- หน้าแรก
- บำเพ็ญเพียรบ้าอะไร ข้านั่งกดเกมสบายๆ ก็กลายเป็นเซียน
- บทที่ 90 สายลมทองและหยาดน้ำค้างหยกพานพบ ชนะเลิศกว่าสรรพสิ่งในโลกหล้า
บทที่ 90 สายลมทองและหยาดน้ำค้างหยกพานพบ ชนะเลิศกว่าสรรพสิ่งในโลกหล้า
บทที่ 90 สายลมทองและหยาดน้ำค้างหยกพานพบ ชนะเลิศกว่าสรรพสิ่งในโลกหล้า
ร่างของฉีหยวนกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งตรงเข้าไปสำรวจในส่วนลึกของดินแดนเร้นลับ
ทันใดนั้น สายตาของฉีหยวนก็ต้องชะงักงัน
เขาเห็นพลังปราณที่ไหลเวียนราวกับลำธารกำลังรินรดลงบนโลงศพคริสตัลอย่างต่อเนื่องในระยะไกล
เถาวัลย์ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนกำลังสั่นไหวไปมา ดูเหมือนมันกำลังจะดึงโลงศพคริสตัลให้ลอยออกไปจากที่นี่อย่างช้าๆ
และภายในโลงศพคริสตัลนั้น ก็มีร่างของคนที่ฉีหยวนคุ้นเคยเป็นอย่างดีนอนอยู่
เสี่ยวเจี้ย!
เมื่อเห็นชัดเจนว่าใครอยู่ในโลงศพคริสตัล ฉีหยวนก็กระชับมีดทำครัวในมือ พลังเวททั้งหมดในร่างถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
มีดเดียวฟันออกไป สวรรค์และปฐพีสั่นสะเทือน
อานุภาพของมีดเล่มนี้รุนแรงกว่าวิชากระบี่แสงเจิดจรัสเสียอีก
มันพุ่งเข้าปะทะกับเถาวัลย์ที่กำลังจะลากโลงศพคริสตัลออกไปอย่างจัง
"พรวด" มีเลือดไหลซึมออกมาที่มุมปากของฉีหยวน ในขณะที่เถาวัลย์นั้นกลับไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย หนำซ้ำความเร็วในการลากโลงศพคริสตัลก็ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ในแววตาของฉีหยวนมลายหายไปจนสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด
ตอนที่เห็นเสี่ยวเจี้ยในแวบแรก เขารู้สึกดีใจมากจนจิตใจว้าวุ่นไปชั่วขณะ
แต่ตอนนี้ เมื่อเขากลับมามีสติอีกครั้ง เขาก็ตะโกนเสียงดัง "ร่วมรบเคียงบ่า!"
ใช่แล้ว เขาใช้ทักษะของเขาเอง
ร่วมรบเคียงบ่า ตราบใดที่เขากับเสี่ยวเจี้ยยังอยู่ในมิติเดียวกัน
ไม่ว่าจะห่างไกลกันแค่ไหน เสี่ยวเจี้ยก็จะมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขาเสมอ
ในสายตาของฉีหยวน เถาวัลย์ที่แข็งแกร่งจนทำลายไม่ได้นั้น จู่ๆ ก็ขาดสะบั้นลง
ฝาโลงศพคริสตัลถูกเปิดออก ชุดวิวาห์สีแดงสดราวกับมีชีวิตจิตใจ มันเหยียบย่างลงบนพลังปราณที่กลายเป็นของเหลว
เถาวัลย์ทั้งหมดเริ่มเติบโตอย่างบ้าคลั่ง พวกมันรัดพันและดึงรั้งตัวเสี่ยวเจี้ยเอาไว้แน่น ราวกับจะพานางจากไปให้ได้
แต่นางก็ยังคงก้าวเดินเข้ามาหาฉีหยวนทีละก้าว
ฝีเท้าของนางไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ทว่ากลับหนักแน่นราวกับย่ำลงบนหัวใจของฉีหยวน
เถาวัลย์ขาดสะบั้นไปทีละเส้น
ชุดวิวาห์สั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง
"ยายโง่เสี่ยวเจี้ย" ฉีหยวนเอ่ยเรียกเบาๆ
