- หน้าแรก
- อสังหาฯพลิกโลก เกิดใหม่เป็นเจ้าพ่อหมื่นล้าน
- บทที่ 420 - ล้วนเป็นลูกน้องที่แสนรู้ใจ
บทที่ 420 - ล้วนเป็นลูกน้องที่แสนรู้ใจ
บทที่ 420 - ล้วนเป็นลูกน้องที่แสนรู้ใจ
บทที่ 420 - ล้วนเป็นลูกน้องที่แสนรู้ใจ
◉◉◉◉◉
ตอนที่การประชุมสิ้นสุดลง ต่อให้เป็นพวกทำงานสายเทคนิคต่างก็รู้สึกฮึกเหิมจนเลือดสูบฉีด
นี่ก็เปรียบเสมือนการทำสงครามแนวหน้า กองกำลังทั้งสองฝ่ายมีทั้งกำลังคน อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทัดเทียมกัน ในช่วงเวลาสำคัญ ผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายเรายอมทุ่มสุดตัวไม่เสียดายที่จะสูญเสียทรัพยากรเพิ่มเติม เพื่อลากขาคู่แข่งให้จงได้
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแพ้ชนะหรอก แค่นี้ก็สะใจสุดๆ แล้ว
และยิ่งไปกว่านั้น ภายในคุนเผิงเทคโนโลยีทั้งหมด นอกจากหลัวหยางที่รู้ว่าต้าเจียงคือบริษัทยักษ์ใหญ่ในอนาคตแล้ว คนอื่นจะไปรู้อะไรล่ะ
พอประชุมเสร็จก็คึกคักจนแทบจะหอนออกมากันอยู่แล้ว
เซียวเวยเดินตามหลังหลัวหยางกลับมาที่ห้องทำงาน เรียวขายาวทั้งสองข้างก้าวเดินอย่างทรงพลัง
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังกังวานชัดเจน
"เซียวเวย ช่วยชงชาให้ประธานฉู่หน่อย"
หลัวหยางทักทายให้ฉู่เจี้ยนหมิงนั่งลง แล้วก็ยื่นบุหรี่ให้เขามวนหนึ่ง
"ประธานฉู่ ที่เรียกคุณมาคุยเป็นการส่วนตัว ก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะสั่งการ"
"เซียวเวย เธอก็อยู่ฟังด้วยสิ"
เซียวเวยชงชาเสร็จ พอได้ยินหลัวหยางบอกว่ามีเรื่องสำคัญสั่งการ เดิมทีตั้งใจจะเลี่ยงออกไปเพื่อป้องกันข้อครหา ผลปรากฏว่าถูกหลัวหยางรั้งตัวให้อยู่ร่วมฟังด้วย
แอบดีใจอยู่เงียบๆ
"ท่านประธานครับ เชิญสั่งการมาได้เลยครับ"
"ตั้งแผนกกลยุทธ์ขึ้นมาแยกต่างหาก เพื่อทำหน้าที่สืบสวนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งโดยเฉพาะ"
หลัวหยางพูดตรงประเด็น "ตั้งกฎเอาไว้ข้อหนึ่งว่า ความลับทางการค้าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย อย่างเช่นพวกเทคโนโลยีหลัก เราจะไม่ไปแตะต้อง แต่ข้อมูลอย่างพวกตัวเลขทางการเงิน ทิศทางกลยุทธ์ ความคืบหน้าในการวิจัยและพัฒนา แบบที่เราอยากรู้ในการประชุมวันนี้ ให้รวบรวมเป็นเป้าหมายหลัก"
"บริษัทสืบสวนเชิงพาณิชย์หรือครับ"
ฉู่เจี้ยนหมิงกล่าว "โดยปกติแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักจะจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกให้มาจัดการ มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทระดับยักษ์ใหญ่ หรือกลุ่มทุนเท่านั้น ถึงจะมีบริษัทสืบสวนเชิงพาณิชย์เป็นของตัวเอง ความมุ่งมั่นของท่านประธานช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ครับ"
"แน่นอนสิ ผมตั้งใจจะผลักดันคุนเผิงเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งนี่นา"
ในเมื่อตัดสินใจสกัดกั้นต้าเจียงแล้ว ถ้ายังไม่คิดจะขยายคุนเผิงเทคโนโลยีให้ยิ่งใหญ่ก็คงถือเป็นการหลอกตัวเองแล้วล่ะ
"ผมคิดว่าทำได้ครับ"
ฉู่เจี้ยนหมิงพยักหน้า "ต่อไปในด้านอื่นๆ ก็คงต้องใช้เหมือนกัน"
