- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นตัวประกอบปี 2001 พร้อมกับระบบสะสมทักษะ
- บทที่ 200 - วาดบทภาพกับคุณอาเจียง
บทที่ 200 - วาดบทภาพกับคุณอาเจียง
บทที่ 200 - วาดบทภาพกับคุณอาเจียง
บทที่ 200 - วาดบทภาพกับคุณอาเจียง
"พี่ไม่เคยคิดอยากจะออกอัลบั้มบ้างเหรอคะ" ในมุมมองของอันเสี่ยวซี การออกอัลบั้มดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย
ขอเพียงแค่มีเงินทุนที่เพียงพอ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
"พี่ร้องเพลงไม่ค่อยเก่งน่ะจ้ะ ถ้าเธออยากจะทำจริงๆ ลองปรึกษาห่าวอวิ้นดูก็ได้นะ" เกาหยวนหยวนส่ายหน้าปฏิเสธ เธอชอบที่จะเป็นผู้ชื่นชมอัจฉริยะทางดนตรีมากกว่า
สไตล์ที่เห็นแล้วชวนให้รู้สึกประทับใจจนแทบจะถอนตัวไม่ขึ้นแบบนั้น
ความจริงห่าวอวิ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อาจจะดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจเธอมากกว่าจางย่าตงเสียอีก
เขาทั้งหล่อกว่า และยังเป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรีเหมือนกัน
แถมยังเป็นนักแสดงเหมือนกับเธออีกด้วย น่าจะมีหัวข้อสนทนาที่ตรงกันได้มากกว่าเยอะ
"หนูนึกว่าในห้องอัดเสียงจะสามารถเข้าไปร้องเพลงเล่นกันสนุกๆ ได้เสียอีก" อันเสี่ยวซีแสดงสีหน้าที่ดูผิดหวังเล็กน้อย
"นั่นมันร้านคาราโอเกะแล้วจ้ะ" เกาหยวนหยวนหลุดขำออกมาก่อนจะพูดต่อว่า "ถ้าเธออยากจะลองร้องเล่นดูจริงๆ ก็รอให้เขาเลิกงานก่อนแล้วค่อยลองถามพวกเขาดูสิ"
เธออายุมากกว่าอันเสี่ยวซีถึงแปดปี อันเสี่ยวซีเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอจึงดูเหมือนเด็กตัวเล็กๆ จริงๆ
สาเหตุหลักเป็นเพราะรูปลักษณ์และบุคลิกของอันเสี่ยวซีนั้นโดดเด่นเกินไปจนน่าทึ่ง
ทำให้เธอถึงกับเสียอาการไปพักใหญ่ในตอนแรก
แต่ตอนนี้เมื่อเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เธอก็สามารถกลับมาทำหน้าที่เป็นพี่สาวใจดีได้ตามปกติ
"คาราโอเกะ ... " อันเสี่ยวซีเคยไปแน่นอน แต่ตอนนี้เรื่องแบบนั้นถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดแล้ว
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาที่เข้าเรียนในโรงเรียน เพื่อนๆ มักจะมีกิจกรรมออกไปเที่ยวเล่นกัน มีการรวมเงินกันไปร้องคาราโอเกะบ้าง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีส่วนของเธอร่วมอยู่ด้วยเลย
ครั้งล่าสุดที่เธอได้ไป ก็คือตอนที่ไปกับห่าวอวิ้นนั่นแหละ
"เธอไปร้านคาราโอเกะไม่ได้หรอก เดี๋ยวผมจะอธิบายกับแม่เธอไม่ได้เอา" ห่าวอวิ้นที่กำลังคุยงานอย่างดุเดือดอยู่ทางนี้ กลับมีความสามารถในการแอบดักฟังบทสนทนาของสองสาวงามได้อย่างครบถ้วน
การทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกันนั้น สำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องยากเลย
"พี่ไม่ใช่แม่หนูสักหน่อย" อันเสี่ยวซีทำหน้าทะเล้นใส่เขา
แต่เธอก็รู้ดีว่าหากห่าวอวิ้นไม่เป็นคนพาไป เธอก็คงไม่มีโอกาสได้ไปแน่นอน
ไม่เป็นไรหรอก ที่บ้านก็มีอุปกรณ์ครบอยู่แล้ว กลับไปร้องที่บ้านก็ได้
ห่าวอวิ้นมักจะแวะเวียนมาที่สตูดิโอของจางย่าตงเกือบทุกวันเพื่อมีส่วนร่วมในการผลิตอัลบั้ม