เขากระชับมีดทำครัวในมือและทุ่มกำลังทั้งหมดฟันลงไปที่เถาวัลย์เหล่านั้น
เถาวัลย์ยังคงไม่สะทกสะท้าน แต่ฉีหยวนก็ยังคงฟันต่อไป
เดิมทีเสี่ยวเจี้ยก็เดินเหินไม่ค่อยสะดวกอยู่แล้ว แถมยังมีเถาวัลย์พวกนี้มาคอยขัดขวางอีก
เขารู้ดีว่าระยะทางเพียงร้อยก้าวที่ดูเหมือนง่ายดายนี้ เสี่ยวเจี้ยต้องเดินฝ่าฟันมาอย่างยากลำบากเพียงใด
มีดทำครัวยังคงฟันอย่างบ้าคลั่ง เสี่ยวเจี้ยก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาฉีหยวนทีละก้าว
เลือดหยดลงมาจากมุมปากของฉีหยวน แววตาของเขาฉายความสมเพชตัวเองออกมา
"สามีของเจ้านี่ยังอ่อนแออยู่เลย"
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
ราวกับว่าได้ก้าวข้ามอุปสรรคทั้งมวลมาได้ ในที่สุดนางก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายฉีหยวน
ในชั่วพริบตา ชุดเกราะสีเลือดแดงก็เข้าปกคลุมร่างของฉีหยวน
เขาสูงเกือบหนึ่งร้อยเมตร ทั่วร่างเต็มไปด้วยหนามแหลมสีเลือด ในเวลานี้เขาดูเหมือนกับเทพแห่งความตายที่แสนอ่อนโยน
สถานะผสานร่างถูกปลดออกในทันที เสี่ยวเจี้ยกลับคืนสภาพเป็นชุดวิวาห์บางๆ และร่วงหล่นลงมา ฉีหยวนรีบสวมกอดเอวที่เย็นเฉียบอันคุ้นเคยนั้นเอาไว้
ป้ายไม้ที่มีคำว่า "ถูไถออดอ้อน" หล่นลงมาในมือของเขา
เขามองเสี่ยวเจี้ยที่กำลังหลับใหลไม่ได้สติ มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขากอดเสี่ยวเจี้ยไว้แน่น ราวกับกำลังอธิบายความหมายของคำว่า "ถูไถออดอ้อน" บนป้ายไม้นั้น
เขาเอ่ยเสียงเบา "ข้าเคยคิดนะว่าอาจจะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว หรือไม่ก็ตอนที่ได้เจอกันอีกครั้ง เวลาคงผ่านไปเนิ่นนานจนทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว
สำนักงานเขตปิดทำการไปแล้ว ช่วงเวลาตัดสินใจก่อนหย่าก็หมดลงแล้ว ยังไม่ได้เจอเจ้าเลย แบบนี้คงหย่าไม่ได้แล้วล่ะ
ใครๆ ก็บอกว่าความสุขที่ได้มาง่ายๆ มักจะไม่เห็นคุณค่า แต่ข้ากลับรู้สึกว่า การไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาแต่ไม่ได้มาครอบครองมันน่าหดหู่ใจสู้มีเจ้าที่ข้าสามารถเอื้อมมือไปคว้ามากอดไว้ได้จริงๆ แบบนี้ดีกว่าตั้งเยอะ
สำหรับข้า แค่ไม่กี่เดือนก็ไม่ได้เจอเสี่ยวเจี้ยแล้ว แต่สำหรับนางล่ะ นางไม่ได้เจอข้ามานานแค่ไหนแล้วนะ"
ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาในทวีปเฝ้าจันทรา ข้างกายเขาก็ว่างเปล่า
เขาไม่เห็นเสี่ยวเจี้ยเลย แถมทักษะร่วมรบเคียงบ่าก็ใช้ไม่ได้ผล
ตอนแรกเขาคิดว่าถ้าอยากเจอเสี่ยวเจี้ยอีกครั้ง คงต้องรอให้เขาบรรลุขอบเขตวิญญาณหยินจนสามารถท่องไปในความว่างเปล่าและเดินทางข้ามโลกได้เสียก่อน
นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับเสี่ยวเจี้ยของเขาเร็วขนาดนี้
