เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 - อยู่เขตหวงห้ามหยินหยางนานไปหน่อย พูดจาก็เลยชอบกระแนะกระแหน

บทที่ 60 - อยู่เขตหวงห้ามหยินหยางนานไปหน่อย พูดจาก็เลยชอบกระแนะกระแหน

บทที่ 60 - อยู่เขตหวงห้ามหยินหยางนานไปหน่อย พูดจาก็เลยชอบกระแนะกระแหน


ในงานชุมนุมปราบมารอีกสามร้อยปีข้างหน้า จะมียอดฝีมือผู้เชี่ยวชาญด้านการทำนายทายทักยอมสละพลังชีวิตเพื่อแอบดูอนาคตเสี้ยวหนึ่ง

ผลลัพธ์ที่ทำนายออกมาได้ก็คือ ... ไร้ทางรอดโดยสิ้นเชิง

ไม่ผิดแน่ ไม่มีโอกาสรอดชีวิต ไม่มีแม้แต่ความหวังใดๆ

แต่ถึงกระนั้น ยอดฝีมือเหล่านี้ก็ยังคงรวมตัวกันอย่างไม่ย่อท้อและจับมือเป็นพันธมิตรกัน

ในเมื่อไม่มีทางรอด ก็ต้องใช้เลือดเนื้อกรุยทางขึ้นมาให้ได้!

แต่ในตอนนี้ ถังเหยียนกลับได้เห็นสิ่งใดกัน!

เขาได้เห็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์เหนือล้ำยิ่งกว่าเทพสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นมา

นี่ไม่ใช่ความเมตตาจากสวรรค์แล้วจะเป็นสิ่งใดกันเล่า

คนอีกสามคนเองก็รู้สึกสะเทือนใจเช่นกัน

พวกเขาย่อมรู้ดีว่าเบญจธาตุสมบูรณ์หมายถึงสิ่งใด

นั่นหมายความว่าผู้นำกองกำลังอาภรณ์มีโอกาสที่จะก้าวข้ามเทพสวรรค์ไปได้

และยังมีโอกาสที่จะต่อกรกับมารร้ายจากนอกพิภพได้อย่างแท้จริง

บางที งานชุมนุมปราบมารอาจจะไม่ใช่การไร้ทางรอดโดยสิ้นเชิง แต่เป็นรอดหนึ่งในสิบ

ถังเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เรื่องนี้ต้องแจ้งให้ท่านอวี่และท่านหลงพ่านทราบโดยด่วน!"

เขากล่าวพลางส่งข้อมูลเรื่องราวที่พบเจอในวันนี้ออกไปยังโลกภายนอก

...

ณ หุบเขาแห่งหนึ่งในเขตหวงห้ามเบญจธาตุ โลงศพหลายสิบโลงวางเรียงรายอยู่อย่างเงียบเชียบ

จู่ๆ ฝาโลงศพโลงหนึ่งที่อยู่ตรงกลางก็ถูกเปิดออก

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้มีลักษณะคล้ายสตรีลุกขึ้นนั่ง

เขาสวมเสื้อคลุมขนนก หน้าตางดงามล้ำเลิศ เขาคืออวี่ หนึ่งในสองยอดฝีมือระดับสูงสุดแห่งขอบเขตแดนเทวะในเขตหวงห้ามเบญจธาตุ

เขามองไปยังโลงศพโลงอื่นๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เพียงครู่เดียว ฝาโลงศพโลงอื่นๆ ก็พากันเปิดออกตามมา

ชายร่างกำยำลุกขึ้นยืนพลางบ้วนน้ำลายลงพื้น "ท่านอวี่ คราวก่อนเพิ่งจะรวมตัวกันไปไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้เรียกพวกเราตื่นขึ้นมาอีกแล้วล่ะ"

ส่วนตาเฒ่าคนหนึ่งที่ดูเลอะเลือนก็บ่นพึมพำว่า "ยามใดแล้วเนี่ย ถึงเวลางานชุมนุมปราบมารแล้วหรือ"

ยอดฝีมือคนอื่นๆ ต่างก็มองไปที่อวี่ด้วยความฉงนใจ

เพราะเหลือเวลาอีกเพียงสามร้อยปีก็จะถึงงานชุมนุมปราบมาร หากไม่มีเรื่องสำคัญอะไร พวกเขาก็จะไม่ตื่นขึ้นมา

"พวกเจ้ายังจำผู้นำกองกำลังอาภรณ์เมื่อหลายวันก่อนได้หรือไม่" น้ำเสียงของอวี่ช่างนุ่มนวล

