- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นหนอนหนังสือผู้ร่ำรวย
- บทที่ 2550 - โชคดีที่พวกเราหลีกทางให้
บทที่ 2550 - โชคดีที่พวกเราหลีกทางให้
บทที่ 2550 - โชคดีที่พวกเราหลีกทางให้
บทที่ 2550 - โชคดีที่พวกเราหลีกทางให้
เกาะญี่ปุ่น เมืองเอโดะ
แปะ แปะ แปะ
"ครับ ครับ!"
แปะ แปะ
"ครับ ครับ!"
......
ภายในห้องทำงานมีเสียงดังที่ซ้ำซากจำเจและสม่ำเสมอดังขึ้น ทุกเสียงที่กระทบลงมาล้วนทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกยืนเรียงแถวกันเป็นหน้ากระดาน แต่ละคนต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับร่างกาย
พวกเขารู้ดีว่า คนที่อยู่ด้านในไม่มีทางได้รับผลลัพธ์ที่ดีแน่ และพวกเขาก็คงจะไม่ต่างกัน
หรือบางที อาจจะจบลงได้น่าสมเพชยิ่งกว่าคนที่อยู่ข้างในเสียด้วยซ้ำ
ภายในห้องทำงาน ชายชราผู้มีใบหน้าเจ้าเล่ห์มือหนึ่งค้ำไม้เท้าไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งกำลังแกว่งไปมาอย่างแรง
ที่ฝั่งตรงข้าม ชายชราสวมแว่นตาคนหนึ่งมีใบหน้าที่บวมฉึ่ง มุมปากและจมูกมีเลือดไหลซึมออกมา!
ถึงกระนั้น เสียงฟาดฟันก็ยังคงดังต่อเนื่อง ราวกับอยากจะฟาดคนคนนี้ให้ตายคามือเลยทีเดียว
"ไอ้บ้า เจ้าคนโง่! ไอ้สวะ ไอ้คนทรยศต่อชนชาติยามาโตะ..."
"แกมันไร้ความสามารถ..."
"ไอ้สวะ!"
"แฮ่ก..."
"ครับ!"
ชายชราผู้มีใบหน้าเจ้าเล่ห์พิงโต๊ะไว้อย่างหมดแรง การระเบิดอารมณ์เมื่อครู่เกือบจะผลาญกำลังของเขาไปจนหมดสิ้น ตอนนี้แม้แต่การพูดเขาก็ยังต้องหอบหายใจอย่างหนัก
ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ยังไม่สามารถคลายความโกรธแค้นที่สถิตอยู่ในใจได้เลย
ภารกิจในครั้งนี้ พวกเขาใช้มาตรการรักษาความลับขั้นสูงสุดทั่วทั้งเมือง ถึงขนาดแอบอ้างชื่อบริษัทสำรวจน้ำมันระหว่างประเทศมาบังหน้า เพื่อตบตาผู้คน
และพวกเขายังทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อจัดการกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของสหรัฐฯ ถึงขนาดไม่เสียดายศักดิ์ศรี ยอมส่งทั้งเงินทั้งผู้หญิง ยอมเสียสละทุกอย่างที่มี
แต่ถึงจะทำขนาดนั้น อีกฝ่ายก็เพียงแค่หลับตาลงข้างหนึ่งเท่านั้น
หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ไอ้พวกสวะพวกนี้จะต้องรีบสลัดความสัมพันธ์ทิ้งทันที และยังจะเหยียบซ้ำเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วย
เขารู้นิสัยของคนพวกนี้ดี ตราบใดที่มีเงินให้ทำกำไร ต่อให้เป็นเรื่องดำแค่ไหนพวกมันก็พูดให้เป็นขาวได้
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผลประโยชน์ของพวกมันได้รับความเสียหาย พวกมันจะทำให้รู้ซึ้งเลยว่าสิ่งที่เรียกว่าขีดจำกัดน่ะเป็นยังไง
ดังนั้น ตลอดหลายปีมานี้พวกเขาจึงคอยทดสอบขีดจำกัดนี้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยกล้าที่จะล้ำเส้นไปจริงๆ
เพราะอย่างไรเสีย เรื่องที่เป็นหลักการแบบนี้ สหรัฐฯ เองก็ไม่กล้าทำเกินไปนัก
ไม่อย่างนั้นถ้าทุกคนต่างไม่เคารพกฎ คนที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดก็คือคนที่เป็นคนตั้งกฎนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการมอบหมายงานนี้ให้คนตรงหน้าเป็นผู้ดูแล
สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือความซื่อสัตย์ของคนคนนี้ และนิสัยที่ละเอียดรอบคอบในการทำงาน