การได้พบเจอกันนั้นช่างง่ายดาย ไม่ได้มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นอะไรเลย มันช่างเรียบง่าย แต่ฉีหยวนกลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ความประหลาดใจที่ได้มาอย่างง่ายดายเช่นนี้ ก็เหมือนกับแสงแรกของดวงอาทิตย์ในยามเช้าที่สาดส่องลงมา เพียงแค่ยื่นมือออกไปก็สามารถไขว่คว้าเอาไว้ได้แล้ว
เขาสวมกอดและมองดูเสี่ยวเจี้ยที่กำลังหลับใหลอย่างเงียบๆ
[นี่คือจักรพรรดินีชุดวิวาห์ที่กำลังหลับใหล นางคือภรรยาที่เจ้าอัญเชิญเกี้ยวแปดคนหามไปรับเข้าบ้านด้วยตัวเอง
นางอาจจะตื่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หรือบางทีนางอาจจะกำลังรอให้เจ้าเป็นคนปลุกนางให้ตื่นขึ้นมาก็ได้]
คราวนี้ดวงตาของเขามองเห็นข้อมูลเยอะแยะเลยแฮะ
"เดี๋ยวก็ตื่นแล้วล่ะ" ฉีหยวนกอดเสี่ยวเจี้ยไว้แน่น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ทันใดนั้นเขาก็พึมพำกับตัวเอง "แย่แล้วสิ เป็นโสดมานานเกินไป แค่มองชุดวิวาห์ของเสี่ยวเจี้ย ข้าก็ยังรู้สึกว่ามันดูสวยขึ้นมาเลย"
เขากอดเสี่ยวเจี้ยเอาไว้ คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เอาเสื้อผ้าของตัวเองมาสวมให้เสี่ยวเจี้ย
ก็แหม มีคนเคยเห็นสิ่งมีชีวิตในโลงศพคริสตัลที่อยู่ในแดนสวรรค์มังกรฟ้ามาก่อนนี่นา
เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนของเสี่ยวเจี้ยหรอกนะ
"เอาเสื้อผ้ามาสวมทับชุดวิวาห์นี่มันก็น่าสนุกดีเหมือนกันแฮะ"
เขาเหลือบมองโลงศพคริสตัลแวบหนึ่ง ก่อนจะอุ้มเสี่ยวเจี้ยที่กำลังหลับใหลขึ้นมาแล้วเดินจากไป
...
"ดินแดนฝังโลงศพ!" คังฝูลู่กับผู้อาวุโสหลี่เซียวยืนอยู่ริมแม่น้ำสูญวิญญาณ แววตาของทั้งคู่ฉายความจนใจออกมา
"แม่น้ำสูญวิญญาณ หากไม่รู้วิธีข้าม ต่อให้เป็นขอบเขตทารกเทวะก็อาจจะร่วงหล่นลงไปได้!" หลี่เซียวร้อนรนใจอย่างมาก
สาเหตุที่เขายังรั้งอยู่ที่นี่ หนึ่งคือเพื่อตามหาฉีหยวนและพาเขาออกไป สองคือเพื่อหาโอกาสทำลายแผนการของฮ่องเต้เฒ่า
มิเช่นนั้น หากปล่อยให้ฮ่องเต้เฒ่าทำสำเร็จ สำนักแสงเทวะคงต้องเจอหายนะแน่
เขาเติบโตมาในสำนักตั้งแต่เด็ก เขารักและผูกพันกับสำนักเหมือนกับบ้านของตัวเองเฉกเช่นเดียวกับเจ้าสำนัก
ทั้งสองคนยืนอยู่ริมแม่น้ำสูญวิญญาณด้วยความร้อนรนใจ แต่ก็ไม่มีวิธีข้ามไปได้เลย
"ฉีหยวนก็น่าจะถูกขวางไว้ที่แม่น้ำสายนี้นะ ถ้าเขาปลอดภัยก็ดีแล้ว"
"แต่ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันล่ะ"
ทั้งสองคนยืนอยู่ริมแม่น้ำสูญวิญญาณพลางคิดหาวิธีข้ามไป
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ใช้วิชาเวทเสกนกกระเรียนกระดาษให้บินออกไปตามหาฉีหยวนแทนพวกเขา
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ ก็มีลำแสงสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า
ดวงตาของผู้อาวุโสหลี่เซียวหดเกร็ง "มีคนมา!"
