- หน้าแรก
- ระบบพลิกชะตาชีวิตหนุ่มตกอับสู่เทพบุตรสุดเท่
- บทที่ 240 - กิจการที่รุ่งโรจน์
บทที่ 240 - กิจการที่รุ่งโรจน์
บทที่ 240 - กิจการที่รุ่งโรจน์
บทที่ 240 - กิจการที่รุ่งโรจน์
คืนวันไหว้พระจันทร์ที่ดวงจันทร์สว่างไสว ภัตตาคารไห่เฉินกำลังยุ่งวุ่นวายจนบรรยากาศเดือดพล่าน
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้กลับบ้านเพื่อฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ มีผู้คนจากต่างถิ่นจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในเมืองอิ่งไห่ รวมถึงเหล่านักศึกษาที่ไม่ได้กลับบ้าน และคนงานก่อสร้างในบริเวณใกล้เคียง ในคืนนี้พวกเขาส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะมาฉลองด้วยมื้ออาหารดีๆ สักมื้อที่ร้านอาหารแห่งนี้
เทศกาลไหว้พระจันทร์แม้อาจจะไม่ได้ร่วมโต๊ะกับคนในครอบครัว แต่อย่างน้อยการได้นั่งชมจันทร์กระจ่างตาร่วมกันแม้จะห่างไกลนับพันลี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
ภายในภัตตาคาร เสียงผู้คนพูดคุยกันดังอื้ออึง
ซ่งเหวินฉินนั่งคุมอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ แม้ภายในร้านจะมีการจ้างเชฟฝีมือดีมาเพิ่มหลายคนแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ลูกค้าล้นร้านในคืนนี้ จางเจ้าไห่จึงต้องลงมือเข้าครัวเพื่อช่วยงานด้วยตัวเอง
พนักงานเสิร์ฟต่างเดินว่อนกันไปมาทั่วทั้งชั้นบนและชั้นล่างเพื่อให้บริการลูกค้าอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นความวุ่นวายที่เปี่ยมไปด้วยความสุขจริงๆ
"ถ้าที่บ้านเราการค้าขายดีแบบนี้ไปตลอดทั้งสามร้อยหกสิบห้าวัน เราคงรวยเละแน่ๆ เลยนะคุณ" จางเจ้าไห่เดินออกมาจากครัวพลางกะซิบข้างหูซ่งเหวินฉินด้วยความปลาบปลื้ม
"ฝันกลางวันอยู่หรือไงคะ?" ซ่งเหวินฉินหัวเราะขำ "ถ้าการค้าขายดีขนาดนี้ทุกวันจริง ปลายปีนี้คงต้องเปิดสาขาเพิ่มแล้วล่ะ ปีหน้าน่าจะมีเพิ่มอีกหลายแห่ง และไม่เกินสามปีการจะมีสักสิบหรือยี่สิบสาขาก็คงไม่ใช่ความฝันแล้ว คุณก็ฝันต่อไปเถอะค่ะ"
"นั่นสินะ ถ้ามีภัตตาคารสักสิบหรือยี่สิบแห่ง เราคงจะมีหน้ามีตาไม่เบาเลยล่ะ" จางเจ้าไห่เดาะลิ้นพลางพึมพำ
"ตอนนี้บ้านเรายังสง่างามไม่พออีกเหรอคะ?!" ซ่งเหวินฉินถลึงตาใส่ "คุณนี่ชักจะโลภเกินไปแล้วนะ"
"สุดท้ายก็ต้องขอบคุณลูกชายล่ะนะ" จางเจ้าไห่ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
คนวัยกลางคนอย่างเขาไม่ได้สร้างต้นทุนที่ดีไว้ให้ลูกเลย แต่สุดท้ายความเปลี่ยนแปลงมหาศาลที่เกิดขึ้นกับครอบครัวกลับมาจากน้ำพักน้ำแรงของลูกชายเพียงคนเดียว
เขาย่อมมีความสุขอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็แอบรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจลึกๆ
เขาเองก็อยากจะเป็น "ม้าแก่ที่ยังฮึกเหิม" อยากจะทำอะไรด้วยความสามารถของตัวเองบ้าง!