แต่ใครจะไปคิดว่า ในนาทีสุดท้ายกลับเกิดความผิดพลาดขึ้นจนได้
สถานการณ์ที่เผชิญอยู่ในตอนนี้ นอกจากจะทำให้เขารู้สึกหมดแรงแล้ว เขายังรู้สึกหวาดกลัวอีกด้วย
หลายปีมานี้การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศมักจะพบกับอุปสรรคอยู่ไม่ขาดสาย ตอนแรกเขาคิดว่าหากเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นก็น่าจะนำมาซึ่งสถานะที่สูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ไม่คิดเลยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจกลับไปไม่ถึงตามที่คาดหวังไว้ แถมยังปรากฏสัญญาณของการถดถอยอีกต่างหาก
แบบนี้จะไปยกระดับสถานะระหว่างประเทศได้อย่างไร?
จะไปสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในชาติได้อย่างไร?
อุุตส่าห์วางแผนไว้อย่างดิบดี หวังจะส่งดาวเทียมให้สำเร็จก่อนจีน แต่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะประสบความสำเร็จในการส่งขึ้นไปก่อน ทำเอาพวกเขาตั้งตัวไม่ติด
นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ได้เร่งกระบวนการวิจัยให้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าดาวเทียมดวงที่สองของอีกฝ่ายจะสำเร็จอีกรอบ แถมยังเป็นดาวเทียมที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
ประชาชนในประเทศเมื่อได้ยินข่าวนี้ต่างก็พากันหมดอาลัยตายอยาก ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงไปโดยปริยาย
เมื่อเห็นศัตรูในอดีตนับวันจะยิ่งเก่งกาจขึ้น การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพลังที่แสดงออกมาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เริ่มจะมีแนวโน้มก้าวข้ามพวกเขาไปแล้ว แบบนี้จะให้พวกเขายอมใจได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ จึงได้เกิด "แผนการชุบชีวิต" ในครั้งนี้ขึ้นมา โดยการใช้ดาวเทียมของตัวเองเป็นเครื่องมือในการเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนภายในประเทศ
และเพื่อหลอมรวมจิตวิญญาณของชนชาติยามาโตะให้เป็นหนึ่งเดียว
เพียงแต่ว่า...
เมื่อมองไปที่คนตรงหน้าที่ดูสภาพไม่ต่างจากหัวหมู ชายชราก็เผยแววตาอาฆาตออกมาวูบหนึ่ง
เมื่อเรื่องมันแตกแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องมีคำอธิบายให้กับชาวโลก และที่สำคัญยิ่งกว่าคือต้องสลัดความรับผิดชอบทิ้งให้พ้นตัว
เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อเริ่มมีกำลังกลับคืนมาบ้างจึงนั่งลงที่เก้าอี้ตามเดิม แต่น้ำเสียงยังคงเย็นเยียบเหมือนเดิม
ส่วนชายชราหน้าบวมตรงหน้านั้น จะไปมีท่าทางที่น่าเกรงขามเหมือนตอนที่เผชิญหน้ากับโมริตะ อิจิโร่ได้อย่างไร ในเวลานี้ทั่วทั้งร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัว
ตอนแรกที่ได้รับภารกิจนี้ เขาก็เคยรู้สึกหวาดกลัวมาก่อนเหมือนกัน แต่จากการที่ทำมาจนถึงปัจจุบันโดยที่ไม่มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ทำให้เขามักจะโยนความกังวลและความหวาดกลัวในใจทิ้งไปนานแล้ว และเขายังฝันหวานไปไกลว่าหลังจากทำสำเร็จเขาจะได้กลายเป็นวีรบุรุษของชนชาติ และได้ก้าวขึ้นสู่เวทีอันรุ่งโรจน์ของตนเอง
หรือแม้กระทั่ง ในอนาคตอาจจะมีหวังได้ก้าวเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และกลายเป็นตัวตนที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศสูงสุด
แต่ไม่คิดเลยว่า...