ทั้งอัลบั้มของห่าวอวิ้นและอัลบั้มของผู่ซู่ต่างก็กำลังดำเนินการไปพร้อมๆ กัน
การสลับกันทำงานเช่นนี้มักจะช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น
แต้มคุณสมบัติถูกรูดมาเป็นจำนวนมหาศาล ห่าวอวิ้นจึงมีความเข้าใจในขั้นตอนการผลิตอัลบั้มได้อย่างลึกซึ้งในเวลาอันรวดเร็ว
ภายใต้การสนับสนุนจากแต้มคุณสมบัติที่หลากหลาย ในตอนนี้เขามีแม้กระทั่งความสามารถที่จะเข้าไปให้คำแนะนำในการทำอัลบั้มใหม่ของผู่ซู่ได้แล้ว
ที่สตูดิโอมักจะมีคนในแวดวงดนตรีแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ
ห่าวอวิ้นจึงเริ่มจะคุ้นเคยกับแวดวงดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มรับรู้ว่าจางย่าตงได้เซ็นสัญญากับนักร้องหน้าใหม่แล้ว
ใช่แล้ว เขาคือนักแสดงห่าวอวิ้นที่มีฝีมือการแสดงไม่เลวคนนั้นนั่นแหละ
มีความตั้งใจที่จะปั้นห่าวอวิ้นให้กลายเป็นหลิวเต๋อหัวแห่งจีนแผ่นดินใหญ่
คำพูดนี้เริ่มหลุดออกมาจากปากของยี่เหล่าซานเป็นคนแรก ก่อนจะถูกไป๋อีเทียนช่างผสมเสียงนำไปบอกต่อจนแพร่สะพัดออกไป
ในตอนนั้นมันก็เป็นเพียงแค่เรื่องที่พูดเล่นกันเท่านั้นแหละ
แต่เมื่อทุกคนรับรู้ว่าห่าวอวิ้นได้เซ็นสัญญาทำเพลงกับจางย่าตงจริงๆ ทุกคนจึงเริ่มจะยอมเชื่อถือในเรื่องนี้อยู่บ้าง
จากคะแนนเต็มร้อย ยอมเชื่อสักสามส่วนก็นับว่าหรูแล้ว
อันเสี่ยวซีแวะมาเพียงครั้งเดียวเธอก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย สู้กลับไปนั่งดื่มนม เล่นกับสุนัข และอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านยังจะสนุกกว่าเยอะ
หลังจากนั้นเธอก็แทบจะไม่ค่อยได้ตามมาที่นี่อีกเลย
ห่าวอวิ้นใช้เวลาในช่วงที่พักอยู่ในเมืองหลวงนี้ นอกจากจะวุ่นอยู่กับการอัดอัลบั้มแล้ว เขายังมีเรื่องสำคัญอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ
เขาไม่เคยลืมเลยว่าเขาคือเด็กที่เดินออกมาจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาตนเองแม้เพียงก้าวเดียว
เขาเข้าคอร์สเรียนกู่เจิงและหีบเพลงเป่ากับหลี่เมิ่ง ส่วนกีตาร์เขาก็ยังคงฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงนี้เขาเลือกที่จะโฟกัสไปที่เครื่องดนตรีทั้งสามชนิดนี้ก่อน
นอกจากนี้เขายังไปหาลูจินหมิงเพื่อเรียนรู้วิชาการต่อสู้เพิ่มเติม เพราะค่าเรียนจากโปรเจกต์แปดเทพอสูรมังกรฟ้าที่จ่ายไว้ก่อนหน้านี้ได้หมดลงไปแล้ว
และไม่มีกองถ่ายเรื่องไหนมาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้เขาอีกแล้ว
เขาเองก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะเอาเงินส่วนรวมมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เช่นการเอาเงินจากกองถ่ายเรื่องใจปริศนา มาจ่ายเป็นค่าเรียนเพื่อให้บทบาทลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านดูเป็นผู้ที่มีวิชาการต่อสู้ขึ้นมา
โชคดีที่ตอนนี้เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินทองแล้ว อย่างน้อยค่าเรียนเพียงไม่กี่พันหยวนเขาก็พอจะจ่ายไหว
ภายใต้การรับรองจากหัวหน้าครูฝึกอย่างอู๋ปิน เขาก็ยังคงได้เรียนรู้กับลูจินหมิงต่อไป
และยังคงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนกีฬาเสือช่าไห่อยู่เหมือนเดิม
