- หน้าแรก
- อสังหาฯพลิกโลก เกิดใหม่เป็นเจ้าพ่อหมื่นล้าน
- บทที่ 450 - เพียงชั่วข้ามคืน
บทที่ 450 - เพียงชั่วข้ามคืน
บทที่ 450 - เพียงชั่วข้ามคืน
บทที่ 450 - เพียงชั่วข้ามคืน
◉◉◉◉◉
หลัวหยางเลิกงานแล้วก็กลับมาที่ทังเฉินอี้ผิ่น
พอปลดล็อกประตูดิจิทัลและเดินเข้ามาในห้อง เขาก็พบว่าระบบปรับอุณหภูมิภายในห้องถูกเปิดเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะคุณหลัว ฉันชื่อหลี่ซือฮุ่ย เป็นพนักงานบริการพิเศษสำหรับคุณในคืนนี้ค่ะ"
บริเวณโถงทางเข้ามีคนยืนรออยู่แล้ว พอเห็นหลัวหยาง หญิงสาวที่เกล้าผมมวยก็ยกมือประสานไว้ที่หน้าท้องและโค้งคำนับทักทายอย่างมีมารยาท
"ผู้จัดการฉงล่ะ"
"เธอกำลังพาคนจัดเตรียมดินเนอร์ใต้แสงเทียนให้คุณอยู่ข้างในค่ะ"
หลี่ซือฮุ่ยที่เพิ่งจะย่อตัวลงเตรียมเปลี่ยนรองเท้าให้หลัวหยางเงยหน้าขึ้นมาตอบ เผยให้เห็นเนินอกขาวเนียน ชุดทำงานท่อนบนของเธอเป็นดีไซน์คอวีผ่าลึกที่จงใจเน้นให้เห็นไหปลาร้าสวยงามและลำคอระหง แถมยังมีผ้าพันคอสีสันสดใสผูกประดับไว้ที่ลำคออย่างลงตัว
ฉงซานซานช่างรู้ใจรสนิยมความงามของผู้ชายซะเหลือเกิน
ค่ำคืนในฤดูหนาวมาเยือนอย่างรวดเร็ว เพิ่งจะหกโมงครึ่งยังไม่ทันไร ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้ว
ภายในห้องไม่ได้เปิดไฟดวงใหญ่ มีเพียงแสงไฟโทนอบอุ่นตามขอบฝ้าเพดานกับแสงเทียนบนโต๊ะอาหาร ที่ช่วยส่องสว่างให้ห้องอาหารดูสลัวและโรแมนติก
"ประธานหลัว คุณกลับมาแล้ว เวลาพอดีเป๊ะเลยค่ะ!"
ฉงซานซานวางขวดไวน์แดงที่เพิ่งเปิดไปได้ครึ่งหนึ่งลง รีบเดินเข้ามาหาหลัวหยางแล้วควงแขนเขาพาเดินไปที่ห้องอาหาร
หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งอีกคนเลื่อนเก้าอี้หน้าโต๊ะอาหารออก ผายมือเชิญพลางกล่าวว่า "คุณหลัวคะ นี่คืออาหารค่ำมื้อหรูที่ผู้จัดการฉงของเราตั้งใจเตรียมไว้ให้คุณเป็นพิเศษค่ะ"
หลัวหยางเหลือบมองแวบหนึ่ง ก็หรูหราอลังการจริงๆ นั่นแหละ
เนื้อวากิว M5 ออสเตรเลียย่าง กุ้งมังกรออสเตรเลียอบไวน์แดง หอยนางรมฝรั่งเศส ปลิงทะเลผัดต้นหอม เห็ดแชมปิญองพริกไทยดำ กระเจี๊ยบเขียว...
เมื่อกินคู่กับไวน์แดง มื้อค่ำมื้อนี้กินเข้าไปแล้วถ้าไฟราคะไม่ลุกโชนก็ให้มันรู้ไป
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก นั่งลงกินด้วยกันเถอะ!"
