- หน้าแรก
- จักรพรรดิเซียนหวนคืน กลับมาเป็นคุณพ่อ
- บทที่ 4 - ก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ในพริบตา
บทที่ 4 - ก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ในพริบตา
บทที่ 4 - ก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ในพริบตา
บทที่ 4 - ก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ในพริบตา
ตอนนี้ฉู่ยางสูญเสียพลังบำเพ็ญเพียรไปจนหมด แม้แต่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ก็ยังไม่ถึง
หากต้องการตามหาเซี่ยหนิงหลาน อย่างน้อยเขาก็ต้องเข้าสู่ระดับเซียนมนุษย์ให้ได้เสียก่อน
อย่างไรเสียฉู่ยางก็เคยเป็นถึงจักรพรรดิเซียนมาก่อน เขารู้จักวิชาเซียนมากมาย ขอเพียงแค่ก้าวเข้าสู่ระดับเซียนมนุษย์ได้ ก็อาจจะสามารถต่อกรกับศัตรูที่อยู่ระดับสูงกว่า และต่อสู้กับเซียนปฐพีธรรมดาได้ เมื่อถึงตอนนั้น โลกใบใหญ่นี้ก็จะไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาได้อีกต่อไป
"ต้องเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ให้ได้ก่อน"
ฉู่ยางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหลับตาลง พยายามโคจรพลัง
เคล็ดวิชาที่เขาบำเพ็ญเพียรมีชื่อว่า คัมภีร์มหายุทธ์บรรพกาล
เป็นเคล็ดวิชาระดับสูงสุดที่เขาได้รับมาจาก ภูเขาหวงกู่ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในแดนเซียน การที่ฉู่ยางสามารถบรรลุเป็นเซียนแท้จริงในเวลา 100 ปี และบรรลุเป็นจักรพรรดิเซียนในเวลา 500 ปีได้ ก็เป็นเพราะเคล็ดวิชาอันแข็งแกร่งนี้
การนำคัมภีร์มหายุทธ์บรรพกาลกลับมาบำเพ็ญเพียรใหม่อีกครั้ง จึงนับว่าเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขา
ฉู่ยางนั่งขัดสมาธิหลับตา ปราศจากความคิดฟุ้งซ่านใดๆ เขาค่อยๆ หายใจตามวิธีพิเศษที่บันทึกไว้ในคัมภีร์มหายุทธ์บรรพกาลอย่างช้าๆ
หายใจออก หายใจเข้า
หายใจออก
จากการหายใจอย่างต่อเนื่อง อวัยวะภายในของเขาก็เริ่มมีความร้อนแผ่ซ่านออกมาอย่างแผ่วเบา
ความร้อนนี้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มเปี่ยมไปทั่วร่างของฉู่ยาง
เขาพยายามควบคุมความร้อนนี้
ให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณในเส้นทางที่กำหนดไว้
1 รอบ 2 รอบ
3 รอบ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ความร้อนนี้ก็ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณของฉู่ยางจนครบ 49 รอบ มันเริ่มรวมตัวกันจนกลายเป็นหมอกบางๆ ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวในเส้นลมปราณได้อย่างช้าๆ โดยที่ฉู่ยางไม่ต้องควบคุมอีกต่อไป
"สำเร็จปราณแท้บรรพกาลแล้ว"
ฉู่ยางลืมตาขึ้นมาทันที แววตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้า
อย่างไรเสีย นี่ก็คือเคล็ดวิชาที่เขาเคยบำเพ็ญเพียรมาตลอด 500 ปีในแดนเซียน เขาจึงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี การบำเพ็ญเพียรใหม่ในครั้งนี้ จึงสามารถสร้างพลังปราณแท้ออกมาได้อย่างง่ายดาย
"มีปราณแท้แล้ว ตอนนี้ฉันก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ ขั้นพลังภายในแล้ว"
ฉู่ยางคิดในใจ
4 ระดับแห่งการบำเพ็ญเป็นเซียน ระดับผู้ฝึกยุทธ์คือระดับแรก
ซึ่งจะแบ่งย่อยออกเป็น 3 ขั้น
ได้แก่ พลังภายนอก พลังภายใน และพลังแปรผัน
พลังภายนอกคือการฝึกฝนร่างกาย วางรากฐานให้มั่นคง และใช้พละกำลังของร่างกายในการโจมตีศัตรู
พลังภายในคือการฝึกฝนเคล็ดวิชา สร้างพลังภายในขึ้นมา และใช้พลังภายในโจมตีศัตรู