ความฝันนั้นกลับถูกบดขยี้จนแหลกสลายลงในพริบตานี้เอง
"ตอนนี้!"
"คนทั้งโลกรับรู้แผนการของพวกเราหมดแล้ว รู้หมดแล้วว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่!"
"พวกเรากำลังจะต้องเผชิญกับความโกรธแค้นจากนานาประเทศ แกพอจะรู้ผลที่จะตามมาไหม?"
"ครับ เป็นความสะเพร่าของผมเองครับ"
แว่นตาของชายชราถูกตบจนกระเด็นไปตกอยู่ที่พื้น เมื่อได้ยินคำถาม เขาก็รีบข่มความเจ็บปวดแล้วพยักหน้าตอบรับทันที
ชายชราผู้มีใบหน้าเจ้าเล่ห์มีสายตาที่เคร่งขรึม ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้
"สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้ แกมีความมั่นใจบ้างไหม?"
เมื่อได้ยินคำถามที่กะทันหันเช่นนี้ ชายชราที่ใบหน้าบวมเป่งก็ยังตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะ
"ผมเหรอครับ?"
"ใช่ ก็แกนั่นแหละ?"
สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ในดวงตาของชายชราผู้มีใบหน้าเจ้าเล่ห์ไม่มีความสงสารแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาที่กัดกินไปถึงกระดูก เขาไม่ได้ใส่ใจในคำอ้อนวอนของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเขาเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวก็พลันฉายแววของการปล่อยวางออกมาอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นเขาก็หยิบแว่นตาที่แตกหักขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า "ผมไม่มีความมั่นใจเลยครับ!"
ชายชราผู้มีใบหน้าเจ้าเล่ห์ส่งเสียงฮึออกมาในลำคอด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร "นั่นมันปัญหาของแก!"
พูดจบ เขาก็ชำเลืองมองรูปถ่ายของชายชราบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเดินจากไป
คนที่อยู่ด้านนอกห้องยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่มีใครกล้าขยับตัว เพราะเรื่องของพวกเขายังไม่จบลงง่ายๆ แน่
ผ่านไปเนิ่นนาน ภายในห้องทำงานก็มีเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวดเจียนจะขาดใจดังออกมา
......
เกาะคาชิมะ ภายในห้องบัญชาการที่ว่างเปล่า
โมริตะ อิจิโร่มีใบหน้าที่ซีดเผือก ร่างกายท่อนล่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แทบจะไร้ความรู้สึก ขาทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
โทรศัพท์บนโต๊ะถูกวางสายไปแล้วและส่งเสียงสัญญาณดังตู๊ดๆ ออกมา แต่เขากลับนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นเหมือนคนเสียสติ ท่าทางที่เคยภาคภูมิใจก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น
เมื่อครู่นี้เอง เพิ่งจะเมื่อครู่นี้เอง เขาได้รับโทรศัพท์จากเบื้องบน
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นการโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบหรือถามความคืบหน้า แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงจากปลายสายที่ดูผิดปกติ เขาก็เริ่มตระหนักได้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
และการสนทนาหลังจากนั้นก็เป็นไปตามที่เขารู้สึกจริงๆ ปฏิบัติการของพวกเขาถูกค้นพบแล้ว
และตอนนี้เรื่องมันถูกแฉออกไปแล้ว พวกเขากำลังจะกลายเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งโลกในไม่ช้า
และคนที่เพิ่งจะวางสายไปเมื่อกี้กลับยื่นบททดสอบให้เขาเลือกหนึ่งข้อ คือต้องการให้เขาเลือกระหว่างความถูกต้องของชนชาติกับเกียรติยศส่วนตัว
แต่นี่มันคือคำถามที่มีตัวเลือกให้เลือกจริงๆ งั้นหรือ?