ยังไงซะธนาคารก็เป็นคนเลี้ยง หลัวหยางจึงทำตัวเป็นเจ้ามือใจป้ำสุดๆ
ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้ดีว่าทำไมคืนนี้ฉงซานซานถึงได้เอาอกเอาใจเป็นพิเศษ เขาจึงนั่งลงเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศได้อย่างสบายใจเฉิบ
"ทำไมผู้อำนวยการต่งของคุณถึงไม่ออกโรงเองล่ะ"
หลังจากจัดการกุ้งมังกรตัวโตไปหนึ่งตัว หลัวหยางก็วางตะเกียบลงแล้วเอ่ยถาม "ธุรกิจก้อนใหญ่ขนาดนี้ เธอกล้าปล่อยให้คุณมาคุยเองเลยเหรอ"
"ถ้าเธอมาเองก็แสดงว่ากะจะฮุบไว้กินรวบคนเดียวน่ะสิคะ"
ฉงซานซานกินไปได้นิดเดียวแต่ดื่มเหล้าไปซะเยอะ
เธอแกว่งไวน์แดงในแก้วทรงสูงพลางตอบว่า "อีกอย่างแหล่งข่าวของผู้อำนวยการต่งก็ต้องมาจากระบบธนาคารอื่นอยู่แล้ว บางทีพวกระดับนั้นเขาอาจจะตกลงร่วมมือแบ่งเค้กกันไปเรียบร้อยแล้วก็ได้ ดังนั้นการที่ฉันเป็นคนออกหน้ามาพบคุณมันถึงจะดูเหมาะสมกว่ายังไงล่ะคะ!"
ต่งเซวียน...
ผู้หญิงคนนี้ฉลาดกว่าที่หลัวหยางคาดไว้มากทีเดียว
เธอย่อมรู้ดีว่าธนาคารหย่งเฉิงกับบริษัทในมือของหลัวหยางมีธุรกิจร่วมกันมากเกินไปแล้ว หากมองในแง่ของความปลอดภัยด้านช่องทางการระดมทุนขององค์กร บริษัทย่อมต้องขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินอื่นๆ เพื่อสร้างช่องทางที่ปลอดภัยและมั่นคง
แต่เมื่อรู้ทั้งรู้ว่ามีชิ้นเนื้อก้อนโตวางอยู่ตรงหน้า จะให้แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
จึงทำได้เพียงใช้วิธีเจรจาสานสัมพันธ์ เพื่อขอแบ่งเค้กชิ้นเล็กๆ มาสักชิ้น
"ดูท่าทางทรัพยากรคอนเนกชันของผู้อำนวยการต่งของคุณจะกว้างขวางน่าดูเลยนะ ถึงได้มีเส้นสายในระบบธนาคารผู่ฟากับธนาคารอื่นๆ ด้วย"
"พวกเราก็อยู่ในแวดวงเดียวกันนี่แหละค่ะ นอกเหนือจากธนาคารใหญ่ทั้งสี่แห่งแล้ว การโยกย้ายบุคลากรระหว่างธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเองก็เป็นเรื่องปกติ แน่นอนว่าเรื่องข้อมูลระดับสูงก็ต้องเป็นคนระดับเธอถึงจะเข้าถึงได้ค่ะ"
ฉงซานซานไม่ได้หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงจุดอ่อนของตัวเอง "พนักงานระดับกลางที่ไม่มีเส้นสายภูมิหลังอย่างฉัน บารมียังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ..."
หลัวหยางพยักหน้ารับเป็นเชิงว่าเชื่อแล้ว
ส่วนในใจจะเชื่อจริงๆ หรือเปล่านั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในมุมมองของเขา มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีคนในระบบการเงินของบริษัทส่งข่าวให้ทางธนาคารหย่งเฉิงรู้ตัว
ท้ายที่สุดแล้วหลังจากจบการประชุมคณะกรรมการบริหารในครั้งนี้ ก็จะต้องมีการจัดทำรายงานการประชุม (ที่ไม่รวมรายละเอียดของมติที่ประชุม) ซึ่งตามระเบียบแล้วจะต้องเวียนให้ผู้บริหารระดับกลางของทั้งกรุ๊ปได้อ่าน ข่าวที่บริษัทวางแผนจะระดมทุนจึงไม่จำเป็นต้องหลุดออกไปถึงหูคนนอกเลย
จุดนี้ควรค่าแก่การระแวดระวังเอาไว้
ต่อไปเนื้อหาการประชุมที่เกี่ยวข้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ควรจะชะลอเวลาลงสักพักแล้วค่อยแจ้งให้ทราบ
ทำแบบนี้น่าจะรัดกุมกว่า
หลัวหยางกับฉงซานซานกินไปคุยไป โดยแทบจะไม่ได้พูดคุยกับหญิงสาวอีกสองคนเลย
"ประธานหลัว คุณก็รู้นี่คะว่ากระเพาะของฉันน่ะเล็กนิดเดียว ขอแค่มีเศษเนื้อหล่นลอดร่องนิ้วของคุณมาให้บ้าง ก็คงไม่กระทบอะไรหรอกมั้งคะ"
"เศษเนื้อที่หล่นลอดร่องนิ้วมา... มันสักเท่าไหร่กันล่ะ"
หลัวหยางหรี่ตามองฉงซานซานยิ้มๆ "แต่ที่ผมรู้มา ความโลภของคนเรามันขยายได้หดได้ และไม่เคยมีคำว่าพอซะด้วยสิ"
จู่ๆ ในหัวของฉงซานซานก็นึกถึงเหตุการณ์วินาทีละแสนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พวงแก้มของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
"คนเรานี่นะ... พอโกหกแล้วก็มักจะหน้าแดงแบบนี้แหละ!"
"เปล่านะคะ ฉันไม่ได้โกหกคุณจริงๆ"
เพื่อกลบเกลื่อนอาการหน้าแดง เธอจึงยกแก้วไวน์ขึ้นมา "ฉันขอดื่มให้คุณแก้วนึงก่อนเลยค่ะ!"
พูดจบเธอก็กระดกไวน์ในแก้วรวดเดียวจนหมด
"แค่ก แค่ก แค่ก"
ทีนี้อาการหน้าแดงก็มีข้ออ้างให้แล้ว
"ขอพูดตามตรงเลยนะ ผมมอบหมายหน้าที่เรื่องการระดมทุนครั้งนี้ให้ซ่งหว่านรองประธานบริหารที่ดูแลแผนกการลงทุนเป็นคนจัดการแล้ว"
หลัวหยางจิบไวน์ไปนิดหน่อยแล้วตอบกลับ "เธอก็เป็นคนเสนอให้ระดมทุนหลายช่องทาง เพื่อรับประกันความปลอดภัยของแหล่งเงินทุนของกรุ๊ป ตอนแรกผมรับปากไปแล้วว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่าย ถ้าจู่ๆ เข้าไปแทรกแซง มันก็คงจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่... ตอนนี้คุณกำลังทำให้ผมลำบากใจอยู่นะ!"
"ซ่งหว่านเหรอคะ"
ฉงซานซานชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อนี้
ก่อนจะโพล่งออกมาว่า "คราวก่อนที่คุณขอให้ผู้อำนวยการต่งช่วยแนะนำบุคลากรด้านการเงินให้ ไม่ใช่เพื่อเอาไปช่วยดูแลเกรย์ไรโนแคปิตอลที่เธอบริหารอยู่หรอกเหรอคะ"
"ข่าวของพวกคุณช้าไปหน่อยนะ"
หลัวหยางยิ้มบางๆ "เมื่อครึ่งเดือนก่อนซ่งหว่านได้ปรับเปลี่ยนสายงานที่รับผิดชอบไปแล้ว และในทางปฏิบัติเธอก็พ้นจากตำแหน่งในเกรย์ไรโนแคปิตอลมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วล่ะ"
ฉงซานซานถึงกับหน้าเหวอ
"คนคนนี้ ผู้อำนวยการต่งของคุณน่าจะรู้จักนะ เพราะที่บ้านเธอก็ทำธุรกิจสายการเงินเหมือนกัน"
เมื่อช่วงบ่ายเพิ่งจะบอกไปว่าไม่ยุ่ง แล้วจะให้กลืนน้ำลายตัวเองในวันรุ่งขึ้นเลยเนี่ยนะ
หลัวหยางสามารถตัดสินใจได้โดยตรงก็จริง แต่เขารู้สึกว่าพูดไม่ออก เลยทำได้แค่ผลักภาระไปให้ซ่งหว่านแทน
พอคุยกันมาถึงขั้นนี้ ถ้ายังดึงดันจะเอาให้ได้ มันก็จะกลายเป็นการบีบบังคับให้บรรยากาศอึดอัดไปเปล่าๆ
จู่ๆ ฉงซานซานก็ทำตัวไม่ถูกขึ้นมา
โชคดีที่ยังดื่มเหล้าแก้เก้อได้
ในสถานการณ์ที่ยังหาเรื่องคุยต่อไม่ได้ เธอจึงทำได้เพียงพาหญิงสาวอีกสองคนผลัดกันชนแก้วไม่หยุดหย่อน
เอาเป็นว่ากู้คืนบรรยากาศให้กลับมาดีก่อนแล้วกัน
เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว ไวน์แดงห้าขวดก็เกลี้ยงไม่มีเหลือ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งเป็นฝีมือการดื่มของฉงซานซาน
"เสี่ยวฮุ่ย เสี่ยวหย่า พวกเธอไปเปิดน้ำเตรียมสปาอโรมาไว้เถอะ"
เมื่อเห็นว่ากินกันจนอิ่มแล้ว ฉงซานซานจึงสั่งให้อีกสองคนไปเตรียมกิจกรรมสำหรับช่วงต่อไป
ส่วนตัวเธอเองก็คอยเดินประคองหลัวหยางมาพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่น
"ยังจะดื่มอีกเหรอ"
หลัวหยางเอาแก้วแชมเปญที่ฉงซานซานยื่นให้ไปวางไว้บนโต๊ะกระจก "ดื่มอีกคุณได้เมาเละแน่!"
"ถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ ยังไงก็ตายอยู่ดี สู้เมาให้หลับสบายไปเลยคืนนี้ไม่ดีกว่าเหรอคะ"
หญิงสาวตัวเล็กที่เริ่มจะนั่งทรงตัวไม่อยู่ ทรุดตัวลงไปนั่งพับเพียบอยู่บนพรม สองมือเกาะโซฟาไว้พลางช้อนสายตามองหลัวหยาง "ประธานหลัวคะ คุณช่วยให้โอกาสฉันหน่อยไม่ได้เหรอคะ อย่างน้อยก็ให้ฉันกลับไปรายงานผลงานได้บ้าง"
"คุณนี่นะ..."
หลัวหยางยักไหล่ "ผมจะไปตบหน้าตัวเองได้ยังไงล่ะ"
"ประธานหลัวคะ..."
ฉงซานซานใช้มือข้างหนึ่งกอดน่องของหลัวหยางเอาไว้พลางออดอ้อน "ถึงจะเป็นแบบคราวก่อน วินาทีละแสนก็ยังดีค่ะ..."
หลัวหยาง "..."
"เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวพอถึงเวลาทางซ่งหว่านก็ต้องส่งรายชื่อธนาคารที่ต้องการร่วมงานมาให้ผมอยู่ดี"
เขาถอนหายใจออกมา "ส่วนรายชื่อนั้นจะมีธนาคารหย่งเฉิงอยู่ด้วยไหม ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกคุณแล้วล่ะ"
"ประธานหลัวช่างเมตตาฉันจริงๆ ค่ะ!"
ฉงซานซานรู้ดีว่าการได้รับคำสัญญาในคืนนี้ก็ถือว่ามาถึงขีดสุดแล้ว
เส้นด้ายในสมองที่ตึงเปรี๊ยะมาจนถึงตอนนี้ พอได้คำมั่นสัญญาก็พลันผ่อนคลายลงในพริบตา
ความเมามายพุ่งพล่านขึ้นมาทันที เธอโซเซยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปดึงหลัวหยาง
"ประธานหลัวคะ อุตส่าห์เตรียมสปาไว้ให้คุณเป็นพิเศษ ไปผ่อนคลายสักหน่อยเถอะนะคะ..."
"คุณนั่งพักบนโซฟาไปเถอะ เดี๋ยวผมเดินไปเอง!"
หลัวหยางอุ้มเธอขึ้นมาวางราบบนโซฟา ส่วนตัวเองก็เดินไปที่ห้องน้ำ
ลูกน้องสองคนที่ฉงซานซานพามาด้วยยังไงก็ไม่ใช่พนักงานนวดมืออาชีพ พอทำสปาไปได้ครึ่งทางหลัวหยางก็รู้สึกเบื่อแล้ว
เขาหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้วลุกขึ้นจากเตียงนวด
"นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกคุณกลับไปเถอะ!"
ถ้าฉงซานซานยังมีสติอยู่ เขาคงไม่รังเกียจที่จะเล่นสนุกด้วยสักหน่อย แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า
หญิงสาวทั้งสองคนชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ารู้สึกประหลาดใจ
แต่พวกเธอก็ยอมเดินออกจากห้องน้ำไปอย่างว่าง่าย
หลัวหยางเปิดฝักบัวเตรียมจะชำระล้างคราบน้ำมันหอมระเหยบนตัวออก แล้วค่อยไปนอน
เพิ่งจะอาบไปได้ครึ่งทาง ประตูกระจกก็ถูกเลื่อนออก
"ประธานหลัวคะ ฉันช่วยถูหลังให้นะคะ!"
นางเงือกสาวแสนสวยคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามา ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นหลี่ซือฮุ่ยที่ยืนรอเขาอยู่ตรงโถงทางเข้าก่อนหน้านี้นั่นเอง
"ออกไป!"
"ประธานหลัวคะ สิ่งที่ผู้จัดการฉงทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกันค่ะ"
หลี่ซือฮุ่ยสวมกอดหลัวหยางจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ขอเพียงแค่คุณต้องการ ไม่ว่าข้อเรียกร้องอะไร ฉันก็ทำได้หมดค่ะ!"
ไม่ใช่แค่น้ำเสียงที่สั่นเครือ ร่างกายของเธอก็สั่นสะท้านเช่นกัน
ซี้ด...
นี่มันจังหวะบ้าบออะไรเนี่ย
ฉวยโอกาสตอนที่ฉงซานซานเมา เพื่อหวังจะไต่เต้าเหรอ
การแข่งขันมันดุเดือดขนาดนี้เชียว
หลัวหยางเป็นคนเจ้าชู้ก็จริง แต่เขาไม่ใช่พวกบ้ากาม!
เขาแกะมือของหลี่ซือฮุ่ยออก หันตัวกลับมาแล้วคว้าหมับเข้าที่คอของผู้หญิงคนนี้
"ไสหัวไป!"
หลี่ซือฮุ่ยวิ่งหนีเตลิดออกจากห้องน้ำไปอย่างทุลักทุเล
สิบกว่านาทีต่อมา หลัวหยางก็สวมชุดนอนเดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น
ในอากาศยังมีกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงหลงเหลืออยู่ แต่บนโซฟากลับว่างเปล่า ดูเหมือนว่าฉงซานซานจะถูกอีกสองคนพาตัวกลับไปแล้ว
"ซวยชะมัด!"
หลัวหยางทิ้งตัวลงบนโซฟาพลางจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
คืนนี้ควรจะได้เสพสุขอย่างสำราญใจแท้ๆ แต่เพราะฉงซานซานดันมาเมาแอ๋ซะก่อน เลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายแบบนี้
ความเงียบที่ปกคลุมเข้ามาอย่างกะทันหันกลับทำให้เขาตาสว่างจนไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด
"วันๆ นึงไม่รู้มัวแต่วุ่นวายอะไรนักหนา..."
เมื่อทบทวนงานในช่วงที่ผ่านมา หลัวหยางพบว่าเขาใช้เวลาอยู่ในบริษัทนานขึ้นเรื่อยๆ
นั่นหมายความว่าเวลาที่เขาใช้ไปกับการจัดการงานประจำวันก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พอมีโครงการใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา เวลาจะไม่ยิ่งขาดแคลนหนักกว่าเดิมเหรอ
"ต้องหาจุดศูนย์กลางท่ามกลางงานที่ยุ่งเหยิงให้เจอ ต้องรู้จักวางแผนแบ่งเวลาและเรี่ยวแรงไปให้กับเรื่องที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นแค่เครื่องจักรผลิตเงิน!"
หลัวหยางพึมพำกับตัวเอง "ทางฝั่งหลิงสือกงให้ความสำคัญกับความคืบหน้าของคุนเผิงเทคโนโลยีเป็นหลัก คอยติดตามการขยายตัวของหลัวเซิงถังอย่างพอเหมาะ แล้วก็แบ่งเวลาและพลังงานไปจัดการช่วงเริ่มต้นของบริษัทเทคโนโลยีมั่นปู้เจ่อสักหน่อย... ส่วนงานยิบย่อยอื่นๆ ก็พยายามกระจายอำนาจให้คนอื่นทำไป"
ส่วนเรื่องการลงทุนภาพยนตร์ ตัวเขาแค่ต้องอาศัยความทรงจำจากอนาคตก็พอ
สำหรับธุรกิจการเงินที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ ในเมื่อไม่ถนัดก็อย่าเข้าไปก้าวก่ายการบริหารจัดการรายละเอียดปลีกย่อยเลย แค่คอยชี้แนะทิศทางภาพรวมและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดก็พอแล้ว!