"เขาทำไมหรือ" ชายร่างกำยำสงสัย

ยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ที่เรียกพวกเขาตื่นขึ้นมา เกี่ยวข้องกับผู้นำกองกำลังอาภรณ์งั้นหรือ

หรือว่าเขาจะเป็นไส้ศึกของมารร้ายจากนอกพิภพจริงๆ

"ถังเหยียนส่งข่าวมาบอกว่า ผู้นำกองกำลังอาภรณ์มีพรสวรรค์ธาตุน้ำระดับสูงสุด แข็งแกร่งยิ่งกว่าพรสวรรค์ของเขาเสียอีก" อวี่กล่าวอย่างราบเรียบ

"แข็งแกร่งกว่าถังเหยียนงั้นหรือ พรสวรรค์ระดับสูงสุดจริงๆ หากให้เวลาสักพันปี คงจะกลายเป็นเทพสวรรค์คนใหม่ได้แน่ น่าเสียดายนัก" ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทอดถอนใจ

"แล้วแข็งแกร่งกว่าแค่ไหนล่ะ" มีคนถามขึ้น

อวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "แข็งแกร่งกว่าไม่มากนัก สังหารวิญญาณน้ำหนึ่งตัวก็สามารถทำความเข้าใจปราณบริสุทธิ์ธาตุน้ำได้หนึ่งสาย"

" ... "

" ... "

ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ

เวลาผ่านไปสิบกว่าอึดใจ ชายร่างกำยำถึงได้เอ่ยปากออกมาอย่างยากลำบาก "นี่ไม่ได้หมายความว่าเพียงแค่เดือนเดียว เขาก็สามารถบรรลุธาตุน้ำสมบูรณ์ได้แล้วหรอกหรือ"

นี่มันเกินจริงไปไหมเนี่ย

เกินจริงไปมากเลยล่ะ!

จะมีใครที่ไหนใช้เวลาแค่เดือนเดียวก็บรรลุธาตุน้ำสมบูรณ์ได้กัน!

คนอื่นต้องใช้เวลาหลายพันปี แต่เขาใช้เวลาแค่เดือนเดียวงั้นหรือ

ช่องว่างมันจะห่างชั้นกันเกินไปหน่อยแล้วมั้ง!

หากฉีหยวนรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ คงจะบอกว่าช่องว่างนี้ก็ถือว่าปกติ

ก็แค่ช่องว่างระหว่างเงินเดือนของคนธรรมดาบนโลกกับรายได้วันละสองล้านแปดแสนของดาราดังนั่นแหละ

"ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาไม่ได้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดแค่ในธาตุน้ำเท่านั้น แต่ธาตุอื่นๆ อีกสี่ธาตุก็เป็นเช่นเดียวกัน" น้ำเสียงของอวี่ในครั้งนี้ยังคงสงบนิ่ง แต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงความปีติยินดีที่แฝงอยู่ภายใน

"อะไรนะ พรสวรรค์ระดับสูงสุดทั้งห้าธาตุเลยงั้นหรือ!"

"นี่มันใช่คนแน่หรือ!"

"น่าเจ็บใจนัก!"

ยอดฝีมือที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างรุนแรง

ในตอนนี้พวกเขาไม่เหลือมาดของยอดฝีมือระดับแนวหน้าอีกต่อไปแล้ว

สุสานโลงศพแห่งนี้กลับกลายเป็นคึกคักราวกับตลาดสด

ทุกคนต่างก็รู้สึกตกตะลึง

พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตแดนเทวะ ย่อมเข้าใจดีว่าเบญจธาตุสมบูรณ์หมายถึงอะไร

นั่นหมายความว่าผู้นำกองกำลังอาภรณ์มีความหวังที่จะทะลวงขีดจำกัดและก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ยาวไกลกว่าเทพสวรรค์ได้

"น่าเสียดาย เหลือเวลาอีกแค่สามร้อยปีเท่านั้น" จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งถอนหายใจยาว

บรรดายอดฝีมือขอบเขตแดนเทวะที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เผยสีหน้าขมขื่น

พรสวรรค์ของผู้นำกองกำลังอาภรณ์นั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าเทพสวรรค์ไปไกล

แต่เขาเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแดนเทวะ เวลาเพียงสามร้อยปีแค่จะขัดเกลาพลังฝึกตนให้มั่นคงยังเป็นเรื่องยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการยกระดับพลังเลย

"อย่างน้อยก็ยังมีเวลาอีกสามร้อยปี" อวี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่กลับหนักแน่นอย่างยิ่ง "ในเมื่อผู้นำกองกำลังอาภรณ์อยู่ที่นี่ พวกเราก็ควรจะคิดหาวิธีพลิกสถานการณ์นี้ให้จงได้!"