นี่มันคือทางเลือกที่มีคำตอบเพียงข้อเดียวมอบให้เขาต่างหาก
และเขา ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเลย
เขายกมือขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ พยายามใช้แรงทั้งหมดพยุงร่างกายท่อนบนขึ้นมา ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลงแล้วยกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
"โฮตตะ โชทาโร่ใช่ไหม รีบมาพบฉันเดี๋ยวนี้!"
โมริตะ อิจิโร่มีใบหน้าที่ซีดเผือก แต่ในใจกลับมีความบ้าคลั่งที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกปะทุออกมา
มันเหมือนกับว่า จิตวิญญาณในสายเลือดถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เขาต้องการจะวัดดวงดูสักตั้ง
เผื่อว่า... หากส่งจรวดขึ้นไปได้สำเร็จ แล้วเขาชนะเดิมพันล่ะ?
"ท่านประธาน!"
โฮตตะ โชทาโร่วิ่งเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าท่าทางที่ร้อนรน
เขากำลังวุ่นอยู่กับการตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของจรวด ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวลาปล่อยตัวแล้ว เขาต้องแข่งกับเวลาทุกวินาที
เขาจะเอาเวลาที่ไหนมาฟังอีกฝ่ายอบรมสั่งสอนกันล่ะ
"โฮตตะ ในอีกห้านาที เตรียมการปล่อยจรวด!"
"ว่าไงนะ?"
โฮตตะ โชทาโร่รู้สึกเหลือเชื่อ ไหนตกลงกันไว้ว่าสองชั่วโมงไม่ใช่หรือ?
นี่ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าๆ เลยนะ
"ทำไมล่ะครับ พวกเรายังเตรียมตัวไม่พร้อมเลย..."
"เตรียมตัว เตรียมตัวอะไรนักหนา จะเอาเวลาที่ไหนมาให้แกเตรียมตัวตั้งมากมายขนาดนั้นกัน?"
โมริตะ อิจิโร่แผดเสียงตะโกนลั่น สีหน้าที่ดูสยดสยองทำให้โฮตตะถึงกับต้องถอยหลังไปหลายก้าว จนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงเขาถึงได้ตั้งสติได้
"รีบไปเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เหลือเวลาอีกสี่นาทีครึ่ง พวกเราไม่มีเวลาแล้ว"
โมริตะ อิจิโร่ไม่มีเวลาจะอธิบายแล้ว หากทำได้ล่ะก็ เขาอยากจะกดปุ่มปล่อยจรวดด้วยตัวเองเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
"อะ... ครับ!"
โฮตตะ โชทาโร่วิ่งออกไปอย่างลนลาน ด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก เมื่อนึกถึงกางเกงที่เปียกชุ่มของโมริตะ อิจิโร่ ในใจเขาก็เริ่มตระหนักได้ว่าเรื่องนี้มันชักจะ... ไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
วืด... วืด... วืด...
เสียงสัญญาณเตือนภัยบนแท่นปล่อยจรวดเกาะคาชิมะดังขึ้น คนที่กำลังทำการตรวจสอบครั้งสุดท้ายถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกมาทันที
"เร็วๆ เข้า ต่อสายวงจรให้เรียบร้อย รีบลงมือเดี๋ยวนี้"
โฮตตะ โชทาโร่ตะโกนสั่งเสียงดัง ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างก็วุ่นวายและลนลานจนขาดความเป็นระเบียบ
......