นี่คือแผนการสำหรับธุรกิจในเซี่ยงไฮ้
ส่วนธุรกิจที่วางรากฐานไว้ในเมืองหยางซื่อ เขาก็มีแผนในใจอยู่แล้วเหมือนกัน
"กวงฟานวินด์เอ็นเนอร์จีเพิ่งจะเริ่มต้น การวิจัยและพัฒนาคือหัวใจสำคัญ แค่คอยติดตามความคืบหน้าอย่างพอเหมาะก็พอ ส่วนทางเจิ้งหยางกรุ๊ป เสื้อผ้าผู้ชายมีซางกั๋วเจิ้งดูแลอยู่แล้ว ปล่อยมือได้เลย แต่ฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงคงต้องคอยจับตาดูความคืบหน้าเป็นพิเศษหน่อย..."
หลัวหยางไล่เรียงความคิดต่อไป "กวงฟานอิเล็กทรอนิกส์กับหยางกวงอิเล็กทรอนิกส์ก็แค่คอยดูแลอย่างพอเหมาะก็พอ ส่วนโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ปีหน้าคงเริ่มก้าวแรกได้อย่างเป็นทางการแล้วล่ะ"
ยังไงก็ต้องเหลือเวลาให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์บ้าง
ขืนเอาตูดแช่ติดเก้าอี้ทำงานตลอดเวลา นอกจากจะปวดบ่าปวดไหล่แล้ว มันยังส่งผลเสียต่อเอวอีกต่างหาก!
พอสมองได้คิดถึงเรื่องการงานเป็นชิ้นเป็นอัน ความรู้สึกเหงาหงอยก็ถูกปัดเป่าออกไป ประกอบกับฤทธิ์ไวน์แดงที่ดื่มเข้าไปพอประมาณก็ช่วยให้หลับสบาย คืนนั้นหลัวหยางจึงได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
เช้าวันรุ่งขึ้นเขาตื่นแต่เช้ามาวิ่งจ็อกกิงบนลู่วิ่ง
ความจริงวันเสาร์เขาต้องกลับเมืองหยางซื่อ แต่พอเจียงฟานตามเซียวอวี้จวินไปฮ่องกง แผนการนี้ก็เลยไม่สำคัญอีกต่อไป
การไปฮ่องกงครั้งนี้ไม่ใช่การไปชอปปิงธรรมดา แต่ไปเพื่อสั่งตัดชุดราตรีสำหรับใส่วันงานเลี้ยงฉลองหมั้นช่วงสิ้นปีโดยเฉพาะ
เรื่องแบบนี้ผู้หญิงมักจะทำได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเสมอ
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ หลัวหยางก็ตั้งใจจะกลับไปที่มหาวิทยาลัยสักหน่อย
ความจริงแล้วก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารเมื่อวานนี้ บริษัทเทคโนโลยีมั่นปู้เจ่อได้จดทะเบียนบริษัทเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว เงินทุนตั้งต้นหนึ่งล้านหยวนก็จะเข้าบัญชีในวันจันทร์หน้า ดังนั้นออฟฟิศฟรีที่อาจารย์ใหญ่หลวี่รับปากไว้ก็ควรจะได้รับการอนุมัติให้เป็นรูปธรรมได้แล้ว
ไม่ใช่แค่เรื่องออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องมหาวิทยาลัยที่จะเป็นสถานที่ปล่อยรถทดลองใช้ในช่วงแรกของโครงการด้วย
มหาวิทยาลัยเก่าของเขาน่ะคุยง่ายอยู่แล้ว แต่เมืองมหาวิทยาลัยซงเจียงยังมีมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยตงฮวา มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์หัวตง มหาวิทยาลัยการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซี่ยงไฮ้ สถาบันการเงินและการบัญชีลี่ซิ่นเซี่ยงไฮ้ สถาบันทัศนศิลป์เซี่ยงไฮ้ และสถาบันอื่นๆ อีก
การจะนำแชร์จักรยานเข้าไปให้บริการในมหาวิทยาลัยเหล่านี้ จำเป็นต้องให้อาจารย์ใหญ่หลวี่ช่วยเป็นคนกลางประสานงานให้
นอกเหนือจากนี้ก็คือ "แรงงานราคาถูก"
นักศึกษาของมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอาจจะช่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอะไรไม่ได้มากนัก แต่งานง่ายๆ อย่างการเก็บข้อมูล สุ่มตัวอย่าง ซ่อมบำรุงรถ หรือแม้แต่งานด้านการตลาด พวกเขาก็ยังพอทำได้ มีแรงงานให้ใช้แบบนี้จะไม่ใช้ได้ยังไง
"อาจารย์ใหญ่หลวี่ครับ รบกวนเวลาพักผ่อนวันหยุดของคุณแบบนี้ ผมรู้สึกเกรงใจจริงๆ ครับ!"