ศัตรูงั้นหรือ
"เป็นฉีหยวนนี่นา!" คังฝูลู่ผู้มีผมขาวโพลน จู่ๆ ก็มีผมดำแซมขึ้นมาสองปอย
ผู้อาวุโสหลี่เซียวตกตะลึงอย่างหนัก "เขาออกมาจากข้างในงั้นหรือ"
เขาไม่รู้เลยว่าฉีหยวนเข้าไปข้างในได้อย่างไร
ผ่านไปเพียงหนึ่งอึดใจ พวกเขาก็เห็นฉีหยวนบินข้ามแม่น้ำสูญวิญญาณมาและร่อนลงจอดข้างๆ พวกเขาทั้งสองคน
ดวงตาของผู้อาวุโสหลี่เซียวหดเกร็ง ฉีหยวนสามารถข้ามแม่น้ำสูญวิญญาณมาได้จริงๆ ด้วย
เขารีบเอ่ยถามด้วยความร้อนรน "ฉีหยวน เจ้าออกมาจากข้างในแล้ว เจ้าเจออันตรายอะไรไหม แล้วได้เจอฮ่องเต้เฒ่าแห่งแคว้นซางหรือเปล่า"
ส่วนสายตาของคังฝูลู่กลับไปหยุดอยู่ที่สิ่งมีชีวิตประหลาดในอ้อมแขนของฉีหยวน
สิ่งมีชีวิตประหลาดนั้นถูกฉีหยวนอุ้มเอาไว้ แถมยังสวมเสื้อผ้าที่ดูไม่ค่อยพอดีตัวเท่าไหร่นัก ดูแปลกตาพิลึก
เขาเผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา
ฉีหยวนมองผู้อาวุโสหลี่เซียว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมผู้อาวุโสหลี่เซียวถึงมาอยู่ที่นี่ เขาจึงยิ้มและเอ่ยว่า "ข้างในปลอดภัยดี ข้าไม่เจออันตรายอะไรเลย แถมยังเจอ ... ภรรยาของข้าด้วย"
เมื่อได้ยินคำพูดสองคำหลัง ผู้อาวุโสหลี่เซียวกับคังฝูลู่ก็อึ้งไปเลย
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาเจ็ดสีนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ เจอใครก็เรียกภรรยาไปหมด
หากแปลเป็นภาษาของดาวสีน้ำเงินก็คือ ... ไอ้หนุ่มหัวกุ้ง
"ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว" ผู้อาวุโสหลี่เซียวถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาคิดว่าฉีหยวนคงโชคดีที่ไม่เจอฮ่องเต้เฒ่าในดินแดนฝังโลงศพ
ไม่อย่างนั้น ฮ่องเต้เฒ่าบวกกับยอดฝีมือขอบเขตแก่นปราณที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์มารแดงพวกนั้น ฉีหยวนที่เพิ่งจะสร้างรากฐานมาเจอเข้า คงต้องตายสถานเดียวแน่ๆ
"ฉีหยวน เจ้ายังไม่รู้ล่ะสิว่าโลกภายนอกเกิดเรื่องใหญ่ขนาดไหน ฮ่องเต้เฒ่าแห่งแคว้นซางแกล้งตาย แล้วก็แอบเข้ามาที่นี่จากแดนสวรรค์มังกรฟ้าแห่งแรก ... " ผู้อาวุโสหลี่เซียวเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายนอกให้ฉีหยวนฟังด้วยความกังวล "หากปล่อยให้เขายึดครองแดนสวรรค์มังกรฟ้าได้สำเร็จ สำนักแสงเทวะของพวกเราต้องเจอหายนะแน่"
"ฉีหยวน เจ้ากับคังฝูลู่กลับไปก่อนเถอะ ข้าจะรั้งอยู่ที่นี่ เผื่อจะมีโอกาสทำลายแผนการของฮ่องเต้เฒ่าได้!