เมืองหูซ่าง
นายทหารฝ่ายเสนาธิการฝ่ายความลับรีบก้าวเท้าเข้ามาในศูนย์บัญชาการ
"ท่านผู้นำเผิง นี่คือเอกสารที่ทางสหรัฐฯ ส่งต่อมาให้ครับ"
"และนี่ คือเอกสารจากทางสหภาพครับ"
ท่านผู้นำเผิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะหยิบเอกสารขึ้นมาดูทีละฉบับ จากนั้นเขาก็พยักหน้าเงียบๆ อย่างพอใจ
"ดูเหมือนว่า ไอ้พวกนี้จะมีท่าทีต่อพวกลูกน้องรับใช้เหมือนๆ กันหมดเลยนะ!"
ท่านผู้นำเผิงหัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนจะส่งเอกสารให้คนรอบข้างดู
ผู้อำนวยการอวี๋เหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะเบะปากออกมา
"พูดซะดิบดี ผมไม่เชื่อหรอกว่าไอ้พวกนี้จะไม่รู้เรื่อง?"
"เหอะ! ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไอ้พวกที่อยู่ในฐานทัพเหล่านั้นก็คงจะเป็นพวกไร้น้ำยาจริงๆ นั่นแหละ!"
ผู้อำนวยการฉวี่หัวเราะหึๆ เขาไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อกลุ่มคนหน้าไหว้หลังหลอกของสหรัฐฯ เลยแม้แต่น้อย
"ทางฝั่งสหภาพเองก็ทำตัวเป็นพวกที่ชอบมาพูดทีหลัง แถมยังไม่มีความหวังดีด้วยเหมือนกันนั่นแหละ!"
ท่านผู้เฒ่าจางกำเอกสารที่สหภาพส่งมาพลางหัวเราะอย่างเย็นชา "เห็นชัดๆ ว่าอยากจะให้พวกเราเป็นตัวออกหน้า ส่วนตัวเองก็คอยดูทิศทางลมอยู่ข้างหลังนั่นแหละ!"
"คุณคิดยังไงล่ะ สหภาพในช่วงหลายปีมานี้ไม่ใช่พี่ใหญ่คนเดิมเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ!"
ผู้อำนวยการอวี๋เสริมขึ้นมาอีกประโยค ก่อนจะหันไปมองท่านผู้นำเผิง
"ท่านผู้นำเผิง ไม่ว่ายังไงก็ตาม ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็สนับสนุนพวกเรา แต่ผลที่จะตามมาหลังจากนี้จะเป็นยังไง... ก็พูดยากครับ!"
เมื่อท่านผู้นำเผิงได้ยินดังนั้นเขาก็เพียงเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงหัวเราะอย่างเย็นชาและเอ่ยขึ้นว่า "จะสนับสนุนแล้วยังไง ไม่สนับสนุนแล้วจะยังไง?"
"จะคอยดูทิศทางลมหรือจะแอบลงมือทีหลังแล้วยังไงล่ะ?"
"ในเมื่อครั้งนี้อีกฝ่ายกล้าไม่เคารพกฎ ครั้งหน้าพวกมันก็ต้องกล้าอีก!"
"พวกเราจะยอมปล่อยให้พวกมันตั้งขีปนาวุธขึ้นมาต่อหน้าต่อตาพวกเราไม่ได้เด็ดขาด!"
จากนั้นเขาก็หันไปมองทุกคนที่อยู่ในที่นั้น "พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!"
"ต่อสายไปที่แนวหน้าให้ฉัน!"
จางอู่รีบหยิบโทรศัพท์ดาวเทียมและกดโทรออกอย่างรวดเร็ว
"ฮัลโหล จางต้านจ้านใช่ไหม?"
"ครับท่านผู้นำเผิง!"