อย่างไรก็ตาม จะว่าไปแล้วการค้าขายในคืนนี้มันดีเกินคาดจริงๆ ลูกค้าหลายคนที่เดินเข้ามาเพียงเพื่อขอดูบรรยากาศ พอเท้าก้าวเข้ามาร้านปุ๊บก็ตัดสินใจนั่งทานที่นี่ปั๊บทันที
แทบไม่มีลูกค้าคนไหนที่เดินเข้ามาแล้วเดินออกไปเลยสักรายเดียว
ในหัวของจางเจ้าไห่พลันมีบางอย่างแวบเข้ามา แต่เขาก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจนัก
...
ในวินาทีนั้น ที่ด้านหน้าภัตตาคาร รถ SUV ป้ายทะเบียนต่างถิ่นคันหนึ่งค่อยๆ มาจอดหยุดอยู่ที่หน้าประตู
"วันนี้วันไหว้พระจันทร์ ช่วงนี้พวกเราก็เดินทางกันมาเหนื่อยมากแล้ว มานั่งทานข้าวสังสรรค์พักผ่อนกันหน่อยเถอะ" หลิ่วเฉิงหันไปบอกสมาชิกในกลุ่มที่นั่งอยู่ในรถ
คนกลุ่มนี้คือสมาชิกของทีมผู้กำกับสารคดีอาหารที่ชื่อว่า "รสชาติแห่งมนุษย์" ของแผนกสารคดีใน Tencent Video
รายการสารคดีชุดนี้ในแต่ละตอนจะมีธีมที่แตกต่างกันไป และในแต่ละธีมก็จะรับผิดชอบโดยทีมผู้กำกับแต่ละทีม
และทีมของพวกเขาได้รับผิดชอบธีมที่มีชื่อตอนว่า "บ้าน"
"ลูกพี่ครับ หรือว่าเราจะหยุดพักผ่อนกันทั้งวันเลยดีไหมครับ? ช่วงนี้ทุกคนเดินทางกันแทบไม่หยุดหย่อน เหนื่อยกันจะแย่แล้วครับ" เสี่ยวเหย่เด็กใหม่ในทีมที่เพิ่งเรียนจบพึมพำออกมาเบาๆ
"ไม่นึกเลยว่าปีแรกของการทำงาน วันไหว้พระจันทร์จะต้องมาฉลองกันข้างนอกแบบนี้"
"แค่นี้ก็บ่นเหนื่อยแล้วเหรอ?" หลิ่วเฉิงหัวเราะออกมา "เอาที่นี่แหละครับ เหล่าจ้าว ตกลงไหมครับ?"
เขาหันไปถามที่ปรึกษาด้านอาหารที่นั่งเบาะข้างคนขับ
ใช่แล้ว การเดินทางครั้งนี้ประกอบไปด้วยสามคนคือเขาที่เป็นหัวหน้าทีมผู้กำกับ มีเสี่ยวเหย่ที่เป็นสมาชิกในทีม และเหล่าจ้าวซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอาหารซึ่งเดินทางมาเพื่อหาข้อมูลและแรงบันดาลใจล่วงหน้า
"ได้ครับ ทานอะไรก็ได้" เหล่าจ้าวพยักหน้าพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ลิ้นของเขาขึ้นชื่อว่าเรื่องมากที่สุด และมีความเข้มงวดกับอาหารเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเขานั้นนอกจากร้านอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังจริงๆ แล้ว ในกรณีอื่นๆ การจะไปทานที่ไหนมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ
เพราะสุดท้ายรสชาติมันก็จืดชืดพอกัน ทานเพียงเพื่อให้ท้องอิ่มเท่านั้นเอง
เพียงไม่นาน ทั้งสามคนก็ก้าวลงจากรถและเดินมุ่งตรงเข้าสู่ภัตตาคารที่ชื่อว่าไห่เฉิน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในร้าน
"เอ๊ะ?" หลิ่วเฉิงมองดูบรรยากาศที่เปิดไฟสว่างไสวและเต็มไปด้วยเสียงผู้คนพูดคุยกัน จู่ๆ ภายในใจกลับมีความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นพรั่งพรูออกมา
ราวกับว่า ... ราวกับว่าได้กลับมาอยู่ที่บ้านตัวเองยังไงยังงั้นเลย
ทั้งๆ ที่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในเมืองที่ห่างไกลบ้านเกิดนับพันลี้!