เรื่องนี้คงต้องรบกวนเจ้าบอกวิธีข้ามแม่น้ำสูญวิญญาณให้ข้าฟังแล้วล่ะ!" ผู้อาวุโสหลี่เซียวเตรียมใจที่จะสละชีวิตแล้ว
เมื่อฉีหยวนได้ยินดังนั้น เขาก็เอ่ยเสียงเบา "ผู้อาวุโสหลี่เซียว ไม่ต้องเข้าไปแล้วล่ะขอรับ ฮ่องเต้เฒ่าตายแล้ว"
"หา" ผู้อาวุโสหลี่เซียวมีสีหน้างุนงง
คังฝูลู่เองก็อึ้งไป ไม่เข้าใจว่าฉีหยวนหมายความว่าอย่างไร
ทันใดนั้นฉีหยวนก็แบมือออก
ดอกสื่อวิญญาณที่เปื้อนเลือดนับร้อยดอกลอยอยู่บนฝ่ามือของเขา และในนั้นก็มีดอกสื่อวิญญาณดอกหลักรวมอยู่ด้วย
ได้ยินเพียงน้ำเสียงเรียบเฉยของฉีหยวนที่เอ่ยว่า
"ข้าต้องการดอกสื่อวิญญาณ แล้วพวกเขาก็คิดจะฆ่าข้า ข้าก็เลยต้องฆ่าพวกเขาทิ้งให้หมดน่ะสิ"
"ข้าต้องไปแล้ว ภรรยาของข้านอนแบบนี้คงไม่ค่อยสบาย ต้องหาเตียงให้นางนอน ลาก่อนนะขอรับท่านอาจารย์อา ศิษย์พี่"
พูดจบฉีหยวนก็กลายร่างเป็นลำแสงหายวับไปในพริบตา
ทิ้งให้ผู้อาวุโสหลี่เซียวกับคังฝูลู่ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ทั้งสองคนมองหน้ากันโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
เนิ่นนานกว่าผู้อาวุโสหลี่เซียวจะเอ่ยปาก "เมื่อกี้ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า"
"ไม่ขอรับ" คังฝูลู่เอ่ยอย่างยากลำบาก
"ดอกสื่อวิญญาณที่เปื้อนเลือด ... " ผู้อาวุโสหลี่เซียวพอจะนึกภาพออกว่ามันต้องเป็นการต่อสู้ที่น่ากลัวมากขนาดไหน
ตามการประเมินของเจ้าสำนักและควงเจี้ยนเจินจวิน ภายในดินแดนฝังโลงศพ อย่างน้อยก็ต้องมียอดฝีมือขอบเขตแก่นปราณที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์มารแดงนับร้อยคน และฮ่องเต้เฒ่าที่มีพลังเทียบเท่าขอบเขตทารกเทวะอีกหนึ่งคน
ฉีหยวนทำได้ยังไงกัน
...
ณ ยอดเขาเจ็ดสี ฉีหยวนอุ้มเสี่ยวเจี้ยร่อนลงมาที่หน้าบ้านไม้ของเขา
ไม่ไกลนัก เจียงหลิงซู่ก็มองเห็นฉีหยวนและเสี่ยวเจี้ยในอ้อมแขนของเขา นางเผยสีหน้างุนงงออกมา "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้ไปเข้าร่วมศึกชิงบัลลังก์มังกรหรอกหรือ ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะเจ้าคะ"
"ศึกชิงบัลลังก์มังกรจบแล้วล่ะ ส่วนใหญ่คนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ก็คงจะเป็นเจ้านั่นแหละ ตงเสียน"
เขาค้นเจอของวิเศษล้ำค่ามากมายจากถุงเก็บของของพ่อหลางที่ได้มาจากแดนสวรรค์มังกรฟ้า
เขาจึงมอบของวิเศษเหล่านั้นให้ตงเสียนไปจนหมด
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ตงเสียนก็น่าจะได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นซางแน่นอน
เรื่องนี้ทำให้ฉีหยวนรู้สึกดีใจนิดๆ
เขาอุตส่าห์ส่ง "ตัวซวย" ที่มี "ดวงตัวเอก" อย่างตงเสียนออกไปจากสำนักแสงเทวะได้สำเร็จ
รับรองว่าชีวิตในวันข้างหน้าของเขาจะต้องสงบสุขขึ้นแน่ๆ
"จบแล้วงั้นหรือ เร็วขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ" เจียงหลิงซู่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบถามต่อ "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านได้เจอพ่อหลางบ้างไหมเจ้าคะ"
ก่อนไปนางเคยกำชับศิษย์พี่ใหญ่ไว้แล้วว่า ถ้าเจอพ่อหลางให้พยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้
นางรู้ดีว่าศิษย์พี่ใหญ่มีพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะ
แต่เมื่อเทียบกับอัจฉริยะขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายอย่างพ่อหลางแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันอยู่มาก
"เจอสิ ข้าฆ่ามันตายไปแล้วล่ะ" ฉีหยวนตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ไม่คุยแล้วนะ ภรรยาของข้าหลับอยู่ ข้าต้องเอาผ้าห่มไปห่มให้นางก่อน"
ห๊ะ
"นางคือใครหรือเจ้าคะ" เจียงหลิงซู่ยังตั้งสติไม่ทัน
"ภรรยาของข้าไง!" ฉีหยวนตอบอย่างภาคภูมิใจก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไม้ไป