เสียงของจางต้านจ้านดังมาจากปลายสาย
"ฉันสั่งการ สั่งให้แจ้งเตือนเรือฝ่ายตรงข้ามทันที หากภายในหนึ่งนาทียังไม่ยอมถอยไป ให้ยิงจมทันที!"
"รับทราบครับ!"
"ฉันสั่งการ ให้ควบคุมน่านน้ำรอบเกาะคาชิมะไว้ ห้ามไม่ให้ใครออกไปได้เด็ดขาด"
"รับทราบครับ! รับรองว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วง!"
ปัง
สายถูกตัดไป ท่านผู้นำเผิงยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง
"หน่วยใหญ่ที่สามใช่ไหม?"
"ครับท่านผู้นำเผิง! ผมหลิวหง หัวหน้าหน่วยใหญ่ที่สามครับ!"
"ฉันสั่งการ ให้บินไปที่เหนือเกาะคาชิมะทันที และต้องยับยั้งการปล่อยจรวดของอีกฝ่ายให้จงได้!"
"รับทราบครับ! รับรองว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วง!"
โทรศัพท์ถูกวางสายไปอีกครั้ง จากนั้นท่านผู้นำเผิงก็เดินไปที่หน้าแท่นสั่งการ ด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ
ทุกคนที่อยู่ด้านหลังต่างก็พากันเงียบกริบ
ลำดับต่อไปคือ... การรอคอย!
รอคอยผลลัพธ์สุดท้าย
ทิศตะวันออกของเกาะคาชิมะ ในระยะสิบไมล์ทะเล!
หลังจากจางต้านจ้านวางสายโทรศัพท์ หลี่บิงก็รีบวิ่งออกไปทันที จากนั้นเรดาร์บนเรือก็เริ่มล็อกเป้าหมาย ขีปนาวุธพร้อมจะถูกยิงออกไปได้ทุกเมื่อ
การยิงขีปนาวุธในระยะนี้ถือว่าค่อนข้างใกล้ พลังทำลายล้างของอีกฝ่ายก็สามารถยิงถึงได้เช่นกัน งานนี้วัดกันที่ว่าใครจะลงมือก่อนเท่านั้น!
"เหล่าหลิว แจ้งเตือนอีกฝ่ายไป ให้หลีกทางไปภายในสามสิบวินาที มิฉะนั้นทางเราจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด!"
"ผลที่จะตามมาทั้งหมด อีกฝ่ายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง"
"รับทราบครับ!"
"ทุกหน่วยเตรียมพร้อมเข้าสู่สภาวะสงคราม!"
"รับทราบครับ!"
ไม่นานนัก พลทหารธงสัญญาณก็โบกธงอย่างสุดแรง
ที่ฝั่งตรงข้าม ในขณะที่เรดาร์ถูกล็อกเป้าหมาย ภายในเรือพิฆาตทั้งสองลำก็มีเสียงตะโกนร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น
จากนั้นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของพลทหารธงสัญญาณก็ดังตามมา "พวก... พวกเขาบอกให้พวกเราหลีกทางไปภายในสามสิบวินาทีครับ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั่วทั้งเรือพิฆาตก็พลันเงียบสงัดลงทันที
"ไอ้บ้า!"
มิยาไดระ จิโร่มีใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธจนแทบจะกระโดดตัวลอย "ไอ้สารเลว พวกมันบังอาจมารังแกพวกเราขนาดนี้เชียวหรือ?"
"ยิงปืนใหญ่ ยิงปืนใหญ่ออกไปเดี๋ยวนี้!"
"ตายเหมือนลูกผู้ชายซะ! ยิงปืนใหญ่!"
มิยาไดระ จิโร่วิ่งเข้าไปหาโคบายาชิ ไคอิจิโร่โดยตรง พ่นน้ำลายใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างแรง
"ห... หัวหน้าครับ..."