การฝึกวรยุทธ์ด้านหนึ่งคือเพื่อไว้ใช้ป้องกันตัว ร่างกายที่แข็งแรงคือต้นทุนสำคัญของการทำงาน หากไม่มีร่างกายที่ดี ต่อให้มีแต้มความอึดหรือแต้มพละกำลังสูงแค่ไหนมันก็คงไม่มีความหมาย
อีกด้านหนึ่งก็คือเพื่อเป็นการขยายโอกาสในเส้นทางการแสดงของตนเองให้กว้างขึ้น
หากไม่พูดถึงเรื่องการใช้เส้นสายทางธุรกิจ หากห่าวอวิ้นเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านวรยุทธ์จริงๆ การที่เขาจะไปแข่งขันชิงบทเอี้ยก้วย ย่อมจะมีภาษีดีกว่าคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยแน่นอน
ในวงการบันเทิงแม้จะมีเรื่องยุ่งเหยิงมากมาย แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นไปเสียทั้งหมด
ยังคงมีกลุ่มคนที่ทำงานด้วยความตั้งใจจริงและรักษามาตรฐานวิชาชีพเอาไว้เสมอ
นอกจากนี้ ห่าวอวิ้นยังยอมควักเงินหนึ่งหมื่นหยวนเพื่อสมัครเข้าเรียนในคลาสกีฬาเอ็กซ์ตรีม
แนวคิดเรื่องกีฬาเอ็กซ์ตรีมเพิ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง
ความจริงมันก็มีมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง
เงินหนึ่งหมื่นหยวนก้อนนี้เขาไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เพราะทางกองถ่ายเรื่องวิ่งสู้ฟัด 5 เป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
เนื่องจากในภาพยนตร์มีฉากที่เกี่ยวข้องกับการแสดงด้านนี้ร่วมอยู่ด้วย
แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าห่าวอวิ้นจะต้องเป็นคนแสดงฉากเอ็กซ์ตรีมเหล่านั้นด้วยตนเองหรือไม่ แต่ในเมื่อเขาเต็มใจที่จะเรียนรู้ ทางผู้สร้างก็ย่อมยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนเล็กๆ นี้ให้แน่นอน
หากนักแสดงนำสามารถโชว์ฝีมือการเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมได้ด้วยตนเอง มันย่อมส่งผลดีต่อการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เป็นอย่างมาก
ไม่อย่างนั้นคงทำได้เพียงแค่ป่าวประกาศว่าไม่ได้ใช้ตัวแสดงแทน ซึ่งมันก็มักจะถูกตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ
หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงในระหว่างการถ่ายทำ จนทำให้นักแสดงต้องเผชิญกับอันตราย ซึ่งนั่นจะยิ่งตอกย้ำให้ผู้ชมรับรู้ว่าเบื้องหลังภาพยนตร์ฮ่องกงนั้นขาดมาตรฐานและความปลอดภัย
โปรเจกต์ใจปริศนายังคงอยู่ในขั้นตอนการเตรียมงานอย่างต่อเนื่อง
เงินทุนมาถึงพร้อมแล้ว การคัดเลือกนักแสดงก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์
บทบุปผาแห่งหมู่บ้านอย่างหวงฮวนนั้น ห่าวอวิ้นตัดสินใจมอบให้กับหวังเจียที่เป็นหัวหน้าห้อง ทักษะการแสดงของเธอถือว่าพอใช้ได้ และที่สำคัญคือหน้าตาของเธอไม่ได้ดูเลิศเลอเพอร์เฟกต์จนดูขัดหูขัดตาเหมือนอันเสี่ยวซี
บทลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน แน่นอนว่าห่าวอวิ้นต้องเป็นคนแสดงเอง
เขาเคยคิดจะมอบบทนี้ให้หวังซุ่นลิ่ว แล้วตัวเองทำหน้าที่ผู้กำกับเพียงอย่างเดียว
แต่น่าเสียดายที่หวังซุ่นลิ่วดูจะไม่ค่อยเข้ากับบทหวงฮวนเท่าไรนัก
หากลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านมีหน้าตาเหมือนหวังซุ่นลิ่ว หวงฮวนก็คงไม่ต้องถึงขนาดต้องแสร้งทำเป็นท้องเพื่อที่จะผูกมัดเขาไว้กับตัวเธอหรอกจริงไหม
สำหรับบทบาทสำคัญอย่างหัวหน้าหมู่บ้าน ห่าวอวิ้นต้องการนักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีฝีมือเก๋าเกมมาช่วยประคองฉาก และเพื่อความสะดวกในการที่เขาจะแอบรูดแต้มคุณสมบัติมาใช้งานด้วย
เจียงเหวินไม่ได้เสนอตัวที่จะมาร่วมแสดงในเรื่องนี้
เขารู้ดีว่าภาพลักษณ์ของตนเองนั้นมันดูขัดกับบรรยากาศของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง หากขืนให้เขามาเล่นจริงๆ หนังเรื่องนี้คงจะดูไม่จืดแน่นอน
เขาจึงแนะนำหลัวจิ้งหมินให้รู้จักกับห่าวอวิ้นแทน
หลัวจิ้งหมินเคยทำการแสดงเลียนแบบเป็นลิงในสวนสัตว์ในชั้นเรียนการแสดงจำลอง ท่าทางของเขาดูสมจริงและตลกขบขันมาก จนทำให้เขาได้รับฉายาในวงการละครเวทีว่า "เจ้าลิง"
ต่อมาชื่อนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นชื่อในวงการของเขา เพื่อนฝูงที่สนิทสนมต่างพากันเรียกเขาว่า "พี่ลิง"
เขาเข้าทำงานในโรงละครซีอันตั้งแต่อายุ 16 ปี และทำงานที่นั่นต่อเนื่องมานานถึง 30 ปี
ประสบการณ์บนเวทีละครเวทีที่สั่งสมมานานถึง 30 ปี ได้หล่อหลอมทักษะการแสดงและการพูดบทของเขาให้แข็งแกร่ง จนทำให้เขากลายเป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ผู้กำกับหวงเจี้ยนซินเลือกใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง
เจียงเหวินและหวงเจี้ยนซินต่างก็เป็นผู้กำกับในรุ่นที่ห้าเหมือนกัน และมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมต่อกันมาก
เส้นสายความสัมพันธ์ต่างๆ จึงสามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่
สำหรับหนังเรื่องนี้ของห่าวอวิ้น เจียงเหวินดูจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากกว่าหนังของตัวเองเสียด้วยซ้ำ
บทบาทอื่นๆ ที่ห่าวอวิ้นยังไม่ได้ตัดสินใจเลือก เจียงเหวินก็เป็นคนช่วยจัดหานักแสดงละครเวทีมาให้จนครบทีม ซึ่งบางคนไม่เคยมีผลงานผ่านทางภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์เลยแม้แต่เรื่องเดียว
ค่าตัวถูกแสนถูก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะหน้าตาและบารมีของเจียงเหวินทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ คนในวงการจึงรับรู้กันโดยทั่วกันว่า เจียงเหวินกำลังทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยห่าวอวิ้นทำภาพยนตร์เรื่องนี้
มีคนเคยถามเจียงเหวินว่า ห่าวอวิ้นจะเป็นผู้กำกับที่ดีได้ไหม?
คำตอบของเจียงเหวินคือ อย่างน้อยเขาก็เก่งกว่าคนส่วนใหญ่แน่นอน
ความจริงคำตอบนี้ของเขาดูจะถ่อมตัวไปหน่อยเสียด้วยซ้ำ
ย้อนกลับไปในปี 91 ตอนที่เถียนจ้วงจ้วงพาเจียงเหวินไปร่วมประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง "ขันทีลี่เหลียนอิง"
เจียวสยงผิงที่เป็นผู้อาวุโสในวงการภาพยนตร์ไต้หวันเอ่ยถามว่า "ผู้กำกับในเมืองจีนมีตั้งมากมาย ใครคือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด?"
เจียงเหวินในวัยยี่สิบแปดปีส่ายหน้าอย่างเด็ดขาดพร้อมตอบว่า "ตอนนี้ยังไม่มีหรอก แต่ในอนาคตจะมีแน่นอน"
เมื่อถูกถามต่อว่า "แล้วใครล่ะ?"