"ท่านประธานคะ ฉันมีข้อเสนอแนะอย่างหนึ่งค่ะ"
เซียวเวยที่อยู่ด้านข้างจู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมา
"หืม"
หลัวหยางหันไปมองเซียวเวย "ข้อเสนอแนะอะไรหรือ"
"ทำไมไม่ตั้งบริษัทสืบสวนเชิงพาณิชย์แยกออกมาต่างหากเลยล่ะคะ"
เซียวเวยเสนอความคิดเห็นของตัวเอง "ภายใต้กลุ่มบริษัทก็มีบริษัทลงทุนอยู่แห่งหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ต้องใช้การสืบสวนเชิงพาณิชย์เหมือนกัน ทำแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการบูรณาการทรัพยากรเข้าด้วยกันไงคะ"
ข้อเสนอแนะนี้ถือว่าเข้าเป้ามาก
การตั้งบริษัทสืบสวนเชิงพาณิชย์แยกออกมาต่างหาก หลักๆ ก็เพื่อให้บริการแก่กลุ่มบริษัท แถมยังสามารถรับงานจากภายนอกได้อีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
"มุมมองของผู้ช่วยเซียวเปิดกว้างกว่าจริงๆ ครับ"
ฉู่เจี้ยนหมิงเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
ในเมื่อเรื่องนี้มีแนวทางแก้ไขอื่นแล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่ออีก
เขาจึงหยัดกายลุกขึ้นและกล่าวว่า "ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ผมขอตัวไปจัดการตามมติที่ประชุมก่อนนะครับ"
"อืม รบกวนคุณช่วยจับตาดูความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดด้วยนะ"
หลัวหยางพยักหน้ารับ "ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรหาผมได้ตลอดเวลาเลย"
"ผู้ช่วยเซียว โบนัสผลงานเดือนนี้รับไปเลยสองเท่า"
หลังจากฉู่เจี้ยนหมิงเดินออกไป หลัวหยางก็หันไปยิ้มให้เซียวเวย "ทำได้ดีมาก ดูท่าว่าคุณยังคงเหมาะกับตำแหน่งในปัจจุบันมากกว่านะ ถ้าให้ไปอยู่ตำแหน่งอื่นคงเป็นการเสียของแย่"
"ใช่ไหมล่ะคะ โชคดีนะที่เปลี่ยนฉันกลับมาอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วย"
เซียวเวยเอ่ยอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย "ฉันยังคิดอยู่เลยว่าหลังจากเรียนรู้และเติบโตขึ้นอีกสักระยะ ในอนาคตจะเลื่อนขั้นเข้าไปทำงานในสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทซะหน่อย"
ไปสำนักงานใหญ่กลุ่มบริษัท... ไปทำอะไรล่ะ
เนื่องจากในหัวของหลัวหยางมีเรื่องอื่นให้คิดอยู่ เขาจึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง
เขายังต้องไปที่หลัวเซิงถัง และถือโอกาสสั่งงานเรื่องการจัดตั้งบริษัทสืบสวนเชิงพาณิชย์ให้กับฝ่ายทรัพยากรบุคคลของกลุ่มบริษัทด้วย
เรื่องการตกแต่งสำนักงานใหญ่ต้องรีบเร่งรัดเสียแล้ว
ไม่อย่างนั้นมันไม่สะดวกเอาซะเลย...
บ่ายสามโมงกว่า เดิมทีคิดว่าจะไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ผลปรากฏว่าต่งเซวียนโทรศัพท์เข้ามา
"ประธานหลัวกำลังพักผ่อนเก็บแรงอยู่หรือเปล่าคะในช่วงสองวันนี้"
"ผู้อำนวยการต่งทนเห็นผมได้พักฟื้นร่างกายไม่ได้ใช่ไหมครับ"
เวลาคุยโทรศัพท์หยอกล้อกัน หลัวหยางไม่เคยหวั่นเกรงต่งเซวียนอยู่แล้ว
เขาตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม "เอะอะก็คิดจะมารุกหนักใส่ผมตลอด ขืนทำเอาผมตกใจหนีไปจะทำยังไงล่ะครับ"
"คิกคิกคิก..."