งานชุมนุมปราบมารคือการไร้ทางรอดโดยสิ้นเชิง ถ้าเช่นนั้นพวกเขาก็จะทุ่มเทสุดกำลังและยอมจ่ายด้วยทุกสิ่งที่มีเพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นรอดหนึ่งในสิบให้ได้!

ในช่วงแรกที่พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในเขตหวงห้ามและลุกขึ้นต่อต้านมารร้ายจากนอกพิภพ บางทีอาจจะเป็นไปเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเต่าเฒ่าที่อยู่มานานปีเหล่านี้เลย

แต่ในเวลาต่อมา การต่อต้านมารร้ายจากนอกพิภพก็ค่อยๆ กลายเป็นภารกิจและกลายเป็นความยึดติดในที่สุด

หากจะบอกว่าทำไปเพื่อมวลมนุษยชาติก็อาจจะดูยิ่งใหญ่เกินไปหน่อย แต่มันก็พอจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง

"ข้าขอเสนอให้ ... ประทับเทวะ!" อวี่กล่าวเสียงเบา

ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ แม้แต่เสียงหายใจยังไม่มีให้ได้ยิน เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตกพื้น

"ใครปฏิเสธ ตาย!" อวี่กวาดสายตามองทุกคนอย่างเย็นชา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันแข็งกร้าวเป็นครั้งแรก!

"ข้าไม่มีปัญหา!"

"ข้าก็ไม่มีปัญหา!"

"ฮ่าๆ ขอแค่กำจัดมารร้ายจากนอกพิภพสารเลวนั่นได้ จะให้ข้าทำอะไรข้าก็ยอมทั้งนั้น!"

บรรดายอดฝีมือขอบเขตแดนเทวะในที่นั้นต่างก็หัวเราะร่วน ไม่มีใครเอ่ยปากปฏิเสธเลย

ประทับเทวะ เป็นเคล็ดวิชาลับเฉพาะของยอดฝีมือขอบเขตแดนเทวะ

พวกเขาสามารถถ่ายทอดความเข้าใจทั้งหมดที่ฝึกฝนมา รวมถึงประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิต ประทับลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณของบุคคลผู้หนึ่งได้

ความเข้าใจทั้งหมด ความทรงจำทั้งหมด

นี่เทียบเท่ากับการที่พวกเขาจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับผู้นำกองกำลังอาภรณ์โดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ หลังจากใช้วิชาประทับเทวะ พวกเขาจะต้องสูญเสียพลังต้นกำเนิดและต้องใช้เวลาถึงหนึ่งร้อยปีในการฟื้นฟู

ดังนั้นจึงแทบจะอียอดฝีมือขอบเขตแดนเทวะคนไหนยอมใช้วิชาประทับเทวะเลย

เว้นเสียแต่คนผู้นั้นจะใกล้สิ้นอายุขัยแล้ว

อวี่มองดูทุกคนแล้วเอ่ยเสียงเบา "รบกวนทุกท่านแล้ว!"

และในตอนนั้นเอง ชายร่างกำยำก็ถามขึ้นมาว่า "ท่านหลงพ่านหายไปไหน โลงศพของเขาถึงได้ว่างเปล่าล่ะ"

อวี่มองไปข้างหน้า ไปยังทิศทางของเขตหวงห้ามหยินหยาง

"เขาไปที่เขตหวงห้ามหยินหยางแล้ว คนของเขตหวงห้ามหยินหยางไม่ได้เจรจาง่ายๆ เขาจึงต้องไปเกลี้ยกล่อมให้พวกนั้นยอมประทับเทวะให้กับผู้นำกองกำลังอาภรณ์"

"ซี้ดดดด!"

ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึก

หลงพ่าน ชายผู้มีหนวดเคราเคร่งขรึมและเงียบขรึมผู้นั้น ถึงกับเดินทางไปที่เขตหวงห้ามหยินหยางเชียวหรือ

นี่มันไม่ใช่การเกลี้ยกล่อมยอดฝีมือของเขตหวงห้ามหยินหยางแล้ว แต่มันคือการไปตบตีจนกว่าจะยอมจำนนต่างหาก!