โคบายาชิ ไคอิจิโร่มีมือที่สั่นเทา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก
เขาเคยเรียนมัธยมปลายมา ย่อมเข้าใจดีว่าการถูกเรดาร์ล็อกเป้านั้นหมายความว่าอย่างไร
ลำพังแค่เรือพิฆาตขนาดไม่กี่ร้อยตันของพวกเขา ถ้าโดนขีปนาวุธเข้าไปเพียงลูกเดียวล่ะก็ อย่าว่าแต่จะช่วยชีวิตเลย แม้แต่ซากก็คงจะไม่เหลือ
และด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ หากเกิดการรบขึ้นมาจริงๆ ผลที่จะตามมาหลังจากนั้นย่อมยากจะคาดเดา
นี่ไม่ใช่เรื่องที่พลทหารปลายแถวอย่างเขาจะรับผิดชอบไหวเลยแม้แต่นิดเดียว
เขาแค่อยากจะมาทำงานเอาตัวรอดไปวันๆ เท่านั้นเองนะ!
"ไอ้สารเลว ไอ้ระยำ!"
"พวกแกหูหนวกกันหมดแล้วหรือไง? สั่งให้..."
ในขณะที่มิยาไดระ จิโร่กำลังโกรธจัดจนเกือบจะลงมือ ทันใดนั้นเรือรบใต้เท้าก็เลี้ยวโค้งอย่างกะทันหัน ทำให้ตัวเรือด้านหนึ่งยกสูงขึ้น จนคนที่ไม่ได้เตรียมตัวบนเรือต่างก็ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
ทั้งโคบายาชิและมิยาไดระต่างก็ไม่ได้เตรียมใจไว้ ทั้งคู่จึงเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นดาดฟ้าเรือ โดยเฉพาะมิยาไดระที่จมูกกระแทกจนแตก เลือดไหลเต็มหน้า
เพียงแต่วินาทีต่อมา ผู้คนบนเรือต่างก็พากันแสดงสีหน้าที่โล่งอกออกมา
เรือของพวกเขาได้ตัดสินใจเลือกทางรอดให้แล้ว
โคบายาชิเองก็แสดงสีหน้าที่รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ในที่สุดก็ไม่ต้องตายแล้ว
เพียงแต่ว่า เวลาที่ใช้ไปน่ะมันถึงสามสิบวินาทีหรือยังนะ?
ในขณะที่โคบายาชิกำลังสงสัย มิยาไดระก็เอามือกุมจมูกไว้พลางเดินโผเผตรงไปยังห้องบัญชาการทันที
"มันเกิดอะไรขึ้น?"
"ทำไมต้องหนีด้วย?"
"ทำไมต้องหนี? หรือว่าความกล้าหาญของลูกผู้ชายยามาโตะถูกพวกแกกินไปหมดแล้วหรือยังไง?"
"พวกแกจะเอาหน้าไปสู้กับเหล่าวิญญาณวีรชนที่อยู่ใต้คลื่นทะเลเหล่านั้นได้ยังไงกัน!"
มิยาไดระแผดเสียงตะโกนใส่ผู้คนที่อยู่ในห้องบัญชาการ โดยเฉพาะการหันไปจ้องมองผู้บัญชาการกองเรือ ฮามานะ นารุ
ในขณะที่มิยาไดระกำลังจะพุ่งเข้าไปหาด้วยความโกรธแต่ถูกทหารยามขวางไว้ ฮามานะ นารุกลับเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูแคลนออกมา "มิยาไดระ จิโร่ เก็บไอ้ความคิดที่ไร้สมองและล้าสมัยของแกไปซะเถอะ"
"ตอนนี้ คือสังคมใหม่ ระเบียบใหม่ ไม่ใช่ยุคแห่งความโง่เขลาของแกอีกต่อไปแล้ว"
"เจ้าคนโง่!"
"แก... ไอ้บ้า..."
มิยาไดระดิ้นรนด้วยความโกรธแค้น เขาไม่ยอมให้ใครมาดูถูกความกล้าหาญของเขา
และยิ่งไม่ยอมให้ใครมาทำให้ความรุ่งโรจน์ในอดีตต้องมัวหมอง
แต่ฮามานะ นารุด่าเสร็จก็ไม่ได้สนใจอีก เขาหันไปมองเส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลออกไป พลางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ความอัปยศน่ะ มีใครบ้างที่จะไม่มี?