เจียงเหวินที่ยังไม่เคยกำกับภาพยนตร์แม้แต่เรื่องเดียว กลับตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังก้องกังวาลว่า "ก็ผมนี่ไง"
การที่เขาพูดในตอนนี้ว่าห่าวอวิ้นจะเก่งกว่าผู้กำกับส่วนใหญ่ ความจริงคือเขาไม่อยากจะให้ห่าวอวิ้นต้องกลายเป็นเป้าสายตาแห่งความอิจฉาของใครต่อใครมากเกินไปนัก
ทุกคนจึงเริ่มจะเข้าใจได้ทันทีว่า สำหรับเจียงเหวินที่นั่งตำแหน่งผู้อวยการสร้างฝ่ายบริหารเหมือนกันนั้น ห่าวอวิ้นแตกต่างจากลู่ชวนอย่างสิ้นเชิง
และลู่ชวนเองก็ย่อมต้องรู้เรื่องนี้ดีแน่นอน
ไม่รู้ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไรอยู่ในใจ แต่ที่แน่ๆ คือห่าวอวิ้นไม่เหมือนกับเขาแน่นอน
ห่าวอวิ้นกำลังสนุกและมีความสุขกับกระบวนการที่ถูก "ตามอกตามใจ" เช่นนี้เป็นอย่างมาก
ให้ตายเถอะ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
เรื่องใหญ่ๆ มีเจียงเหวินคอยดูแล เรื่องจิปาถะมีเหล่ากัวคอยจัดการ ส่วนบรรดาพี่น้องเพื่อนฝูงต่างก็รู้สึกว่านี่คือภาพยนตร์ของพวกเขากันเอง ทุกคนจึงแสดงท่าทีที่กระตือรือร้นและตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่
พี่น้องหลายคนถึงขนาดรวมกลุ่มกันออกไปตระเวนหาสถานที่ถ่ายทำด้วยตนเอง
และพวกเขาก็โชคดีที่สามารถหาสถานที่ที่เหมาะสมได้ในมณฑลเหอหนาน
ไม่ไกลจากตัวอำเภอนักจะมีหมู่บ้านตั้งอยู่ และข้างหมู่บ้านก็มีภูเขา
ทุกๆ ปีในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านมักจะเผาป่าบนภูเขาเพื่อเปิดพื้นที่ทำกิน และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เคยมีคนถูกไฟคลอกตายด้วยเหมือนกัน
เส้นทางภูเขาที่มุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ มีหน้าผาเล็กๆ หลายจุดที่ตรงตามความต้องการในบทภาพยนตร์ทุกประการ
ห่าวอวิ้นไม่ได้เดินทางไปดูด้วยตนเอง เพราะเขาให้ความไว้วางใจในตัวพี่น้องกลุ่มนี้อย่างเต็มเปี่ยม
ตอนนี้เขาเขากำลังวุ่นอยู่กับการเรียนรู้วิธีการวาดบทภาพกับเจียงเหวิน
บทภาพคือขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งในช่วงเตรียมงานก่อนการถ่ายทำภาพยนตร์และละคร
มันคือบทภาพยนตร์ที่เป็นภาพจำลองทางสายตา โดยอ้างอิงพื้นฐานมาจากบทประพันธ์ที่เป็นตัวอักษรนั่นเอง
ความจริงผู้กำกับไม่จำเป็นต้องวาดรูปเก่งก็ได้ แต่หากผู้กำกับสามารถวาดบทภาพเองได้ มันจะช่วยให้การสื่อสารกับช่างภาพและฝ่ายศิลป์ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ห่าวอวิ้นเคยรูดแต้มคุณสมบัติผู้กำกับมาจากกองถ่ายมาแล้วไม่น้อย
จากการวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล แต้มคุณสมบัติผู้กำกับของจางอี้โหมวและกู้ฉางเว่ยนั้น มีความเข้าใจในเรื่องของบทภาพที่ลึกซึ้งกว่าใคร
แต่น่าเสียดายที่ในตอนที่นำมาใช้งาน เขาไม่ได้มีความคิดที่จะฝึกวาดบทภาพอย่างจริงจัง
ผลที่ได้ในด้านนี้จึงแทบจะเป็นศูนย์
การจะซึมซับแต้มคุณสมบัติให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ดังนั้นบทภาพที่ห่าวอวิ้นวาดออกมา จึงมีสภาพที่ดูแทบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
แต่อย่าเพิ่งพูดถึงเจียงเหวินเลย ...
เห็นเขาปากเก่งพูดเป็นตุเป็นตะแบบนั้น ความจริงฝีมือการวาดของเขาน่ะแย่ยิ่งกว่าห่าวอวิ้นเสียอีก
อย่างน้อยห่าวอวิ้นก็ยังพอจะมีพื้นฐานการวาดที่ดูดีกว่าเจียงเหวินอยู่บ้างล่ะนะ
[จบแล้ว]