"แปลกจริงแฮะ ร้านอาหารนี้ให้ความรู้สึกที่ดูเป็นกันเองและอบอุ่นมากเลยนะเนี่ย" เหล่าจ้าวกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางรำพึงออกมา
ในคืนวันไหว้พระจันทร์แบบนี้ ขอเพียงเป็นร้านอาหารที่ได้มาตรฐานสักหน่อย การค้าขายก็มักจะไม่แย่นัก
เหมือนกับร้านตรงหน้านี้ ถึงรสชาติอาหารจะยังไม่รู้ว่าดีแค่ไหน แต่บรรยากาศดีและมีลูกค้าประจำเยอะขนาดนี้ มานั่งทานเล่นๆ ก็น่าจะพอใช้ได้ล่ะนะ
"ไปกันเถอะ ไปดูสิว่ามีห้องส่วนตัวว่างไหม"
ทั้งสามคนเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์รับรอง
ในช่วงเวลานี้ซ่งเหวินฉินกำลังยุ่งมาก แต่เธอกลับบริหารจัดการได้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งการเช็คบิลและการต้อนรับลูกค้าใหม่ทำไปพร้อมๆ กันได้อย่างไร้รอยต่อ
"เถ้าแก่เนี้ยครับ มีห้องส่วนตัวว่างไหมครับ?" หลิ่วเฉิงเดินเข้าไปถาม
"ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ ห้องส่วนตัวตอนนี้เต็มหมดแล้วค่ะ แต่ที่โถงใหญ่ยังพอจัดโต๊ะให้ได้นะคะ" ซ่งเหวินฉินเดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "ให้ฉันพาไปที่โต๊ะเลยไหมคะ?"
"ไม่มีห้องส่วนตัวเหรอครับ?" หลิ่วเฉิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก เขาจึงพูดติดตลกออกมา "ไม่ใช่ว่าเห็นพวกเรามากันน้อยคนเลยไม่ยอมให้ห้องส่วนตัวหรอกนะครับ? ถึงพวกเราจะมาน้อยแต่สั่งเยอะนะบอกก่อน"
"ไม่มีทางหรอกค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ" ซ่งเหวินฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เพียงไม่นาน พวกเขาก็ถูกพามานั่งที่โต๊ะหนึ่งในโถงใหญ่
ซ่งเหวินฉินเรียกพนักงานมาคอยรับรอง ส่วนเธอรีบกลับไปจัดการงานที่เคาน์เตอร์ต่อ
"มาครับเหล่าจ้าว ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ เชิญท่านสั่งเลยครับ" หลิ่วเฉิงส่งเมนูให้เหล่าจ้าวพลางมอบหน้าที่สำคัญให้ทันที
"ส่งให้ผมทำไมล่ะ อยากทานอะไรก็สั่งไปเถอะครับ ไม่ได้มาทานร้านระดับมิชลินสักหน่อย" เหล่าจ้าวส่ายหัวขำๆ แต่ก็รับเมนูมาไว้ในมือ "เรื่องมากกันไปได้จริงๆ เลยนะ"
ที่โต๊ะข้างๆ จู่ๆ ก็มีเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดังขึ้น
"อร่อยมากเลยครับ! ผมออกมาทำงานต่างถิ่นตั้งหลายปีแล้ว! พยายามมองหาข้าวผัดที่มีรสชาติเหมือนฝีมือคุณย่าทำแต่ก็ไม่เคยเจอเลย! คิดไม่ถึงเลยว่าที่นี่ ... "
ทั้งสามคนบนโต๊ะต่างหันไปมองด้วยความประหลาดใจ
ที่โต๊ะไม่ไกลนัก ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูสภาพสะบักสะบอมจากการเดินทางสั่งเพียงข้าวผัดไข่จานเดียว แต่เขากลับทานไปพลางน้ำตาคลอเบ้าไปพลาง
"หือ?" เสี่ยวเหย่ที่เห็นเหตุการณ์พึมพำออกมา "สงสัยเขาคงจะคิดถึงบ้านในคืนวันเทศกาลล่ะมั้งครับ?"