ทิ้งให้เจียงหลิงซู่ยืนอึ้งอยู่ท่ามกลางสายลม
นางได้ยินอะไรเนี่ย
ศิษย์พี่ฆ่าพ่อหลางตายแล้วงั้นหรือ
แถมยังอุ้มภรรยากลับมาด้วยเนี่ยนะ
สองเรื่องนี้ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย
อีกด้านหนึ่ง ฉีหยวนที่เดินเข้าไปในบ้านไม้ก็เผยสีหน้าโล่งอกออกมา
"โชคดีนะที่ช่วงนี้ข้าเปลี่ยนจากกระท่อมฟางมาเป็นบ้านไม้แล้ว ไม่งั้นถ้าพาภรรยาเข้าบ้านมาแล้วนางเห็นกระท่อมฟางของข้า นางคงรังเกียจที่ข้าไร้น้ำยาแน่ๆ"
ฉีหยวนวางเสี่ยวเจี้ยลงบนเตียง เขาจ้องมองเสี่ยวเจี้ยอย่างเงียบๆ มือข้างหนึ่งจับแขนเสื้อของนางเอาไว้
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ฉีหยวนยังคงจ้องมองเสี่ยวเจี้ยและฝึกฝนวิชาไปด้วย
จู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเปิดแผ่นหยกของสมาคมบุปผาเทวะและเข้าไปในกลุ่มพูดคุย หรือก็คือกลุ่มสี่จักรพรรดิเทพแห่งสมาคมบุปผาเทวะนั่นเอง
"ทุกคน ข้าเพิ่งค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่!"
"ความลับอะไรหรือ" เซียนจุนอันธพาลดูเหมือนจะออนไลน์อยู่ตลอดเวลา มักจะโผล่มาตอบเป็นคนแรกเสมอ
"เวลาต่อสู้ ถ้าใช้แผ่นหยกเปิดเพลงประกอบเพื่อสร้างบรรยากาศ มันจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ได้เยอะเลยล่ะ แถมยังทำให้การต่อสู้ดูเร้าใจขึ้นด้วยนะ"
คนในกลุ่มช่างใจกว้าง ฉีหยวนจึงนำประสบการณ์การต่อสู้ของเขามาแบ่งปันให้กับทุกคน
"จริงหรือเนี่ย" เซียนจุนอันธพาลไม่เข้าใจ การเปิดเพลงมันช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ได้จริงๆ หรือ
และในเวลานั้นเอง สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งที่ซุ่มดูอยู่ตลอดก็พูดขึ้น "ว้าว เทียนจุนต้นกำเนิด เจ้ามันอัจฉริยะจริงๆ ไอเดียเจ๋งสุดๆ ไปเลย ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะว่าควรจะเปิดเพลงตอนต่อสู้ด้วย มันต้องดูมีระดับมากแน่ๆ!"
จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันก็โผล่มาตอบกลับ ดูเหมือนเขาจะเลื่อมใสฉีหยวนไม่น้อย "แค่คิดหัวข้อ 'ช็อกโลก' ขึ้นมาได้ก็ทำให้ข้าเลื่อมใสจนแทบกราบกรานแล้ว ไม่คิดเลยว่าเทียนจุนต้นกำเนิดจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดค้นการเปิดเพลงประกอบตอนต่อสู้ขึ้นมาได้ ช่างเป็นความคิดที่ล้ำเลิศจริงๆ!"
ส่วนเซียนจุนอันธพาลกลับมีสีหน้าแปลกๆ
การเปิดเพลงตอนต่อสู้มันดูมีระดับจริงๆ หรือ
มันไม่ดู ... น่าอายหรอกหรือ
แต่ในเมื่อคนในกลุ่มต่างพากันชื่นชม เขาจะกล้าคัดค้านได้อย่างไร
เขาจึงถามไปว่า "เทียนจุนต้นกำเนิด วิธีนี้มันได้ผลจริงๆ หรือ"
"ได้ผลสิ ข้าเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานระดับหมู่บ้านเล็กๆ แค่เปิดเพลงประกอบ ข้าก็สามารถดีดกะโหลกพ่อหลางจนตายได้เลยนะ"
"เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดว่าอะไรนะ" เซียนจุนอันธพาลอึ้งไป "เจ้าฆ่าพ่อหลางงั้นหรือ"
พ่อหลางคือผู้ที่ติดเจ็ดร้อยอันดับแรกในทำเนียบอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออกเชียวนะ
เป็นยอดฝีมือที่เซียนจุนอันธพาลต้องแหงนหน้ามองเลยทีเดียว
ถูกเทียนจุนต้นกำเนิดฆ่าตายเนี่ยนะ
เขาไม่อยากจะเชื่อเลย คิดว่าเทียนจุนต้นกำเนิดคงล้อเล่นแน่ๆ
เทียนจุนต้นกำเนิดมาจากหมู่บ้านเล็กๆ จะไปเก่งกาจขนาดนั้นได้ยังไง
และในเวลานั้น จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันก็พูดขึ้น "เทียนจุนต้นกำเนิด เจ้าฆ่าพ่อหลางตายจริงๆ ด้วย ถึงกับอัปโหลดวิชากระบี่แสงเจิดจรัสฉบับปรับปรุงลงมาให้เลยแฮะ"
เซียนจุนอันธพาลตกใจมาก เขารีบเข้าไปดูก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่
เขารีบเลียนแบบคำพูดที่เทียนจุนต้นกำเนิดเคยพูดก่อนหน้านี้
"ชาบูๆ ลูกพี่!"