ต่งเซวียนส่งเสียงหัวเราะคิกคักมาตามสาย
"ฉันตั้งใจจะส่งทีมประเมินเข้าไปที่บริษัทเสื้อผ้า ไม่ทราบว่าทางประธานหลัวจะสะดวกตอนไหนคะ"
หลังจากกระชับความสัมพันธ์กันแล้ว เธอก็เริ่มคุยธุระ
"สะดวกตลอดเวลาเลยครับ"
หลัวหยางตอบกลับ "ก่อนที่คุณจะส่งคนไปก็ช่วยบอกผมล่วงหน้าสักหน่อย ผมจะได้แจ้งทางโรงงานให้เตรียมตัวไว้"
"ในเมื่อเวลาเป็นเงินเป็นทอง งั้นเอาเป็นพรุ่งนี้เลยดีไหมคะ"
ในเมื่อหลัวหยางพูดแบบนี้ เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจแล้ว "ขั้นตอนตรงกลางมันมีเยอะแยะ ต่อให้ราบรื่นก็ต้องใช้เวลาตั้งเดือนครึ่งเชียวนะคะ..."
กะเวลาได้เป๊ะจริงๆ
หรือจะบอกว่าช่องทางข่าวสารของระบบธนาคารนั้นว่องไวและแม่นยำมากก็ว่าได้
ต้องรู้ก่อนนะว่าเวลาเริ่มต้นโครงการกวงฟานเฟิงเหนิงก็คือช่วงเปิดปีใหม่ปี 2012 พอดี
ระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่งก็พอดีกับช่วงก่อนสิ้นเดือนธันวาคมเป๊ะ
"งั้นก็เหมาะเจาะเลย พรุ่งนี้ผมจะกลับเมืองหยางพอดี"
หลัวหยางยิ้มพลางเอ่ย "ถึงตอนนั้นผมจะคอยต้อนรับทีมประเมินด้วยตัวเองเลยครับ"
"ประธานหลัวออกหน้าต้อนรับด้วยตัวเองเลยหรือคะ..."
ต่งเซวียนยิ้มพลางกล่าว "พูดซะจนฉันเริ่มใจสั่น แทบอยากจะนำทีมไปเองเลยล่ะค่ะ"
เธอก็แค่พูดตามมารยาท ใครเชื่อก็ซวยไป
"ถ้าคุณนำทีมมาเอง ผมก็ต้องจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่แน่นอนครับ"
"คิกคิกคิก..."
พร้อมกับเสียงหัวเราะใสแจ๋ว ต่งเซวียนก็เอ่ยขึ้นว่า "เห็นแก่ความจริงใจของประธานหลัว ฉันจะแถมข่าวสารให้คุณฟรีๆ ข่าวหนึ่งก็แล้วกัน... สัปดาห์หน้าสมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเซี่ยงไฮ้จะจัดงานเลี้ยงค็อกเทลสำหรับผู้ประกอบการ มีเถ้าแก่บริษัทชื่อดังเข้าร่วมงานหลายคน ซึ่งรวมถึงประธานหลินด้วย ถือเป็นโอกาสดีในการเข้าถึงตัวเขาเลยนะคะ"
หืม
ผู้หญิงคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่
ถึงกับยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเรื่องนี้...
มั่นใจในตัวเองงั้นหรือ
เป็นเพราะรู้ว่าหลินกั๋วเซิ่งเข้าถึงตัวยาก ก็เลยปล่อยข่าวให้หลัวหยางเพื่อหวังให้เขายอมถอยไปเองงั้นหรือ
หรือว่าคิดว่าหลัวหยางไม่มีปัญญาแม้แต่จะเข้าไปในสถานที่จัดงานเลี้ยงได้
หลัวหยางวางสายแล้วตกอยู่ในห้วงความคิด
"บอสครับ แผนจัดงานเลี้ยงฉลองก่อตั้งกลุ่มบริษัททำเสร็จแล้วครับ ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ผมส่งเข้าอีเมลคุณแล้ว ส่วนนี่คือฉบับพิมพ์ครับ"
อวี๋ไห่ผิงถือปึกเอกสารเดินเข้ามาในห้องทำงาน
"อืม เดี๋ยวผมค่อยดู"
หลัวหยางรับแผนงานมาแต่ไม่ได้เปิดอ่านทันที เขาวางมันลงบนโต๊ะก่อน
เขาหันไปสั่งงานอีกเรื่องให้อวี๋ไห่ผิง "สัปดาห์หน้าทางเมืองจะจัดงานประชุมประจำปีผู้ประกอบการของสมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม คุณลองไปสืบข่าวดูหน่อยสิว่ามาตรฐานในการได้รับเชิญคืออะไร แล้วบริษัทของเรามีคุณสมบัติพอที่จะได้รับเชิญไหม..."