"คนอย่างฉันจะมีวันหยุดสุดสัปดาห์แบบจริงๆ จังๆ กับเขาที่ไหนล่ะ"
เมื่ออาจารย์ใหญ่หลวี่เห็นว่าในมือหลัวหยางถือเอกสารมาด้วย เขาก็ขี้เกียจจะพูดทักทายให้มากความ ยื่นมือออกไปรับทันที "เขียนแผนงานเสร็จเร็วขนาดนี้เชียว รีบเอามาให้ฉันดูหน่อยสิ!"
พอเอกสารถึงมือ เขาก็สวมแว่นตาแล้วเปิดอ่านอย่างจดจ่อทันที
โครงการแชร์จักรยาน ท้ายที่สุดแล้วหัวใจสำคัญก็คือไอเดีย
เมื่อมีแผนงานที่มีรายละเอียดครบถ้วน คนที่มีความรู้สูงอย่างอาจารย์ใหญ่หลวี่ย่อมอ่านทำความเข้าใจได้ไม่ยากเลย
ยี่สิบกว่านาทีต่อมา สายตาของเขาถึงได้ละออกจากแผนงานในมือ
"ไอเดียยอดเยี่ยมมาก!"
แววตาที่อาจารย์ใหญ่หลวี่มองหลัวหยางเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม "นี่เป็นโครงการที่ดีมากๆ แผนงานก็เขียนออกมาได้ดี ขนาดคนนอกวงการอย่างฉันยังพอจะอ่านเข้าใจเลย... หลัวหยาง เธอสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้ฉันอีกแล้วนะเนี่ย!"
"เมื่อหลายปีก่อนในงานประชุมอินเทอร์เน็ตระดับชาติ ก็มีผู้บริหารระดับสูงเสนอแนวคิดอินเทอร์เน็ตพลัสขึ้นมา ซึ่งเครื่องหมายพลัสนั่นก็คือแนวคิดของการเชื่อมต่อทุกสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน ส่วนในฝั่งแอปพลิเคชันก็คือการสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต... ผมก็แค่เหยียบบ่าของผู้บริหารระดับสูงคนนั้นเพื่อมองดูทิวทัศน์ให้กว้างขึ้นเท่านั้นเองครับ"
หลัวหยางยิ้มอย่างถ่อมตัวพลางตอบว่า "แนวคิดนี้มาจากชีวิตประจำวันครับ คนรุ่นเราผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาแล้ว ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่มีจักรยานเต็มถนน จนกระทั่งตอนนี้ที่มีรถยนต์วิ่งกันให้ขวักไขว่... และท้ายที่สุดแล้วเพราะการเติบโตของสมาร์ตโฟน จักรยานก็เลยสามารถหวนกลับคืนสู่วิถีชีวิตของผู้คนได้อีกครั้งครับ"
"ดีมาก ดีมากๆ การที่เธอมีความคิดริเริ่มแบบนี้ได้ ถือว่าดีมากจริงๆ!"