เหล่าจ้าวถอนสายตากลับมาพลางส่ายหัวขำๆ และเตรียมจะสั่งอาหาร
ที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม ก็มีเสียงพร่ำเพ้อดังขึ้นมาอีก
"ปีนี้ไม่ได้กลับบ้าน งานก็ยุ่งจนวุ่นวายไปหมด คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะได้มาเจอ 'รสชาติของบ้าน' ที่นี่ คุ้มค่าจริงๆ ครับ!" เป็นพนักงานออฟฟิศหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาบอกเล่ากับตัวเองเบาๆ
โต๊ะอื่นๆ รอบกายก็เช่นกัน ลูกค้าจำนวนมากต่างตกอยู่ในอาการที่ดูแปลกประหลาด บางคนก้มหน้าก้มตาตั้งใจทานอาหารราวกับกำลังดื่มด่ำกับบางอย่าง บางคนก็มีสีหน้าที่ดูตื่นตะลึงและเหลือเชื่อ
ภาพของฝูงชนที่อยู่รอบๆ นี้ เมื่อตกอยู่ในสายตาของทีมสารคดีทั้งสามคน มันช่างดูน่าฉงนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
"มันจะ ... สงสัยวันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ล่ะมั้งครับ ทุกคนที่ไม่ได้กลับบ้านไปฉลองกับครอบครัวคงจะเกิดอาการอ่อนไหวเป็นพิเศษ" หลิ่วเฉิงตั้งข้อสันนิษฐานแบบเดียวกับเสี่ยวเหย่
คนเราน่ะ มักจะเกิดอารมณ์ร่วมได้ง่ายเมื่อเห็นบรรยากาศที่เข้าข่าย
"มันจะมีอะไรมหัศจรรย์ขนาดนั้นเชียวเหรอ?" เหล่าจ้าวหัวเราะเยาะ "ดูผมสิ ไม่ได้กลับบ้านมาตั้งกี่ปีแล้ว ไม่ใช่แค่วันไหว้พระจันทร์นะ แม้แต่วันตรุษจีนผมยังแทบไม่ได้กลับเลย คอยดูละกันว่าผมจะทานไปร้องไห้ไปเหมือนคนพวกนั้นไหม? แปลกกันจริงๆ เลยนะคนพวกนี้!"
พฤติกรรมของคนรอบข้างในสายตาเขานั้นไม่มีความหมายอะไรเลย แถมเขายังรู้สึกอยากจะขำออกมาด้วยซ้ำ
เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ทานข้าวสักมื้อต้องมีอารมณ์ร่วมขนาดนั้นเลยเหรอ? จิตใจจะเปราะบางกันเกินไปไหม?
ในขณะที่คิดแบบนั้น เขาก็ก้มลงมองเมนูอาหาร ... อืม รสชาติที่โหยหาอย่างนั้นเหรอ บังเอิญจังเลยที่มีเมนูอาหารพื้นเมืองจากบ้านเกิดเขาด้วยแฮะ
เขาชักอยากจะรู้แล้วว่ามันจะทำให้เขารู้สึก "ตื้นตันใจ" ได้ยังไงกัน
เพียงครู่เดียวเขาก็สั่งอาหารไปหลายอย่างแล้วส่งเมนูให้เสี่ยวเหย่
"เสี่ยวเหย่ ปีแรกของการทำงานก็ได้มาฉลองเทศกาลข้างนอกแบบนี้ใช่ไหมจ๊ะ? ความจริงเธอควรจะหัดเรียนรู้ที่จะชินกับการใช้ชีวิตและการทำงานแบบนี้นะ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ อย่าไปทำตัวอ่อนแอเหมือนคนรอบๆ พวกนั้น ทานข้าวคำเดียวน้ำตาคลอเบ้า มันไม่สมควรเลยจริงๆ" เหล่าจ้าววางมาดเป็นรุ่นพี่ผู้อาวุโสกล่าวสอน
"ครับๆ" เสี่ยวเหย่พยักหน้าอย่างว่าง่ายพลางรับเมนูมาสั่งของที่ตัวเองอยากทานเพิ่ม
คนทำงานสารคดีอาหารย่อมไม่ใช่พวกที่มีกระเพาะเล็กๆ
อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นพวกนักชิมตัวยง
ทั้งสามคนจึงสั่งอาหารกันไปรวมแล้วก็น่าจะทานได้สักสี่ห้าคนเลยทีเดียว
ระหว่างรออาหาร ทั้งสามคนก็นั่งคุยเล่นกันไปพลางวางแผนการทำงานและวิเคราะห์ข้อมูลจากร้านที่ไปสำรวจมาเมื่อวันก่อน