พลังแปรผันคือการควบคุมพลังภายในได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งจะถูกเรียกว่า ปรมาจารย์ยุทธ์
ฉู่ยางบำเพ็ญเพียรคัมภีร์มหายุทธ์บรรพกาลจนสร้างปราณแท้บรรพกาลขึ้นมาได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการก้าวข้ามขั้นพลังภายนอก และเข้าสู่ขั้นพลังภายในไปโดยปริยาย
พลังปราณแท้ แข็งแกร่งกว่าพลังภายในเสียอีก
การฝึกฝนเคล็ดวิชาธรรมดาจะสามารถสร้างพลังภายในขึ้นมาได้ แต่การฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับเซียนเท่านั้นที่จะสามารถสร้างพลังปราณแท้ขึ้นมาได้
"ตอนนี้ฉันถือว่าเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นพลังภายใน"
"แต่ถ้าหากระเบิดพลังการต่อสู้ที่แท้จริงออกมาละก็ ยอดฝีมือขั้นพลังภายในระดับสูงฉันก็ไม่กลัวหรอก"
ฉู่ยางคิดในใจ
การบำเพ็ญเพียรจนเข้าสู่ขั้นพลังภายใน ทำให้ฉู่ยางมีความสามารถในการป้องกันตัวบนโลกใบนี้อย่างไม่น้อยหน้าใคร
ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ยังไม่ถึงตี 5 ด้วยซ้ำ
ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญเพียรมาจนถึงตอนนี้ ก็ผ่านไป 6 ชั่วโมงกว่าแล้ว 6 ชั่วโมงในการก้าวเข้าสู่ขั้นพลังภายใน ความเร็วระดับนี้แม้แต่ในแดนเซียนยังถือว่าน่ากลัวมาก ฉู่ยางจำได้ว่าฉู่เซวียนหยวน น้องชายต่างมารดาของเขา เริ่มฝึกฝนตอนอายุ 13 ปี ใช้เวลา 3 ปีในการสร้างพลังภายในจนก้าวเข้าสู่ขั้นพลังภายใน ก็ถูกตระกูลยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอดไปแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าอัจฉริยะชั้นยอดในโลกมนุษย์พวกนั้นจะไม่อยู่ในสายตาของเซียนเลยแม้แต่น้อย ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอามาเปรียบเทียบเลยด้วยซ้ำ
"ฉันก้าวเข้าสู่ขั้นพลังภายในโดยใช้เวลาแค่ 6 ชั่วโมง"
"แต่การจะก้าวเข้าสู่ขั้นพลังแปรผัน คงไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น"
ฉู่ยางครุ่นคิดด้วยใบหน้าจริงจัง
สาเหตุที่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นพลังภายในได้อย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วเป็นเพราะฉู่ยางอาศัยพลังจากกายาเซียนที่หลงเหลืออยู่ในร่างเพียงเล็กน้อยต่างหาก
ตอนนี้ในร่างกายของเขามีเพียงพลังปราณแท้แค่สายเดียวเท่านั้น
หากต้องการก้าวเข้าสู่ขั้นพลังแปรผัน พลังปราณแท้ในร่างจะต้องเปี่ยมล้นและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และยังต้องสามารถควบคุมพลังปราณแท้ได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
เรื่องพวกนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการสะสม ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ
"ฉันมีพลังปราณแท้บรรพกาลแล้ว เนตรส่องสวรรค์ ก็น่าจะพอฝืนใช้ได้บ้างแล้วล่ะ"
เนตรส่องสวรรค์ คือวิชาที่ฉู่ยางภูมิใจมากที่สุด
สามารถมองทะลุสรรพสิ่ง หรือแม้แต่หยั่งรู้จิตใจคนได้
หากฝึกฝนจนถึงขีดสุด ก็จะสามารถมองทะลุอดีตและอนาคตได้เลยทีเดียว
ตอนที่ฉู่ยางอยู่ระดับจักรพรรดิเซียน เขาฝึกเนตรส่องสวรรค์จนถึงขั้นที่พอจะหยั่งรู้จิตใจคนได้เท่านั้น ส่วนตอนนี้น่ะเหรอ แค่ฝืนมองทะลุกำแพงได้สักชั้นสองชั้นก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
"ลองดูหน่อยแล้วกัน"
"เนตรส่องสวรรค์ จงเปิด"
ฉู่ยางดึงพลังปราณแท้ที่มีอยู่น้อยนิดไปรวมไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง
ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าที่ยากจะสังเกตเห็น วินาทีต่อมา กำแพงที่อยู่ตรงหน้าเขาก็กลายเป็นกำแพงโปร่งใสจนสามารถมองทะลุได้ในพริบตา
"หืม"
ทิศทางที่ฉู่ยางนั่งขัดสมาธิอยู่ หันหน้าไปทางห้องนอนเล็กของบ้าน ซึ่งก็คือห้องของเซี่ยเจียเวย น้าของนัวนั่วพอดี
เมื่อกำแพงกลายเป็นกำแพงโปร่งใส ภายในห้องจึงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
ปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง อากาศยังคงร้อนอบอ้าว เซี่ยเจียเวยนอนคว่ำหน้าอยู่บนผ้าห่มด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยน่าดูนัก
ฉู่ยางขมวดคิ้ว เขาละสายตาไปอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาทีด้วยซ้ำ
เขามองไปทางห้องนอนใหญ่เพื่อจะดูนัวนั่ว
"หืม"
ทันทีที่มองเข้าไปในห้องนอนใหญ่ ฉู่ยางก็ชะงักไปเล็กน้อย
เพราะเขาเห็นว่า บนเตียงใหญ่ในห้องนอน นัวนั่วตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เธอสวมชุดนอนตัวเล็ก กอดตุ๊กตาแครอทตัวใหญ่ และกำลังค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง
เดิมทีฉู่ยางก็อยากจะรอดูว่านัวนั่วจะทำอะไร
ทว่าดวงตาของเขากลับรู้สึกปวดแปลบขึ้นมา ประสิทธิภาพในการมองทะลุของเนตรส่องสวรรค์ก็หายไปในทันที
"ตอนนี้ฉันใช้เนตรส่องสวรรค์ได้แค่ประมาณ 3 วินาทีเท่านั้น พลังปราณแท้ในร่างกายยังน้อยเกินไปจริงๆ"
ฉู่ยางขยี้ตาเบาๆ พร้อมกับคิดในใจ
ในขณะที่เขากำลังคิดเรื่องพวกนี้อยู่นั้น
แกร๊ก
ประตูห้องนอนใหญ่ก็เปิดออกเบาๆ
เด็กหญิงตัวน้อยย่องออกมาจากในห้องและวิ่งมาทางห้องรับแขก
เมื่อฉู่ยางเงยหน้าขึ้น เขาก็สบตากับนัวนั่วพอดี
นัวนั่วกะพริบตากลมโต เมื่อเห็นฉู่ยาง เธอก็ยังคงมีความหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย สองมือน้อยๆ กำตุ๊กตาแครอทในอ้อมกอดแน่น
เมื่อมองดูยอดดวงใจตรงหน้า ในใจของฉู่ยางก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาได้
มันเป็นความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดนั่นเอง
"นัวนั่ว"
ฉู่ยางเรียกชื่อนัวนั่วเสียงเบา
ในวินาทีนี้ จักรพรรดิเซียนเพลิงสวรรค์ผู้ท่องไปทั่วแดนเซียนและเด็ดขาดในการสังหาร กลับดูอ่อนโยนอย่างถึงที่สุด
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงรู้สึกกลัวเล็กน้อย เมื่อได้ยินฉู่ยางเรียก เธออยากจะถอยหลังกลับไป แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเอาไว้ และยังคงใช้ดวงตากลมโตจ้องมองฉู่ยางอยู่อย่างนั้น
"คุณเป็นป๊ะป๋าของหนูเหรอ"
ผ่านไปพักใหญ่ นัวนั่วก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
"แน่นอน ป๊ะป๋าต้องเป็นป๊ะป๋าของนัวนั่วอยู่แล้วสิ"
ฉู่ยางยิ้มตอบเสียงเบา
"แล้ว ป๊ะป๋ายังจะหนีไปอีกไหม"
นัวนั่วเอียงคอถามอย่างจริงจัง
ฉู่ยางรู้สึกตื้นตันใจ
นัวนั่วเพิ่งจะได้อยู่กับเขา เธอยังไม่ยอมรับเขาอย่างเต็มที่นัก แต่ในความเป็นจริง ภายในใจของเธอได้ยอมรับเขาเป็นป๊ะป๋าไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ตอนที่เซี่ยเจียเวยทั้งข่วนทั้งกัดฉู่ยาง เมื่อนัวนั่วเห็นเข้า เธอก็รีบปกป้องฉู่ยางทันที
ตอนนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่ที่เด็กหญิงเพิ่งตื่นนอน เธอก็รีบวิ่งออกมาอย่างทนไม่ไหว ความจริงแล้วเธอก็แค่อยากจะดูว่า ป๊ะป๋าที่เพิ่งกลับมาบ้าน ยังอยู่หรือเปล่า เขาหนีไปแล้วหรือยัง ถ้าเขาหนีไป เขาจะหายไปนานแสนนานอีกไหม ในใจดวงน้อยๆ ของเธอนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง