- หน้าแรก
- เป็นเทพสังหารมันเหนื่อย ขอแกล้งกากให้ภรรยาเลี้ยงดีกว่า
- บทที่ 25 - นี่คือที่พึ่งสุดท้ายของแกสินะ
บทที่ 25 - นี่คือที่พึ่งสุดท้ายของแกสินะ
บทที่ 25 - นี่คือที่พึ่งสุดท้ายของแกสินะ
บทที่ 25 - นี่คือที่พึ่งสุดท้ายของแกสินะ
เฉินเฟิงต๋าสั่งการพวกลูกน้องก็พุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าอวิ๋นจื่อฝานกลับยกมือขึ้นห้าม "เดี๋ยวก่อน"
เขาพยุงเฉินสือไปนั่งบนเก้าอี้อย่างเบามือ แม้เฉินสือจะยังไม่หมดสติแต่เปลือกตาก็บวมเป่งจนลืมแทบไม่ขึ้น เขาต้องฝืนเกร็งตัวเพื่อไม่ให้ฟุบหลับไปกับโต๊ะ
เมื่อเห็นเฉินสือนั่งเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นจื่อฝานก็ค่อยๆหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มลูกน้อง "เริ่มได้"
พวกลูกน้องราวกับถูกกระตุ้นต่อมโทสะ พวกมันแห่กันพุ่งเข้าใส่อวิ๋นจื่อฝานทันที
เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นจื่อฝานจงใจเคลื่อนไหวให้ช้าลงเพื่อเป็นวิทยาทานแก่เฉินสือ
เมื่อต้องรับมือกับหมัดที่พุ่งเข้ามาพร้อมกันสองทิศทาง อวิ๋นจื่อฝานย่อตัวลงหลบอย่างพลิ้วไหวพลางอาศัยจังหวะที่ทั้งคู่เสียหลักสวนหมัดคู่กระแทกเข้าที่ท้องของพวกมันอย่างจัง
จากนั้นเขาหมุนตัวหลบลูกเตะที่พาดเข้ามาจากด้านหลังอย่างต่อเนื่อง อาศัยแรงเหวี่ยงจากการหมุนตัวซัดหมัดเข้าที่ปลายคางของชายคนที่อยู่ริมสุด ร่างของมันลอยละลิ่วไปกระแทกทับพรรคพวกคนอื่นๆ เพียงหมัดเดียวก็จัดการรวบตึงไปได้ถึงหกคน
อวิ๋นจื่อฝานมองดูพวกที่เหลือที่ยังคงดาหน้าเข้ามา เขาพุ่งตัวไปข้างหน้าพร้อมกับตวัดเท้าถีบอย่างแรง พละกำลังมหาศาลส่งร่างของคนแรกสุดปลิวไปกระแทกเพื่อนร่วมแก๊งด้านหลังล้มระเนระนาดไปอีกสี่ห้าคน
การเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมาก อวิ๋นจื่อฝานได้แสดงให้เฉินสือเห็นเป็นขวัญตาว่า 'ใช้กำลังสยบพลิกแพลง' คืออะไร กระบวนท่าที่เรียบง่ายและไร้ลูกไม้ที่สุดมักจะเป็นกระบวนท่าที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเสมอ
เพียงชั่วพริบตาพวกลูกน้องก็ถูกอวิ๋นจื่อฝานซัดจนหมอบกระแต พวกมันพยุงกันลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล หมดสภาพที่จะสู้ต่อได้อีก
อวิ๋นจื่อฝานไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้น เขาค่อยๆเดินเข้าไปหาเฉินเฟิงต๋าที่ตอนนี้ยืนช็อกตาตั้งไปแล้ว หมอนั่นเบิกตากว้างอ้าปากค้างจนลืมเช็ดเลือดที่มุมปากตัวเองด้วยซ้ำ
อวิ๋นจื่อฝานใช้เพียงมือเดียวหิ้วคอเสื้อเฉินเฟิงต๋าลอยขึ้นจากพื้น เฉินเฟิงต๋าจ้องมองเขาด้วยความหวาดกลัวจนสติหลุด อวิ๋นจื่อฝานหิ้วร่างนั้นเดินจากนอกห้องเข้ามาโยนแหมะลงบนเก้าอี้ เขายืนตระหง่านมองลงมาพลางเอ่ยถาม "เป็นไงบ้าง สบายดีไหม"
เฉินเฟิงต๋าได้สติกลับมาทันที "แม่มเอ๊ย แกเป็นใครวะ แกเป็นตัวอะไรถึงกล้ามาช่วยไอ้ลูกชู้นี่ แกหาเรื่องใส่ตัวแล้วรู้ไหม"
อวิ๋นจื่อฝานมองเฉินเฟิงต๋าด้วยสายตาเรียบเฉย "ฉันว่าแกคงยังไม่ตื่นดีนะ" เขาจับมือของเฉินเฟิงต๋าวางลงบนโต๊ะเบาๆ เสียง "เปรี้ยง" ดังลั่นเมื่อเขาฟาดฝ่ามือลงไป นิ้วหนึ่งของเฉินเฟิงต๋าจมมิดลงไปในเนื้อไม้ของโต๊ะทันที
"อ๊าก!" เฉินเฟิงต๋าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด "ไอ้เดรัจฉาน แกกล้าทำแบบนี้กับฉันเหรอ ฉันจะสับแกเป็นชิ้นๆ!"