"ธีมตอนที่เรากำลังทำคือเรื่อง 'บ้าน' ดังนั้นตัวเลือกของร้านอาหารที่เราจะนำมาทำสารคดีต้องดูติดดิน เข้าถึงง่าย และถ้าจะให้ดีควรจะเป็นร้านที่ตั้งอยู่ในต่างถิ่นแต่กลับกลายเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าของเหล่านักศึกษาหรือผู้คนที่มาจากถิ่นอื่น พูดง่ายๆ ก็คือตามหา 'รสชาติของบ้านเกิด' ในต่างเมืองให้เจอ" หลิ่วเฉิงกล่าว
"ตราบใดที่ทานเข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน ที่นั่นแหละคือเป้าหมาย"
"ใช่ครับ ทิศทางนี้แหละที่ถูกต้อง ร้านที่เราหามาได้ก่อนหน้านี้ก็ใช้ได้ทีเดียว" เสี่ยวเหย่รีบพยักหน้าเห็นด้วย "แต่ว่า ... "
"แต่ว่าอะไรเหรอ?" อีกสองคนหันมามองเสี่ยวเหย่พร้อมกัน
นั่นทำให้เธอรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที
"คือว่า ... หนูรู้สึกว่าถึงสารคดีเราจะเป็นเรื่องอาหาร แต่หัวใจสำคัญของมันคือ 'จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์' ค่ะ ดังนั้นถ้าเราจะสื่อแค่ว่าร้านนี้อร่อยแค่ไหนมันยังไม่พอค่ะ เราต้องมีบางอย่างที่สามารถพุ่งตรงเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจคนดูให้ได้ค่ะ" เธอกล่าวเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจนัก
"หนูไม่ได้บอกว่าแนวทางก่อนหน้านี้ไม่ดีนะคะ แต่แค่ ... แค่ ... "
"พี่เข้าใจแล้ว สิ่งที่เธอพูดมาน่ะถูกต้องที่สุดเลย" หลิ่วเฉิงพยักหน้า "พูดง่ายๆ ก็คือ เรายังขาด 'จุดร่วม' ที่สามารถสร้างความประทับใจและเข้าถึงอารมณ์คนดูได้ทันที ซึ่งเรื่องนี้พี่เองก็กำลังขบคิดอยู่เหมือนกัน"
เหล่าจ้าวไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น หน้าที่ของเขาคือที่ปรึกษาด้านรสชาติอาหาร ส่วนเรื่องจิตวิญญาณมนุษย์หรือการสร้างความประทับใจมันไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา
เพียงครู่เดียว อาหารก็เริ่มทยอยมาเสิร์ฟ
อาหารจานแรกๆ ที่มาเป็นของหลิ่วเฉิงและเสี่ยวเหย่ ซึ่งเป็นอาหารโฮมเมดที่พวกเขาทานเป็นประจำอยู่แล้ว
มีกุ้งอบน้ำมัน พริกผัดไก่ และแกงจืดสูตรพื้นบ้านหนึ่งถ้วย
"ทานเถอะครับเหล่าจ้าว ทานตอนร้อนๆ นี่แหละ ดูสีกุ้งอบน้ำมันนี่สิครับ ท่าทางจะทำถึงรสทีเดียว" หลิ่วเฉิงชักชวน
เสี่ยวเหย่ยิ้มกว้างพลางรีบตักแกงจืดมาซดหนึ่งถ้วยเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อน
"พวกคุณทานก่อนเถอะครับ ผมไม่รีบ" เหล่าจ้าวยิ้มพลางรินน้ำชาแล้วก้มหน้าก้มตาตอบข้อความในโทรศัพท์ต่อไป
ข้างๆ กันนั้น หลิ่วเฉิงและเสี่ยวเหย่เริ่มลงมือทานแล้ว
"หิวจะแย่แล้วค่ะ" เสี่ยวเหย่หยิบช้อนซุปขึ้นมาซดซุป พอซดเข้าไปคำแรกดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นทันที ก่อนจะรีบซดตามเข้าไปอีกหลายคำรัวๆ
มัน ... มันคือรสชาตินี้เลย
มันคือแกงจืดรสชาติเดียวกับที่แม่ของเธอเคยทำให้ทานมาตลอด!