อาจารย์ใหญ่หลวี่ถอดแว่นตาออกแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า "จากขนาดการเติบโตที่เธอประเมินไว้ในแผนงานนี้ เงินทุนช่วงแรกหนึ่งล้านหยวน บวกกับเงินสนับสนุนที่ทางมหาวิทยาลัยช่วยขอให้อีกห้าแสนหยวน รวมเป็นล้านห้าแสนหยวนคงไม่พอใช้หรอกนะ... การระดมทุนในระยะต่อไปเธอมีความมั่นใจแค่ไหน"
"ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตบนมือถือกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีเงินทุนในตลาดที่รอจะกระโดดเข้ามาร่วมวงอีกเพียบ เรื่องการระดมทุนไม่ใช่ปัญหาเลยครับ"
หลัวหยางตอบอย่างมั่นใจ "ประเด็นสำคัญคือการดำเนินงานและการจัดการในระยะหลัง โมเดลธุรกิจแบบนี้ไม่มีกำแพงทางเทคโนโลยีป้องกัน ทำให้ถูกลอกเลียนแบบและทำตามได้ง่ายมาก คราวนี้ก็ต้องมาวัดกันว่าใครจะใส่ใจในรายละเอียดได้ดีกว่ากัน และใครจะระดมทุนได้มากกว่ากัน..."
"ใช่ ฉันอ่านจบแล้วก็คิดว่ามันไม่ยากเหมือนกัน"
อาจารย์ใหญ่หลวี่พยักหน้าเห็นด้วย "กุญแจสำคัญอยู่ที่ไอเดีย และไอเดียก็เป็นสิ่งที่ถูกก๊อบปี้ได้ง่ายที่สุดซะด้วยสิ!"
"ดังนั้นช่วงแรกของโครงการนอกจากจะต้องก้าวเดินอย่างมั่นคงแล้ว ยังต้องขยายเครือข่ายให้เร็วด้วยครับ!"
หลัวหยางพูดด้วยรอยยิ้ม "ที่ผมมาหาคุณรอบนี้ ก็เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ใหญ่หลวี่นี่แหละครับ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า... ไอเด็กเจ้าเล่ห์"
อาจารย์ใหญ่หลวี่หัวเราะลั่นพลางชี้นิ้วไปที่หลัวหยาง "ว่ามาสิ ต้องการให้ฉันกับทางมหาวิทยาลัยช่วยอะไรบ้าง"
หลัวหยางย่อมไม่เกรงใจอยู่แล้ว เขาเลยร่ายยาวเป็นหางว่าว บอกทุกอย่างที่อยากได้ไปจนหมดเปลือก
"ความต้องการหลักๆ ของเธอตอนนี้ก็คือเรื่องตลาดในมหาวิทยาลัยสินะ"
อาจารย์ใหญ่หลวี่ลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยพูดว่า "โชคดีที่ก่อนหน้านี้มีเอกสารนโยบายลงมา... มหาวิทยาลัยหลายแห่งในเมืองมหาวิทยาลัยซงเจียงเดี๋ยวฉันจะเป็นคนกลางช่วยประสานงานให้เอง!"
หลัวหยางรีบประสานมือคารวะ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าด้วยความดีใจ
"เธอบอกฉันมาตามตรงสิ โครงการนี้มันจะสามารถเติบโตไปได้ใหญ่โตขนาดไหนกันเชียว"
หลังจากคุยกันต่ออีกราวๆ ครึ่งชั่วโมง ตอนที่ใกล้จะจบการสนทนา อาจารย์ใหญ่หลวี่ก็มองหลัวหยางด้วยสีหน้าจริงจัง
"จากการประเมินตลาด หากขยายพื้นที่ให้บริการไปทั่วประเทศ แค่จำนวนแชร์จักรยานที่ต้องปล่อยเช่าก็ปาเข้าไปยี่สิบถึงสามสิบล้านคันแล้วครับ"
หลัวหยางตอบตามความทรงจำในอดีต "ถ้าสามารถผลักดันตัวเองให้กลายเป็นบริษัทระดับแนวหน้าในเส้นทางนี้ได้ มูลค่าบริษัทต้องแตะหลักหมื่นล้านอย่างแน่นอนครับ"
"ดี!"
อาจารย์ใหญ่หลวี่ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน "ถ้าเธอสามารถสร้างผลงานในระยะแรกให้เห็นได้ ฉันยอมทิ้งหน้าแก่ๆ นี้ไปช่วยผลักดันให้แชร์จักรยานของเธอได้เข้าไปเปิดให้บริการในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วเซี่ยงไฮ้ให้เยอะขึ้นกว่าเดิมเอง!"
การกลับมามหาวิทยาลัยในครั้งนี้ หลัวหยางได้กลับไปอย่างคุ้มค่าเกินคาดเลยทีเดียว
[จบแล้ว]