา หมาดำตัวใหญ่จึงยืดอกเชิดหน้าขึ้น พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอวดความหล่อเหลาของเส้นขนทุกตารางนิ้วบนตัวมัน
"เอาล่ะ"
เฉินเย่ปรายตามองหมาดำแล้วแค่นเสียงเย็นชา "ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแกนะ เฮยไจ๋"
หลี่เหมียนแคะหูตัวเอง
เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?
หมาหล่อเท่ขนาดนี้ แต่ดันตั้งชื่อให้ว่าเฮยไจ๋เนี่ยนะ?
เห็นได้ชัดว่าเฮยไจ๋เองก็เกลียดชื่อนี้เหมือนกัน มันหรี่ตามองเฉินเย่ จากนั้นก็ใช้ก้นกระแทกชายหนุ่มจนกระเด็นไปด้านข้าง
"โฮ่ง!"
เฉินเย่ "..."
"พรืด"
มีคนแอบหัวเราะออกมาอีกแล้ว
แต่คราวนี้เฉินเย่ฟื้นตัวจากความอับอายแล้ว เขากลับไปนั่งที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปล่อยให้สัตว์พันธสัญญาตัวสูง 2 เมตรเดินทอดน่องไปตามทางเดินอย่างช้าๆ
ขนาดตัวอันใหญ่โตของมันทำให้ทางเดินแทบจะถูกอุดจนมิด การเดินจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่มันก็ยังพยายามจะก้าวเดินให้สง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทว่าก็มีหลายครั้งที่มันเผลอเดินชนเบาะที่นั่ง และเวลาเลี้ยว มันก็ต้องส่ายก้นกระดุ๊กกระดิ๊กเพื่อขยับไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
หลังจากเดินตรวจตราไปได้สองสามรอบ ในที่สุดก็มีคนอดใจไม่ไหว ยื่นมืออันชั่วร้ายออกไปหามัน
เฮยไจ๋ชะงักไปชั่วครู่
มันหันกลับมามองหลี่เหมียนที่กำลังฉีกยิ้มกว้างให้มัน
"ลูกพี่หมา นายหล่อเท่มากเลยนะเนี่ย!"
หูของเฮยไจ๋กระดิก "บรู๊ว?"
หลี่เหมียนฟังไม่เข้าใจ
แต่ก็ไม่เป็นไร เธอมีล่ามส่วนตัวอยู่ตรงนี้แล้ว
เธอหันไปมองเถียนเถียน
เถียนเถียนพ่นลมหายใจออกจมูก "โฮ่ง"
ข้าไม่แปลให้หรอก
"อาหารกระป๋อง 3 กระป๋อง"
เถียนเถียนกลอกตา "โฮ่ง"
ก็ยังไม่แปลอยู่ดี
"5 กระป๋อง"
ฮึ่
"เฮ้อ เดิมทีฉันกะว่าถ้าแกทำตัวดีๆ จะแถมให้อีกกระป๋องแท้ๆ แต่ตอนนี้..."