ประโยคสุดท้ายฟังดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก
บางทีอาจจะต้องรออีกสักสองปี ให้หลัวเซิงถังและคุนเผิงเทคโนโลยีกลายเป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมของตัวเองเสียก่อน เขาถึงจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานประชุมประจำปีระดับนี้
อวี๋ไห่ผิงเข้าใจถึงความหมายแฝงนี้ได้เร็วกว่าหลัวหยางเสียอีก
แต่ในเมื่อเจ้านายสั่งงานมา ยังไงก็ต้องไปลองจัดการดูก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ได้สั่งให้เขาไปหาบัตรเชิญมาให้สักหน่อย
เรื่องนี้สืบได้ไม่ยาก ก่อนเลิกงานอวี๋ไห่ผิงก็เข้ามาในห้องทำงานเพื่อรายงาน
"บอสครับ ผมสืบข่าวมาจากสมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเขตหมิ่นสิงมาแล้วครับ"
อวี๋ไห่ผิงทำงานได้อย่างละเอียดรอบคอบ นอกจากการบอกเล่าด้วยปากเปล่าแล้ว เขายังมีเอกสารตราครุฑของสมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเซี่ยงไฮ้มาด้วย ซึ่งเนื้อหาก็เกี่ยวกับงานประชุมประจำปีผู้ประกอบการในครั้งนี้
"หน่วยงานที่ได้รับเชิญส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้เสียภาษีรายใหญ่ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง..."
ตอนนี้ไม่มีเวลามามัวห่วงหน้าตาแล้ว มีแต่อะไรก็ต้องพูดไปตามความจริง "แล้วก็ยังมีพวกบริษัทที่ติดอันดับท็อปห้าร้อยที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ด้วยครับ..."
"จิ๊"
ในเอกสารตราครุฑก็มีเนื้อหาส่วนนี้ระบุไว้
หลัวหยางอ่านไปพลางเดาะลิ้นไปพลาง อย่าว่าแต่คุนเผิงเทคโนโลยีในตอนนี้เลย ต่อให้เป็นหลัวเซิงถังที่ทำกำไรได้หลายร้อยล้านหยวน ก็ยังไม่นับว่าเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่เลยด้วยซ้ำ
"บอสครับ ทำไปก็เพื่อประธานหลินแห่งเทียนสุ่ยจี๋ถวนหรือเปล่าครับ"
ความสามารถของอวี๋ไห่ผิงเริ่มฉายแววออกมาให้เห็นในเวลานี้ เขารีบเสนอแนะทันที "บอสครับ คุณลองไปสอบถามทางฝั่งมหาวิทยาลัยดูสิครับ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีเซี่ยงไฮ้เป็นคนก่อตั้งอุทยานนวัตกรรม ตัวมหาวิทยาลัยเองก็มีแพลตฟอร์มสำหรับองค์กรอยู่แล้ว บวกกับการสนับสนุนจากทางฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย บางทีอาจจะได้รับเชิญก็ได้นะครับ"
เอ๊ะ
หลัวหยางที่เดิมทีไม่ได้หวังอะไรแล้ว จู่ๆ ดวงตาก็ทอประกายขึ้นมา
เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาหัวหน้ากัวหย่วนเฉิงทันที
"หัวหน้ากัวครับ ขอโทษด้วยนะครับที่รบกวนเวลาใกล้เลิกงานแบบนี้..."
"เธอเนี่ยนะร้อยวันพันปีไม่เคยติดต่อมา โทรมาหาฉันเวลานี้ต้องมีเรื่องด่วนแน่ๆ พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า"
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนค่อนข้างสนิทสนมกัน กัวหย่วนเฉิงจึงไม่ได้วางมาดใดๆ ต่อหน้าหลัวหยาง
"คือเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ผมได้ข่าวมาว่าสัปดาห์หน้าสมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเซี่ยงไฮ้จะจัดงานประชุมประจำปีผู้ประกอบการขึ้น..."