ดูท่าทางความตั้งใจของหลงพ่านและท่านอวี่จะแน่วแน่มาก พวกเขาต้องการช่วยให้ผู้นำกองกำลังอาภรณ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วให้จงได้

และในเวลานั้นเอง มิติภายในเขตหวงห้ามเบญจธาตุก็เกิดความผันผวนขึ้น

หลงพ่าน ชายผู้มีหนวดเคราเคร่งขรึมและเงียบขรึมที่เพิ่งถูกกล่าวถึงก็กลับมาแล้ว

ที่แขนเสื้อข้างซ้ายของเขามีหยดเลือดไหลริน

เขามองดูทุกคนพลางแสยะยิ้ม "คนของเขตหวงห้ามหยินหยางถูกข้าเกลี้ยกล่อมจนยอมจำนนแล้ว"

ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใด พวกเขาเอาแต่จ้องมองแขนที่เปื้อนเลือดของเขา

หลงพ่านนั้นแข็งแกร่งมาก ทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับใครเลย จะมีก็เพียงครั้งเดียวที่พ่ายแพ้ให้กับเทพสวรรค์ที่ผสานร่างกับจักรพรรดินีชุดวิวาห์เท่านั้น

แต่ในตอนนี้เขากลับได้รับบาดเจ็บ เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ระหว่างหลงพ่านกับบรรดายอดฝีมือของเขตหวงห้ามหยินหยางนั้นดุเดือดและทารุณเพียงใด

หลงพ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "พวกเขาอยู่เขตหวงห้ามหยินหยางนานไปหน่อย พูดจาก็เลยชอบกระแนะกระแหน ก็เลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงไม้ลงมือกันสักตั้ง"

ทว่าเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาก็กล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง "แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็คือพันธมิตรของพวกเรา ข้าจะทำอะไรรุนแรงเกินไปก็คงไม่ดี"

"พวกเขายื่นข้อเสนอมาข้อหนึ่ง ผู้นำกองกำลังอาภรณ์จะต้องเอาชนะจั้งฮวาให้ได้ พวกเขาถึงจะยอมใช้วิชาประทับเทวะให้"

เมื่อหลงพ่านพูดจบ เขาก็เดินกลับไปที่โลงศพของตนเอง ล้มตัวลงนอน แล้วยื่นมือออกไปดึงฝาโลงมาปิด

ทุกคนต่างก็มุดกลับเข้าไปในโลงศพของตนเอง

สถานที่แห่งนี้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ห่างออกไปไม่ไกล เด็กสาวชุดเขียวนั่งยองๆ กอดเข่าอยู่บนพื้น ร่างของนางสั่นเทิ้มอย่างไร้เสียง

และในตอนนั้นเอง บรรพชนน้ำผู้มีใบหน้าอ่อนโยนก็ปรากฏตัวขึ้น นางลูบศีรษะของเด็กสาวชุดเขียวอย่างเบามือ นางไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทำเพียงแค่ลูบอยู่อย่างนั้นเงียบๆ

เด็กสาวชุดเขียวร้องไห้อยู่นาน กว่าจะเงยหน้าขึ้นมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเอ่ยอย่างดื้อรั้น "ท่านบรรพชนน้ำ จำเป็นต้องทำแบบนี้จริงๆ หรือ"

บรรพชนน้ำมีสีหน้าเมตตา "เด็กน้อยเอ๋ย พวกเราไม่ได้แตกดับไปเสียหน่อย ก็แค่เปลี่ยนรูปแบบการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็เท่านั้นเอง"

"ท่านบรรพชนน้ำ" เด็กสาวชุดเขียวสวมกอดบรรพชนน้ำ น้ำตายังคงไหลรินลงมาอย่างไม่อาจกลั้นได้

การที่ผู้นำกองกำลังอาภรณ์จะบรรลุเบญจธาตุสมบูรณ์ นั่นหมายความว่าเขาจะได้ควบคุมเขตหวงห้ามเบญจธาตุ

...

ฉีหยวนเดินออกมาจากพื้นที่ศูนย์กลาง

เขามองไปยังคนทั้งสี่ที่อยู่ไกลออกไป แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม "พวกเจ้านี่ก็รู้ความเหมือนกันนะ"

ระหว่างที่กำลังต่อสู้อยู่ เขาก็สังเกตเห็นคนทั้งสี่แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

ตอนนี้เขาเตรียมตัวจะออฟไลน์ จึงเดินมาทักทายคนทั้งสี่สักหน่อย

แต่กลับพบว่าคนทั้งสี่ได้กักขังวิญญาณเบญจธาตุที่หลบหนีเอาไว้ให้เขา

ถึงจะมีจำนวนไม่มากนัก แค่หลายสิบตัวเท่านั้น

แต่วิญญาณเบญจธาตุหลายสิบตัวนี้ต่างก็กำลังแยกเขี้ยวคำรามใส่ชายชุดแดงราวกับต้องการจะฉีกทึ้งเขาให้เป็นชิ้นๆ