หลี่เหมียนถอนหายใจ ทำหน้าตาเจ็บปวดรวดร้าว "แกทำให้ฉันผิดหวังมากเลยนะ"
เถียนเถียนนั่งไม่ติดที่อีกต่อไป
"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง"
5 กระป๋องก็ 5 กระป๋อง ตกลง
หลี่เหมียนลูบหัวมันอย่างพึงพอใจทันที "แปลเร็วเข้า"
เถียนเถียนโดนลูบจนหนังหัวแทบจะหลุด
มันแปลด้วยท่าทางหดหู่ "บรู๊ว โฮ่ง โฮ่ง"
มันบอกว่าคำชมของเจ้าไม่มีประโยชน์หรอก และมันก็ไม่รับสินบนด้วย
หลี่เหมียนเหลือบมองเฮยไจ๋ที่นั่งยองๆ อยู่ใกล้ๆ
"ลูกพี่หมา ฉันไม่ได้จะติดสินบนนายนะ ฉันคิดว่านายหล่อจริงๆ ต่างหาก ขอฉันถ่ายรูปคู่กับนายหน่อยได้ไหม"
เฮยไจ๋กระดิกหาง
"โฮ่ง โฮ่ง"
เถียนเถียนแปล : มันบอกว่าเจ้าตาถึงดี แต่มันไม่ชอบถ่ายรูป เพราะงั้นลืมมันไปซะเถอะ
"น่าเสียดายจัง"
หลี่เหมียนถอนหายใจอย่างแสนเสียดาย "ฉันอยากจะถ่ายไปลงไทม์ไลน์อวดคนที่บ้านสักหน่อย นายหล่อทะลุปรอทจริงๆ นะ เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นหมาตัวไหนหล่อเท่ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต"
เฮยไจ๋ฉีกยิ้มกว้าง "โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง"
เถียนเถียนแปล : มันบอกว่าเจ้าถ่ายรูปได้ เอาเลยสิ
ส่วนประโยคที่ว่า 'เฮ้อ ช่วยไม่ได้ก็คนมันหล่อเกินไปนี่นา ข้าจะยอมฝืนใจตกลงก็แล้วกัน เข้ามาสิ' เถียนเถียนขี้เกียจแปล
มันเพียงแค่กลอกตาใส่เฮยไจ๋
ไร้ยางอาย
มาอ่อยเจ้านายของหมาตัวอื่น ช่างไร้ความเหมาะสมจริงๆ ฮึ่
หลี่เหมียนดึงเฮยไจ๋เข้ามาถ่ายรูปอย่างมีความสุขอยู่นานสองนาน
พอเธอเป็นฝ่ายเริ่ม นักเรียนหลายคนก็พากันเข้ามารุมล้อมเพื่อขอถ่ายรูปบ้าง หลังจากได้รับอนุญาต พวกเขาก็ต่อแถวถ่ายรูปคู่ด้วยกันทีละคน
ขบวนรถที่เคยเงียบสงบกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉินเย่ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามพวกเขา
รถบัสแล่นต่อไปอย่างมั่นคง และความวุ่นวายภายในรถก็ค่อยๆ สงบลงตามกาลเวลาที่ผ่านไป
ภายใต้ความมืดมิดของรัตติกาล รถบัสแล่นไปบนทางหลวงและในไม่ช้าก็กลมกลืนไปกับยานพาหนะคันอื่นๆ
ในขณะเดียวกัน ค้างคาวตัวหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดก็ห้อยหัวลงมาจากเสาไฟฟ้า มันเอียงคอมองดูยานพาหนะที่แล่นผ่านไปมาบนทางด่วน
เมื่อหลี่เหมียนตื่นขึ้นมา เธอก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ทั้งปวดหลังและตะคริวกินขา
เธอเหลือบมองเหยาเฉินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียอยู่ข้างๆ
"โอ๊ย เจ็บ..."
เหยาเฉินนวดคอตัวเอง "นั่งรถแบบนี้ทรมานชะมัด... เฮ้อ"
"อย่างน้อยพวกเราก็มีที่นั่งนะ"
เกาหยวนจื้อที่นั่งอยู่ข้างหน้าลุกขึ้นยืนแล้วหันมาทางเหยาเฉิน "ฉันได้ยินมาว่าบางทีมที่จับสลากได้สัตว์พันธสัญญาประเภทเดียวกันเยอะๆ รถบัสคันเดียวมันยัดไม่พอ พวกเขาต้องเอาเก้าอี้ตัวเล็กๆ มาให้นั่งอัดกันอยู่หลังรถ น่าสงสารชะมัด ไม่มีแม้แต่พนักพิงหลังด้วยซ้ำ"
"สัตว์พันธสัญญาประเภทไหนกันที่มีคนเยอะขนาดนั้น" เหยาเฉินอดไม่ได้ที่จะสงสัย
"ก็พวกสัตว์พันธสัญญาประเภทนกไง"
เกาหยวนจื้อพูดขึ้น "ฉันได้ยินมาว่าปีนี้มีคนไม่น้อยเลยที่เลือกสัตว์ปีกเป็นสัตว์พันธสัญญาตัวแรก"
หลี่เหมียนชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น
จู่ๆ เธอก็นึกถึงพาดหัวข่าวที่เคยเห็นบนอินเทอร์เน็ตก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย—
[รอยแยกมิติแห่งใหม่กำลังจะปรากฏ สัตว์พันธสัญญาประเภทนกจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงหรือไม่?]