ทุกคนในกลุ่มต่างก็พากันส่งข้อความ "ชาบูๆ ลูกพี่" มาอย่างพร้อมเพรียง
ฉีหยวนก็ส่งข้อความชาบูตัวเองด้วยเหมือนกัน
เมื่อเห็นคำชื่นชมของทุกคนในกลุ่ม ฉีหยวนก็รู้สึกตัวลอย
"เฮ้อ พ่อหลางน่ะไม่เท่าไหร่หรอก
ตอนนั้น ข้าเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตแก่นปราณหนึ่งร้อยคนและผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายอีกสองร้อยคน ข้าถือมีดทำครัวเล่มเดียว ฟันตั้งแต่พื้นดินยันสรวงสวรรค์
เปิดเพลงแค่ห้าเพลง พวกมันก็ตายเรียบแล้ว"
เมื่อเซียนจุนอันธพาลอ่านข้อความเหล่านี้ เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจ
จริงหรือเนี่ย
ในกลุ่มนี้มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นยอดฝีมือจอมปลอมงั้นหรือ
"สุดท้าย ตอนเผชิญหน้ากับเฒ่าปีศาจขอบเขตทารกเทวะ ข้าก็ถือมีดเดินเข้าไป ฟันมันตายในมีดเดียวเลย!"
เซียนจุนอันธพาล " ... "
จักรพรรดิเพลิงมหาตะวันก็อึ้งไปเหมือนกัน
หรือว่าเทียนจุนต้นกำเนิดจะเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่ปลอมตัวมาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐาน
ถึงกับฆ่าขอบเขตแก่นปราณได้ง่ายๆ เหมือนเชือดหมาเลยเนี่ยนะ!
"จริงๆ แล้วก็ไม่เท่าไหร่หรอก ถ้าเทียบกับตอนที่ข้าฆ่ามารร้ายจากนอกพิภพสามพันตนนั่น ขอบเขตทารกเทวะนี่ขยะชัดๆ!
น่าเสียดาย ตอนที่ข้าฆ่ามารร้ายจากนอกพิภพสามพันตนนั่น ข้าไม่ได้เปิดเพลงประกอบ ไม่งั้นผลลัพธ์คงไม่ออกมาเป็นแบบนั้นหรอก" ฉีหยวนคุยโวอย่างเมามัน
ทว่าจู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบถามในกลุ่ม
"ทุกคนมีตำรับยาโอสถแบ่งวิญญาณไหม ข้าต้องการด่วนเลย"
"ข้ามี เดี๋ยวข้าอัปโหลดลงในกลุ่มให้" สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งพูดขึ้น "เทียนจุนต้นกำเนิด วันหลังถ้าจะไปฆ่ามารร้ายจากนอกพิภพ อย่าลืมพาข้าไปด้วยนะ ข้าก็อยากจะฆ่าคนแบบมีระดับเหมือนเจ้าบ้าง!"