"ผู้นำกองกำลังอาภรณ์ เชิญทำความเข้าใจได้เลย" ถังเหยียนเอ่ยขึ้น

วิญญาณเบญจธาตุเหล่านี้ล้วนหนีเตลิดออกมาจากพื้นที่ศูนย์กลางและถูกพวกเขาจับตัวเอาไว้

การได้ทำงานรับใช้ผู้นำกองกำลังอาภรณ์และช่วยให้ความก้าวหน้าของเขารวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าสำหรับพวกเขา

ฉีหยวนถือกระบี่กวัดแกว่งสังหารวิญญาณเบญจธาตุหลายสิบตัวนั้นอย่างง่ายดาย

เขาได้รับค่าประสบการณ์และปราณบริสุทธิ์เบญจธาตุมาอีกไม่น้อย

ถึงแม้วันนี้เขาจะสังหารวิญญาณเบญจธาตุไปมากมายมหาศาล แต่การจะรวบรวมเบญจธาตุให้ครบก็ยังคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนอยู่ดี

สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง

ถังเหยียนสังเกตเห็นสีหน้าของฉีหยวนจึงเอ่ยถาม "ผู้นำกองกำลังอาภรณ์มีเรื่องอันใดกลัดกลุ้มใจหรือ พวกเรายินดีช่วยแบ่งเบาความทุกข์ใจของท่าน"

หากเป็นเรื่องที่สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรได้ ถังเหยียนก็จะอาสาทำอย่างเต็มใจ

"เฮ้อ มันช้าเกินไปแล้ว ข้าต้องฆ่ามอนสเตอร์ไปอีกครึ่งเดือนถึงจะบรรลุเบญจธาตุสมบูรณ์ได้ มันช้าเกินไปจริงๆ " ฉีหยวนทอดถอนใจออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

เขตหวงห้ามเบญจธาตุคือดันเจี้ยน ดินแดนทดสอบเบญจธาตุคือดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยน และพื้นที่ศูนย์กลางก็คือดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยน

ผลปรากฏว่าการลงดันเจี้ยนแบบนี้กลับต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือนเชียวหรือ

มันไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว

เขาพูดจาไหลลื่นเป็นน้ำไหลไฟดับ บ่นว่าตัวเองไร้ประโยชน์มากเกินไป

ถังเหยียน " ... "

สตรีเกล้ามวยผมคู่ " ... "

หลี่ชิน " ... "

ชายชุดแดง " ... เจ้านี่มัน ... เดรัจฉานจริงๆ !"

เขาร้อนรนขึ้นมาทันที

เขารู้สึกว่าปากของผู้นำกองกำลังอาภรณ์ช่างน่ารังเกียจเสียจริงๆ

ครึ่งเดือนก็บรรลุเบญจธาตุสมบูรณ์ได้แล้วงั้นหรือ

แถมยังบ่นว่าช้าอีกหรือ

ต่อให้เอาตัวเขาที่มีธาตุต่างกันห้าธาตุออกโรงพร้อมกัน ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามพันปีเลยนะโว้ย

นี่มันอะไรกันเนี่ย

ถังเหยียนเองก็สงบสติอารมณ์ลงได้ "ข้าจะไปเรียกคนอื่นๆ มาช่วยผู้นำกองกำลังอาภรณ์กักขังวิญญาณเบญจธาตุเอาไว้ เพื่อให้ท่านเป็นคนลงมือสังหารเอง"

เขาไม่พูดคำว่าทำความเข้าใจแล้ว แต่ใช้คำว่าสังหารแทน

เพราะถึงอย่างไร การที่ผู้นำกองกำลังอาภรณ์สังหารมอนสเตอร์ มันก็เท่ากับการทำความเข้าใจนั่นแหละ

"ขอบใจพวกเจ้ามากจริงๆ " ฉีหยวนรู้สึกว่าโชคดีที่ตัวเองฉลาดพอที่จะกอบทรายเบญจธาตุไหลออกมาเป็นกำมือใหญ่ "นี่คือของเล่นที่ข้าเก็บได้ในพื้นที่ศูนย์กลาง บางทีอาจจะมีประโยชน์กับพวกเจ้า ข้ายกให้พวกเจ้าก็แล้วกัน"

ฉีหยวนโยนทรายเบญจธาตุไหลให้กับคนทั้งสี่ที่อยู่ในเหตุการณ์

จบบทที่ บทที่ 60 - อยู่เขตหวงห้ามหยินหยางนานไปหน่อย พูดจาก็เลยชอบกระแนะกระแหน

คัดลอกลิงก์แล้ว