ทำไมรสชาติมันถึงได้เหมือนกันเปี๊ยบขนาดนี้!
"เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?" หลิ่วเฉิงมองดูสมาชิกใหม่ที่ดูเหมือนจะหิวจัดจึงแกะเปลือกกุ้งอย่างใจเย็นแล้วค่อยๆ ส่งเนื้อกุ้งเข้าปาก
อืม ...
เนื้อกุ้งที่เด้งสู้ฟัน กลิ่นหอมที่เข้มข้นระเบิดกระจายอยู่ในปากทันที
ท่ามกลางกลิ่นหอมนั้น กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่แสนคุ้นเคยแฝงอยู่อย่างน่าประหลาด
พอหลับตาลง เขากลับรู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเอง นี่มันคือรสชาติแบบเดียวกับที่น้าเขยของเขาทำให้ทานมาตั้งแต่เด็กๆ เลยนี่นา
พอลืมตาขึ้นกลับมาสู่โลกความจริง
ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของเขา แต่เป็นเพียงภัตตาคารในต่างเมืองเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
"อร่อยมากจริงๆ ครับ" หลิ่วเฉิงก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไรต่อ เขาตั้งหน้าตั้งตาทางอาหารต่อไปเงียบๆ โดยที่หางตาเริ่มมีหยดน้ำใสๆ คลอเบ้า
เขากำลังคิดถึงน้าเขยของเขาเข้าให้แล้วล่ะ
ด้านข้าง เหล่าจ้าวที่เพิ่งจะตอบข้อความเสร็จเงยหน้าขึ้นเตรียมจะทานข้าว แต่เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นภาพบนโต๊ะ
คนสองคนตรงหน้ากำลังก้มหน้าก้มตาทางอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทานไปพลางเหมือนกำลังดื่มด่ำกับบางอย่างไปพลาง สายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมา
"นี่พวกคุณหิวโหยกันขนาดนี้เลยเหรอครับ?" เหล่าจ้าวพึมพำด้วยความเหลือเชื่อ "เมื่อตอนกลางวันเราก็ทานมากันไม่น้อยนี่นา ทำไมถึงทำเหมือนไม่ได้กินอะไรมาสามวันแบบนี้ล่ะ?"
"มันอร่อยมากค่ะ อร่อยมากจริงๆ" เสี่ยวเหย่ทานไปคำแล้วคำเล่าพลางยกมือส่งสัญญาณสื่อสารไม่ได้ มือข้างหนึ่งคว้าทิชชูมาซับจมูกและน้ำตาที่ไหลพรากออกมาไม่หยุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะควันจากอาหารที่ร้อนจัด หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่?
เหล่าจ้าวอ้าปากค้างพลางหันไปมองหลิ่วเฉิง
"แล้วคุณล่ะ?"
"ลมมันแรงน่ะครับ ฝุ่นเข้าตาพอดี" หลิ่วเฉิงแอบซับหางตาเงียบๆ พลางกะพริบตาถี่ๆ
"แต่ละคนนี่ ... พวกคุณโดนผีเข้าหรือไงครับ?" เหล่าจ้าวรู้สึกเหลือเชื่ออย่างที่สุด "มันจะมีอะไรให้ต้องทำขนาดนั้นแค่ทานอาหารพื้นเมือง? ไม่ได้จะคุยโวโอ้อวดนะ ต่อให้คุณแม่ผมมายืนทำให้ทานต่อหน้าจริงๆ ผมก็คงไม่ทำตัวไร้สติเหมือนพวกคุณหรอกครับ!"