"ไม่มีปัญหา ขอบคุณพี่สาวห้าวมาก!" ฉีหยวนขอบคุณจากใจจริง
ไม่คิดเลยว่าแค่ถามส่งๆ จะได้คำตอบที่ต้องการมาจริงๆ
ไม่นานนัก ตำรับยาโอสถแบ่งวิญญาณก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าฉีหยวน
"พี่สาวห้าว ข้าปรุงยาไม่เป็น ข้าจะให้แพทย์โอสถคนอื่นช่วยปรุงให้ได้ไหม" ฉีหยวนเอ่ยถาม
อย่างไรเสียการนำตำรับยาของสาวห้าวภูเขาน้ำแข็งไปให้คนอื่นดูก็คงไม่ดีนัก
"ตำรับยาโอสถแบ่งวิญญาณไม่ใช่ของหายากอะไรหรอก ที่หายากคือส่วนผสมหลักต่างหาก ตำรับยานี้ ขุมกำลังใหญ่ๆ ที่ไหนก็มีกันทั้งนั้นแหละ ไม่เป็นไรหรอก เอาให้คนอื่นดูได้ตามสบายเลย"
"ขอบคุณมาก!" ฉีหยวนขอบคุณจากใจจริง "ข้าพอจะปรับปรุงเคล็ดวิชาเป็นอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะลองปรับปรุงตำรับยานี้ดู แล้วค่อยอัปโหลดลงกลุ่มให้นะ"
เขาไม่มีอะไรจะตอบแทน ก็เลยช่วยปรับปรุงตำรับยาให้ก็แล้วกัน
อีกด้านหนึ่ง สาวห้าวภูเขาน้ำแข็งก็พูดขึ้นว่า "ขอบคุณในความหวังดีของเทียนจุนนะ"
เมื่อกี้เทียนจุนต้นกำเนิดยังบอกอยู่เลยว่าปรุงยาไม่เป็น แต่ตอนนี้กลับบอกว่าจะปรับปรุงตำรับยาให้ นางย่อมไม่ถือเป็นจริงเป็นจังอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ขัดคออะไร
ฉีหยวนออฟไลน์ เขามองตำรับยานั้นแล้วก็เผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา
ไม่นานนัก ตำรับยาฉบับใหม่ที่เพิ่งออกจากเตาก็ปรากฏขึ้น
ใบหน้าของฉีหยวนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า พลังจิตถูกเผาผลาญไปมาก
หลังจากอัปโหลดตำรับยาเสร็จ เขาก็มองดูท้องฟ้าที่มืดสนิท อาบน้ำชำระร่างกาย แล้วก็กอดเสี่ยวเจี้ยเตรียมนอน
ตอนนี้เขาง่วงมาก พรุ่งนี้ค่อยไปหาคนช่วยปรุงยาให้ก็แล้วกัน
และในเวลานั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังเข้าหูเขา
"สามี ตอนนี้ภรรยาตัวน้อยที่ผอมบางน่ารักของท่านกลายเป็นยอดฝีมือระดับจื้อจุนแล้วนะ เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันสักทีล่ะ"
โลกหลิวเฟิง
หนิงเถาในอดีตได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคไปแล้ว ภายใต้การปกครองของนางมียอดฝีมือระดับจื้อจุนอยู่ถึงหลายคน
ความกล้าของนางก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
นางอยากจะเห็นหน้าคนที่คอยกระซิบข้างหูนางในตอนนั้น ว่ายอดฝีมือระดับจื้อจุนผู้นั้นเป็นใครกันแน่
น่าเสียดายที่นางตามหามาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่พบ
"ไม่เจอ ไม่อยากเจอ!" ฉีหยวนรีบตอบกลับไปทันที
การนัดเจอกันครั้งแรกมันสร้างแผลใจให้เขามากเกินไป
เขาไม่อยากจะนัดเจอใครอีกแล้ว
โลกหลิวเฟิง
สตรีในชุดกระโปรงสีดำที่มีเรียวขายาวสวย นางเอนกายอยู่บนบัลลังก์
เมื่อได้ยินเสียงของฉีหยวน นัยน์ตาที่เรียบเฉยของนางก็ฉายแววขบขันออกมา
"สามี ท่านกลัวข้าจนไม่กล้ามาเจอหน้างั้นหรือ"
นางพูดจบก็รออย่างเงียบๆ
น่าเสียดายที่ก็ยังคงไม่มีใครตอบกลับนางมาเหมือนเช่นเคย
สตรีในชุดกระโปรงสีดำมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แววตาของนางแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ส่วนที่โลกชางหลาน ภายในบ้านไม้ ฉีหยวนกอดเสี่ยวเจี้ยไว้แน่น แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านรอยแยกเข้ามาอาบไล้ร่างของคนทั้งสอง ดูอ่อนโยนและอบอุ่นยิ่งนัก
[จบแล้ว]