"ชู่ว" อวิ๋นจื่อฝานยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงห้าม "ช่วยหุบปากหน่อยได้ไหม"
เฉินเฟิงต๋ายิ่งด่าทอเสียงดังกว่าเดิม "หุบปากพ่องมึงสิ ไอ้ชาติหมา ฉันจะเอาแกกับไอ้ลูกชู้นั่นไปลงนรกให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยคอยดู!"
"เปรี้ยง" อวิ๋นจื่อฝานฟาดฝ่ามือลงไปอีกครั้ง นิ้วอีกนิ้วของเฉินเฟิงต๋าจมหายลงไปในโต๊ะ
"อ๊าก!" เฉินเฟิงต๋าแทบจะเป็นบ้า ทั้งโกรธแค้นทั้งเจ็บปวด โบราณว่าสิบนิ้วเชื่อมต่อถึงหัวใจ การถูกบดขยี้นิ้วจนจมลงไปในโต๊ะไม้แบบนี้ กระดูกคงแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีเป็นแน่ "ไอ้ระยำเอ๊ย ถ้าวันนี้แกไม่ฆ่าฉันให้ตาย ฉันจะกลับมาเอาคืนแกให้สาสม ฉันจะฆ่าแกไอ้ชาติหมา!"
"หุบปาก" น้ำเสียงของอวิ๋นจื่อฝานสั้นกระชับและแฝงไปด้วยอำนาจเด็ดขาด ทว่าคำพูดของเขากลับไม่สามารถหยุดเสียงด่าทอของเฉินเฟิงต๋าได้ เขาจึงฟาดฝ่ามือลงไปอีกครั้ง เสียง "เปรี้ยง" ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน
"หุบปาก" แม้จะเพิ่มระดับเสียงขึ้นมานิดหน่อยแต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบ เสียง "เปรี้ยง" ดังสนั่น คราวนี้มือทั้งมือของเฉินเฟิงต๋าจมมิดลงไปในโต๊ะ นี่คงเป็นบทลงโทษที่เจ็บปวดแสนสาหัสที่สุดสำหรับเขาแล้ว แต่มันกลับได้ผลชะงัด เฉินเฟิงต๋าไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว
"ดีมาก" อวิ๋นจื่อฝานเอ่ยอย่างพึงพอใจ "ดูเหมือนแกจะพอเข้าใจภาษากายอยู่บ้าง ถึงฉันจะไม่อยากสื่อสารด้วยวิธีนี้เท่าไหร่ แต่มันก็ช่วยป้องกันไม่ให้แกหนีไปไหนได้ชะงัดนัก" คำพูดของเขาดูจะเย้ยหยันอยู่ในที ตอนนี้ต่อให้เฉินเฟิงต๋าอยากจะหนีก็คงต้องเลื่อยโต๊ะทิ้งไปข้างหนึ่ง เพราะมือของเขาฝังแน่นอยู่ในนั้นไปแล้ว
"ทีนี้ก็ตอบคำถามฉันมาดีๆ พวกแกสะกดรอยตามพวกเรามานานแค่ไหนแล้ว" อวิ๋นจื่อฝานก้มหน้าลงถาม
เฉินเฟิงต๋าเงียบกริบ ไม่รู้ว่าเจ็บจนจุกหรือโกรธจนไม่อยากเสวนาด้วยกันแน่
"แกคงเจ็บจนทนไม่ไหวสินะ เดี๋ยวฉันช่วยบรรเทาให้แล้วกัน" อวิ๋นจื่อฝานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับพี่ชายข้างบ้าน เขาดึงมืออีกข้างของเฉินเฟิงต๋าขึ้นมาจับนิ้วก้อยเอาไว้เบาๆแล้วออกแรงบีบ
หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนขมับของเฉินเฟิงต๋าทันที นิ้วก้อยของเขาบิดงอไปในองศาที่ผิดมนุษย์มนา เห็นได้ชัดว่าหักสะบั้นไปแล้ว เฉินเฟิงต๋าเบิกตากว้างอ้าปากค้างแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเลย
"เยี่ยม ฉันนับถือในความใจสู้ของแกจริงๆ ถือซะว่าฉันชมก็แล้วกัน ทีนี้ตอบคำถามฉันมาได้หรือยัง" อวิ๋นจื่อฝานยกนิ้วโป้งให้ ทว่าเฉินเฟิงต๋าก็ยังคงเงียบกริบ
"งั้นฉันต่อเลยนะ" อวิ๋นจื่อฝานจับนิ้วนางของเขาขึ้นมาแล้วออกแรงบีบ ภายในห้องเงียบสงัดจนน่าขนลุก เสียงร้องโอดครวญของพวกลูกน้องหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ พวกมันพากันไปนั่งคุดคู้พิงกำแพง ตัวสั่นงันงกมองดูอวิ๋นจื่อฝานราวกับกำลังมองดูปีศาจร้าย
"กร๊อบ" คราวนี้เสียงกระดูกนิ้วนางหักดังก้องไปทั้งห้อง แต่ปฏิกิริยาของเฉินเฟิงต๋ากลับไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเบิกตากว้างอ้าปากค้างอยู่ท่าเดิม
อวิ๋นจื่อฝานเริ่มรู้สึกเลื่อมใสในตัวเฉินเฟิงต๋าขึ้นมาตงิดๆ ความเจ็บปวดแสนสาหัสขนาดนี้ไม่ใช่ว่าใครจะทนรับไหวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนได้ เขาชื่นชมจนแทบอยากจะกราบกราน อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปตบแก้มอีกฝ่ายเบาๆเพื่อชื่นชมความอดทนอันเป็นเลิศ
แต่พอตบไปได้สองทีอวิ๋นจื่อฝานก็ต้องสบถออกมา "เวรเอ๊ย แม่งสลบไปแล้วนี่หว่า!"
ที่แท้ก็ไม่ใช่ว่าเฉินเฟิงต๋าใจเด็ดดั่งเหล็กกล้า แต่ความเจ็บปวดจากการถูกหักนิ้วมันทรมานเกินมนุษย์มนา เขาจึงช็อกสลบไปตั้งนานแล้ว เพียงแต่หมอนี่อาจจะมีนิสัยชอบนอนลืมตา พอสลบไปก็เลยไม่ได้หลับตาลง ถ้าอวิ๋นจื่อฝานไม่สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ คนอื่นคงนึกว่าหมอนี่เจ็บจนขาดใจตายไปแล้วแน่ๆ
อวิ๋นจื่อฝานมองดูเฉินเฟิงต๋าที่สลบเหมือดทั้งที่ยังเบิกตากว้าง นึกหาวิธีปลุกไม่ออกชั่วขณะ เขาจึงหันไปมองพวกลูกน้องที่นั่งตัวสั่นอยู่ริมกำแพงแทน
"ไว้ชีวิตด้วยเถอะลูกพี่!" "ปล่อยพวกเราไปเถอะ!" ชั่วพริบตาเดียวพวกลูกน้องที่เมื่อครู่ยังนั่งกองกับพื้นก็พร้อมใจกันคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิตด้วยท่าทางที่ขัดกับหลักฟิสิกส์อย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครอยากให้การทรมานบนร่างของเฉินเฟิงต๋ามาตกอยู่ที่ตัวเอง
[จบแล้ว]