เพียงแต่ว่า ไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้นเอง!
มิยาไดระยังคงพยายามจะถกเถียงต่อไป นายทหารเสนาธิการคนหนึ่งทนดูไม่ได้ จึงเดินเข้าไปเปิดวิทยุสื่อสารในห้องบัญชาการทันที ในช่องสัญญาณนั้นมีเสียงภาษาอังกฤษดังรอดออกมาเป็นชุด
"...ผมสั่งการในนามของสหรัฐฯ ให้พวกคุณหยุดการกระทำที่ไม่ฉลาดในการทำลายสันติภาพ และยอมรับการตรวจสอบจากสหรัฐฯ และนานาประเทศที่รักในสันติภาพทันที..."
"การขัดขวางหรือการยั่วยุใดๆ ที่เป็นการทำลายสันติภาพ จะต้องได้รับการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงที่สุด..."
"พวกเราขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ทุกรูปแบบ..."
มิยาไดระเมื่อได้ยินเสียงที่ดังรอดออกมา เขาก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา
นายทหารเสนาธิการเปลี่ยนไปอีกช่องสัญญาณ คราวนี้เป็นวิทยุสื่อสารของสหภาพ ซึ่งเนื้อความที่สื่อออกมาก็คือการข่มขู่เช่นกัน และที่สำคัญคือพวกเขายังทำเกินกว่าเหตุยิ่งกว่านั้นอีก
"ได้ยินหรือยัง?"
"นี่คือเหตุผล นี่คือเหตุผลยังไงล่ะ!"
นายทหารเสนาธิการตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ทำให้ศูนย์บัญชาการทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ความรู้สึกละอายใจที่บอกไม่ถูกเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง
"สหรัฐฯ และสหภาพ ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่า สนับสนุนการกระทำใดๆ ของจีน!"
ทันใดนั้น ฮามานะ นารุก็ก้มหน้าพูดขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองทุกคนที่อยู่ในที่นั้น "พวกเราจะยอมให้สันติภาพที่อุตส่าห์ได้มาอย่างยากลำบาก ต้องถูกฝังกลบไปไม่ได้เด็ดขาด!"
"ครับ!"
ทุกคนต่างพากันพยักหน้าพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
จะมีก็เพียงมิยาไดระ จิโร่เท่านั้นที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นและร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
และในวินาทีต่อมา เสียงหวีดจากไซเรนเรือก็ดังสนั่นขึ้นมาทันที
ทุกคนต่างก็รู้สึกขมขื่นไปตามๆ กัน
บนดาดฟ้าเรือ โคบายาชิ ไคอิจิโร่มองดูเรือหลี่ก่วงที่ค่อยๆ แล่นผ่านไปจากด้านข้าง เขารู้สึกว่าแผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนหมดแล้ว!
"คุณโคบายาชิ สายตาของคนพวกนั้นน่ากลัวจังเลยครับ!"
เสียงที่แฝงไปด้วยความอ่อนแอดังมาจากข้างกาย แต่โคบายาชิกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างที่สุด
เพราะเพียงเมื่อครู่นี้เอง เขาเห็นจิตสังหารจากแววตาของผู้คนที่อยู่บนดาดฟ้าเรือฝั่งตรงข้าม
มันเป็นจิตสังหารที่เหมือนกับอยากจะฟันพวกเขาให้แหลกเป็นชิ้นๆ เลยทีเดียว
"โชคดีนะ โชคดีที่พวกเราหลีกทางให้ทัน!"
"นั่นสิ นั่นสิ..."
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เบาๆ ดังมาจากรอบข้าง ตามด้วยการพยักหน้าพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ขณะที่ทุกคนต่างพากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
(จบแล้ว)