คุณแม่ของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว ถึงตอนนี้ก็น่าจะสิบปีพอดี
ในระหว่างที่กำลังคุยกัน พนักงานเสิร์ฟก็นำหมูผัดพริกสไตล์หูหนานมาวางให้
"หน้าตาอาหารใช้ได้นะ แต่ถ้าจะให้ถึงรสหมูผัดพริกแบบดั้งเดิมของบ้านเกิดผมจริงๆ มันยังขาดรายละเอียดไปหน่อย อย่างพริกที่ใช้นี่ก็ดูจะไม่ค่อยถูกประเภท ส่วนเนื้อหมูก็ดูเหมือนจะผัดนานเกินไปจนน่าจะไม่นุ่มเท่าไหร่" เหล่าจ้าวในฐานะที่ปรึกษาด้านอาหารหยิบตะเกียบขึ้นมาจ่อที่อาหาร
เขายังไม่ได้ทันจะชิมเลยด้วยซ้ำ แต่กลับให้คะแนนวิจารณ์ออกมาอย่างเฉียบขาดไปเสียแล้ว
"ขอลองชิมดูหน่อยละกัน" เหล่าจ้าวคีบหมูเข้าปากด้วยสีหน้าที่ดูปกติธรรมดาที่สุด
จากนั้นเขาก็เคี้ยวเพียงสองสามครั้ง
"เอ๊ะ ... "
สีหน้าของเขาพลันแข็งค้างไปทันที คำพูดทุอย่างจุกอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก
ทั้งๆ ที่ ... พริกก็ดูไม่ดั้งเดิม เนื้อหมูก็ดูผัดไม่ได้ที่ตามทฤษฎีของเขา แต่รสชาตินี้กลับมีความซ้อนทับกับความทรงจำที่แสนห่างไกลในอดีตของเขาอย่างน่าประหลาด แม้แต่ความหอมไหม้จางๆ จากกระทะที่ใช้ไฟแรงจัดยังเหมือนกันเปี๊ยบ
นั่นมันคือหมูผัดพริกฝีมือคุณแม่ของเขาที่เคยทำให้เขาทานเป็นประจำนี่นา!
รสชาติที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมานานกว่าสิบปีแล้ว!
"ผม ... ผม ... " เขาเคี้ยวไปพลางริมฝีปากสั่นระริกไปพลาง จนในที่สุดก็คุมสติไม่อยู่
ใบหน้าของคนวัยกลางคนในตอนนี้มีน้ำตาไหลพรากออกมาอย่างไม่ขาดสายจนดูไม่งามเอาเสียเลย
"นี่เหล่าจ้าว คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?" หลิ่วเฉิงที่เห็นท่าทางของเหล่าจ้าวก็ตกใจรีบคว้าทิชชูส่งให้ "มาครับ รีบเช็ดน้ำตาก่อน"
เสี่ยวเหย่เองก็มองดูเหล่าจ้าวด้วยสายตาที่ดูแปลกๆ
ปกติเหล่าจ้าวคนนี้จะเป็นคนที่มีรสนิยมสูงส่งและเรื่องมากที่สุดในเรื่องการกิน ทุกครั้งที่ทานข้าวเขาจะต้องให้คะแนนวิจารณ์ออกมาเป็นฉากๆ
แม้จะเป็นมืออาชีพก็จริง แต่เธอกลับรู้สึกว่าเขาน่ารำคาญและจุกจิกเกินไปหน่อย
แล้วทำไมวันนี้เขาถึงได้เสียอาการขนาดนี้ล่ะ?
ผ่านไปเนิ่นนาน อารมณ์ของเหล่าจ้าวจึงค่อยๆ สงบลง เขาเพียงแค่ก้มหน้าใช้ทิชชูซับจมูกเบาๆ แล้วเริ่มตักข้าวทานคำใหญ่ คีบหมูผัดพริกเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่าราวกับว่ามื้อนี้เขาจะทานให้คุ้มค่าที่สุด ราวกับกำลังพยายามชดเชยความเสียดายที่ไม่ได้สัมผัสรสชาตินี้มานานกว่าสิบปี
ใช่แล้ว เหล่าจ้าวยอมรับเลยว่าเขาน่ะมันพวกปากแข็ง
หลายครั้งที่เขาตื่นมากลางดึกแล้วโหยหาอยากจะทานหมูผัดพริกฝีมือแม่สักครั้ง แม้แต่ในฝันเขาก็ยังฝันถึง
คิดไม่ถึงเลยว่าในวันนี้ ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่ง เขาจะได้กลับมาเจอความรสชาติที่เขาเฝ้าฝันถึงในยามค่ำคืนอยู่บ่อยครั้งอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งสามคนต่างมีความรู้สึกและความเข้าใจที่แตกต่างกันไป
อาหารเต็มโต๊ะถูกพวกเขาทานจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
[จบแล้ว]