จะถามอะไร ต้องการอะไร หลัวหยางไม่อ้อมค้อมเลยแม้แต่น้อย เขาอธิบายความต้องการของตัวเองอย่างกระชับและชัดเจน
"ไอ้หนุ่มนี่หัวไวดีนี่"
ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แนะแนวการประกอบการสำหรับนักศึกษา และยังควบตำแหน่งในอุทยานนวัตกรรมด้วย หน่วยงานที่กัวหย่วนเฉิงสังกัดอยู่ก็คือช่องทางที่มหาวิทยาลัยใช้ในการติดต่อประสานงานในด้านนี้นั่นเอง
เขาไม่ได้แค่รับโทรศัพท์แจ้งข่าวจากสมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเซี่ยงไฮ้เท่านั้น แต่ยังได้รับจดหมายเชิญมาแล้วด้วยซ้ำ
"เอาแบบนี้ พรุ่งนี้ฉันต้องไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยพอดี ซึ่งอธิการบดีหลวี่เป็นประธานการประชุม เดี๋ยวฉันจะลองเกริ่นเรื่องนี้ให้สักหน่อยเพื่อดูว่าท่านผู้นำจะมีความเห็นยังไงนะ"
พอได้ยินประโยคนี้ หลัวหยางก็ชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะตอบกลับด้วยความซาบซึ้งใจว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอขอบคุณหัวหน้ากัวมากเลยนะครับ วันหลังผมต้องขอเลี้ยงข้าวเป็นการส่วนตัวสักมื้อแล้วล่ะครับ"
กัวหย่วนเฉิงยอมช่วยเหลือจริงๆ
ความหมายในคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้ชัดเจนมาก พรุ่งนี้เขาจะเป็นฝ่ายเสนอต่ออธิการบดีหลวี่เอง ว่าให้ใส่ชื่อหลัวหยางลงไปในรายชื่อผู้เข้าร่วมงานประชุมประจำปีผู้ประกอบการในครั้งนี้ด้วย
ข้ออ้างก็หาได้ง่ายมาก
คุนเผิงเทคโนโลยีเป็นตัวท็อปของอุทยานนวัตกรรมนี่นา (ตัวท็อปในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่หมายถึงผลกระทบเชิงบวกที่เกิดจากการประกอบการของนักศึกษา)
ถ้าหากความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่ได้แน่นแฟ้นขนาดนี้ เขาก็คงให้หลัวหยางไปขอโควตานี้จากอธิการบดีหลวี่เอาเอง
แน่นอนว่าถ้าหลัวหยางไปขอโควตาจากอธิการบดีหลวี่ด้วยตัวเอง ยังไงก็ต้องได้อยู่แล้ว
แต่หนี้บุญคุณในครั้งนี้ เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับเอาไว้
ได้เรียนรู้อีกแล้ว...
หลังจากวางสาย หลัวหยางก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
คนเก่งและคนหัวหมอต่างก็กระจุกตัวกันอยู่ในระบบราชการกันหมด
และตอนนี้นับว่ายังดีนะ ลองผ่านไปอีกสักเจ็ดแปดปีสิ พวกเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศต่างก็จะแห่กันไปลงสนามแข่งขันนี้ แข่งขันกันดุเดือดจนเละเทะไปหมด
"บอสครับ ยินดีด้วยนะครับ"
แค่ฟังจากน้ำเสียง อวี๋ไห่ผิงก็รู้แล้วว่าเขาเดาทางเรื่องนี้ได้ถูกต้อง
"เดี๋ยวผมจะลองดูว่ามีโอกาสพาคุณเข้าไปในงานด้วยได้ไหม"
ตอนนี้หลัวหยางรู้สึกแล้วว่าการรั้งตัวอวี๋ไห่ผิงไว้เป็นผู้ช่วยถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
"บอสครับ โควตาเข้าร่วมงานแบบนี้มีจำกัดอยู่แล้ว คุณอย่าทำให้ตัวเองต้องลำบากเลยครับ"
อวี๋ไห่ผิงถอยฉากหลังจากทำผลงานสำเร็จ "อีกอย่าง การที่คุณมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอยู่ข้างกาย ผลลัพธ์มันก็ออกมาเหมือนกันนั่นแหละครับ"
"คุณช่วยเตือนผมให้เข้าร่วมงานประชุมประจำปีในครั้งนี้ด้วยก็แล้วกัน"
"ได้ครับบอส ผมจะเตือนคุณหนึ่งครั้งในวันก่อนเริ่มงาน และจะเตือนอีกครั้งล่วงหน้าสามชั่วโมงในวันงานครับ"
ดูเอาเถอะ ช่างเป็นลูกน้องที่แสนรู้ใจจริงๆ...
หลัวหยางยิ่งรู้สึกพึงพอใจในตัวอวี๋ไห่ผิงมากขึ้นไปอีก
[จบแล้ว]